ผลกระทบโครงการสร้างเขื่อนพูงอย (ลาดเสือ) บนลำน้ำโขง 

GreenOpinion :

อัพเดตความเคลื่อนไหวและผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดกับประเทศไทยและสายน้ำโขง จากโครงการก่อสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าขนาด 728 เมกะวัตต์บนลำน้ำโขงใกล้เมืองปากเซ จำปาสัก สปป.ลาว เพื่อส่งไฟฟ้ามาขายให้ไทย เสนอและพัฒนาโครงการโดยบริษัทสัญชาติไทยบริษัท เจริญพลังงานและน้ำเอเชีย จำกัด (CEWE)” ซึ่งมีเจ้าของชัชวาลย์ เจียรวนนท์เป็นประธาน

โดย วิฑูรย์ เพิ่มพงษาเจริญ เครือข่ายพลังงานในภูมิภาคแม่น้ำโขง (MEENet)

รวบรวมจากร่างรายงานขึ้นสุดท้าย (แก้ไขครั้งที่ 2) ของรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เล่มที่ 1 [CEWA, Phou Ngoy Hydroelectric Power Project, Lao PDR Draft Final Report (2nd Revised) Environmental and Social Impact Assessment Report – Volume 1 of 10 Environmental Impact Assessment (EIA) January 2022]

(ภาพ : CEWE)

โครงการ “เขื่อนพูงอย”

โครงการไฟฟ้าพลังน้ำ เขื่อนพูงอย (Phou Ngoy) เป็นเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำแบบ “น้ำไหลผ่าน” (run-of-river) บนแม่น้ำโขง ณ จุดที่ตั้งซึ่งอยู่ที่ประมาณ 18 กิโลเมตร ทางท้ายน้ำของเมืองปากเซ แขวงจำปาสัก สปป.ลาว 

โครงการดังกล่าว จะเป็นส่วนหนึ่งของระบบเขื่อนที่สร้างลดหลั่นกันบนลำน้ำโขงสายหลัก โดยมีเขื่อนไซยะบุรีอยู่ทางต้นน้ำ ห่างออกไปประมาณ 1,360 กม. และโครงการไฟฟ้าพลังน้ำดอนสะโฮง อยู่ทางปลายน้ำห่างไปประมาณ 130 กม. จากจุดที่เสนอสร้างเขื่อนพูงอย 

ผู้พัฒนาโ๋ครงการคือ บริษัท เจริญพลังงานและน้ำเอเชีย จำกัด (Charoen Energy and Water Asia Company Limited หรือ CEWA)

โครงการจะตั้งอยู่ในแขวงจำปาสัก ประมาณ 851 กม. ทางเหนือของปากแม่น้ำโขงในเวียดนาม โครงการเป็นแบบหัวต่ำ ระดับน้ำสูงปกติที่ต้นน้ำจำกัดที่ 98 ม.เหนือระดับน้ำทะเล เป้าหมายหลักคือการผลิตไฟฟ้าเพื่อการส่งออก ตัวเขื่อนของโครงการจะทอดข้ามแม่น้ำโขงโดยมีตอม่อด้านขวาอยู่ในที่เมืองจำปาสัก (ฝั่งขวาแม่น้ำโขง และตอม่อซ้ายอยู่ในพื้นที่เมืองปะทุมพอน (ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง) ในแขวงจำปาสัก หัวงานหลักของโครงการจะตั้งอยู่ทางฝั่งซ้าย

มีพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบสำคัญในหลายพื้นที่ของเมืองปากเซ รวมถึงหมู่บ้านจำนวน 88 หมู่บ้านที่จะต้องถูกโยกย้าย และยังมีระบบบนิเวศสำคัญ แควต่าง ๆ ของแม่น้ำโขงจำนวนมาก รวมถึงโครงการต่าง ๆ ในแม่น้ำโขงสายหลัก และลำน้ำสาขาที่จะได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนพูงอย รวมถึงเขื่อนดอนสะโฮง เขื่อนบ้างกุ่ม เขื่อนเซละบำ เขื่อนเเซเสด 1 – 4 ในประเทศลาว และเขื่อนปากมูลในประเทศไทย

เขื่อนพูงอยจะมีความจุอ่างเก็บน้ำ 1,207,000,000 ลูกบาศก์เมตร เป็นทางยาว 80 กิโลเมตรตามลำน้ำโขง และกำลังการผลิตติดตั้ง 728 เมกะวัตต์ ผลิตไฟฟ้าเฉลี่ยต่อปีที่ 3,593 กิกะวัตต์ต่อชั่วโมง (GWh) สายส่งไฟฟ้า 230 กิโลโวต์ ความยาว 4.22 กม. ของโครงการกำลังเชื่อมต่อโรงไฟฟ้าฝั่งซ้ายกับสถานนีไฟฟ้าย่อยปากเซที่บ้านหลัก 25 โดยจะส่งไฟฟ้ามายังประเทศไทยเป็นหลัก

ระดับน้ำในลำน้ำโขงที่ถูกยกระดับให้มีสภาพเป็นอ่างกักน้ำของเขื่อนพูงอย จะมีระยะทางยาว 80 กิโลเมตรไปตามลำน้ำโขง ซึ่งจะเท้อเข้าไปในลำน้ำมูล ณ จุดที่ระยะ 70 กิโลเมตร ในจุดที่เป็นพรมแดนไทย-ลาว ยาวไปจนเกือบถึงจุดสร้างเขื่อนบ้านกุ่ม โดยห่างลงมาเพียงแค่ 7 กิโลเมตร ลำน้ำโขงที่ถูกยกระดับให้สูงขึ้น และกว้างขึ้นนี้จะมีความผันพวนขึ้นลงเป็นรายวัน ทำให้เกาะแก่ง และพื้นที่ริมตลิ่งไม่แน่นอน ซึ่งรวมถึงเขตพรมแดนที่ไม่แน่อนด้วย

(ภาพ : สำนักข่าวชายขอบ)

ผลกระทบสะสม

อุทกวิทยา

เนื่องจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนพูงอยได้รับการออกแบบให้เป็นโครงการไฟฟ้าพลังน้ำแบบน้ำไหลผ่าน (run of river) ตามลักษณะภูมิประเทศของพื้นที่ โดยโครงการกำหนดการออกแบบระบบไฟฟ้าพลังน้ำหัวต่ำ ด้วยเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากังหันแนวนอนตั้งอยู่ในแม่น้ำซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเขื่อน 

เขื่อนจะเดินเครื่องที่ระดับความสูงของระดับน้ำที่ 98.00 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง และความสูงหัวน้ำที่ 6.5 เมตร เท่ากับความจุอ่างเก็บน้ำ 1,207,000,000 ลูกบาศก์เมตร ความยาวอ่างตามลำน้ำ 80 กิโลเมตร จาก กม. 851 ถึง กม.931 ของแม่น้ำโขง และ ณ จุดปลายน้ำของอ่าง จะอยู่ห่างประมาณ 7 กิโลเมตรของจุดที่จะสร้างโครงการเขื่อนบ้านกุ่ม (เขื่อนบ้านกุ่มเป็นแผนที่บริษัทพลังงานบริสุทธ์ของไทยกำลังผลักดัน ซึ่งประเด็นผลกระทบจากน้ำเท้อจากเขื่อนพูงอยซึ่งห่างออกไปแค่ 7 กิโลเมตร จะส่งผลต่อศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าของโครงการเขื่อนบ้านกุ่มอย่างแน่นอน) 

ดังนั้น การดำเนินงานของโรงไฟฟ้าพลังน้ำพูงอย จะทำให้มีพื้นที่ที่จมอยู่ใต้น้ำ (เมื่อเขื่อนกักน้ำและระดับน้ำถูกยกสูงขั้น) ทั้งในส่วนลำน้ำโขง และลำน้ำสาขา ตามพื้นที่ลุ่ม ซึ่งรวมถึงแม่น้ำมูล (ประเทศไทย) และรอบแก่งตะนะ 

การศึกษาทางชลศาสตร์ได้ยืนยันว่า ในการออกแบบของเขื่อนที่ระดับปฏิบัติการ 98 เมตร MSL ของ โครงการเขื่อนพูงอย จะทำให้แก่งตะนะจมอยู่ใต้น้ำตลอดทั้งปี การจมอยู่ใต้น้ำขอแก่งตะนะจะเป็นประเด็นผลกระทบข้ามพรมแดน (ผู้เขียน) มีข้อสังเกตุที่ต้องตรวจสอบก็คือ ปัญหาดังกล่าวจะกระทบถึงการเปลี่ยนเขตแดนของประเทศระหว่าง ไทย-ลาวหรือไม่

(ภาพ : MEENet)

การอพยพของปลา

เนื่องจากเขื่อนพูงอยตั้งอยู่บนลุ่มน้ำโขงตอนกลาง ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบการย้ายถิ่นของปลาในระบบนิเวศลุ่มน้ำโขง เริ่มต้นจากระบบน้ำตกคอนพะเพ็ง (หมู่เกาะสีพันดอน) อันยิ่งใหญ่ ขึ้นไปทางตอนบนเกือบถึงนครหลวงเวียงจันทน์ของสปป.ลาว 

ผลกระทบสะสมในแง่ของการอพยพของปลาจึงรวมกัน ส่วนหนึ่งมาจากเขื่อนดอนสะโฮงถึงเขื่อนพูงอย และจากเขื่อนพูงอยขึ้นไปทางต้นน้ำของแม่น้ำโขง และแม่น้ำสาขาหลัก เช่นแม่น้ำมูล และเซโดน เซบั้งไฟ 

อีกทั้งการอพยพของปลาด้านท้ายน้ำจะส่งผลกระทบสะสมตามมาทั้งปลาโตเต็มวัยที่วางไข่ และว่ายตามน้ำ รวมถึงปลาวัยรู่นที่กำลังล่องลอยไปตามกระแสน้ำ (ยึดตามหลักเกณฑ์ของ MRC ไข่ปลา และลูกปลาอ่อนจะต้องตายไม่เกินร้อยละ 30 ของทั้งหมด ที่ล่องไปตามกระแสน้ำ ดังนั้นการล่องลอยของตัวอ่อนจะเป็นหนึ่งในผลกระทบสะสมที่สำคัญจากโครงการเขื่อนพูงอย)

เขื่อนพูงอยตั้งอยู่ด้านล่างของลุ่มแม่น้ำโขงตอนกลาง ดังนั้นโครงการจะขัดขวางการอพยพของปลาทางด้านล่างของลุ่มแม่น้ำโขงตอนกลางไปยังลำน้ำสาขา โดยเฉพาะลำน้ำมูล และแม่น้ำโขงสายหลักบางส่วน 

การอพยพของปลาในส่วนนี้โดยเฉพาะส่วนที่ติดต่อกับแม่น้ำมูล และแควน้อยอื่น ๆ ในประเทศไทย โดยพิจารณาจากปลาเนื้อขาวทั้ง 13 ชนิดนี้ ในรายชื่อปลาจากการประเมินสถานภาพความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตในโลก ขององค์กรไอยูซีเอ็น (IUCN Red list) รายงานในการศึกษานี้ระบุว่าพวกมันอพยพจากแม่น้ำสายหลัก ไปยังแควที่ต้นฤดูฝนเพื่อสืบพันธุ์ วางไข่และหากินในแหล่งที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม แล้วอพยพกลับสู่แม่น้ำโขงสายหลักหลังฤดูกาลมรสุม 

(รายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) ย้ำว่า แม้ว่าโครงการมีแผนที่จะติดตั้งทางปลาผ่าน (บันไดปลา) ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดด้วยแนวทางของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (เอ็มอาร์ซี : MRC) ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องออกแบบทางผ่านของปลาให้มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะทางน้ำความเร็วในช่องปลาเพื่อดึงดูด และอนุญาตจำนวน และขนาดสูงสุดของชนิดพันธ์ปลาเพื่อให้อพยพขึ้น และลงน้ำผ่านพื้นที่โครงการ) 

เขื่อนพูงอยจะทำให้ผลผลิตและจำนวนประชากรปลาลดลง เนื่องจากการลดลงของการแพร่กระจาย หรือการอพยพย้ายถิ่น (แม้ว่าจะมีการจัดการช่วยก็ตาม) และการเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำ ด้านสัณฐานวิทยา และสภาพการไหลของน้ำ จะลดความอุดมสมบูรณ์ และความหลากหลายของปลา สัตว์น้ำ พืชน้ำ และอื่น ๆ อาทิเช่น การสูญเสียสายพันธุ์ที่ต้องการหรือชอบกระแสน้ำไหลเร็ว หรือน้ำ และที่อยู่อาศัยขนาดเล็กโดยเฉพาะ แต่ปลาบางชนิด มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น หรือเพิ่มขึ้นสัมพัทธ์ในความอุดมสมบูรณ์ของสายพันธุ์ทั่วไป และสายพันธุ์ปลาที่มาจากต่างถิ่นเป็นต้น

สำหรับกรณีปัญหาอุทกวิทยาที่ส่งผลกระทบข้ามพรมแดน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของน้ำไหลลงสู่แม่น้ำมูลซึ่งอยู่ในดินแดนไทย ปัญหานี้ต้องได้รับการแก้ไขภายใต้การบังคับใช้ในข้อความตกลงของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (เอ็มอาร์ซี : MRC) ว่าด้วยความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของลุ่มแม่น้ำโขง (พ.ศ. 2538) และกฎหมายไทยที่เกี่ยวข้องก่อนดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

รวมถึงต้องมีความรับผิดชอบที่ชัดเจนจากรัฐบาลไทย มิใช่อ้างว่าเป็นอธิปไตยของลาวดังที่ผ่าน ๆ มา

(ภาพ : MEENet)

ใครคือบริษัทที่จะสร้างเขื่อนพูงอย

บริษัท เจริญพลังงานและน้ำเอเชีย จำกัด (CEWA) เป็นผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระชั้นนำในประเทศไทย มีนายชัชวาลย์ เจียรวนนท์ เป็นประธาน ก่อตั้งเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2550 บริษัทมีทุนที่ออก และเรียกชำระแล้ว 350,000,000 บาท ด้วยวิสัยทัศน์อันทะเยอทะยานที่มุ่งสู่การเป็นบริษัทชั้นนำด้านพลังงานแบบครบวงจร ที่มุ่งเน้นคุณค่าในเอเชียแปซิฟิก การลงทุนของ CEWA ส่วนใหญ่เน้นไปที่โครงการพลังงานหมุนเวียน รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการผลิตไฟฟ้าและพลังงานทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศเช่น ลาว ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย เป็นต้

(ภาพ : คณะรัฐศาสตร์ ม.อุบลราชธานี)

เขื่อนพูงอย ในมุมมอง สทนช.

ว่าด้วยเขื่อนพูงอย โดยคุณฉวี วงศ์ประสิทธิพร ผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์น้ำ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ 

เรียบเรียงโดย เครือข่ายประชาชนจับตาน้ำท่วมอุบล-เขื่อนแม่น้ำโขง (UFM) จากการอภิปรายในช่วงที่เกี่ยวกับเขื่อนแม่น้ำโขง ในโครงการเสวนาวิชาการ “คลองผันน้ำ เขื่อนในแม่น้ำโขง และผลกระทบต่อคนจังหวัดอุบลราชธานี” วันศุกร์ที่ 18 สิงหาคม 2566 ณ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

เขื่อนพูงอยกำลังเข้าสู่กระบวนการแจ้ง การปรึกษาหารือล่วงหน้าและข้อตกลง (PNPCA) ของคณะกรรมการแม่น้ำโขง เป็นเขื่อนที่บริษัทไทยไปขอ (สร้าง) เองเลย เขื่อนพูงอยจะสร้างอยู่เหนือเขื่อนดอนสะโฮงซึ่งตั้งอยู่ที่จุดคอนพะเพ็ง โดยจุดที่จะสร้างจะอยู่ห่างจากปากแม่น้ำมูลไปประมาณ 60 กิโลเมตร โดยเขื่อนจะเก็บน้ำในหน้าแล้งในระดับ 95 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล และในหน้าฝนที่ 98 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล 

ระดับน้ำของเขื่อนจะเท้อเลยเขื่อนปากมูลขึ้นไปถึงโขงเจียม และจะสิ้นสุดที่โขงเจียม แต่ประเด็นคือน้ำจะเท้อเข้ามาในแม่น้ำมูลด้วย คือการทดน้ำในระดับ 98 มรก. ที่เขื่อนพูงอย เมื่อเดินทางมาถึงปากแม่น้ำมูล น้ำจะอยู่ที่ระดับ 101 มรก. น้ำระดับ 101 จะเท้อเข้ามาเป็นแนวราบ เข้ามายังแก่งตะนะซึ่งตั้งอยู่ในระดับ 95 มรก. นั่นคือน้ำจะสูงกว่าระดับแก่งตะนะ 

ในเรื่องนี่กรมอุทยานก็บอกว่า น้ำท่วมนานแบบนี้ไม่ได้ จะเสียระบบนิเวศน์ ปลา และน้ำก็จะท่วมธรณีเขื่อนปากมูลประมาณครึ่งหนึ่ง และลดอัตราการผลิตไฟไปประมาณ 40% ผู้สร้างเขื่อนก็บอกว่าจะชดใช้ ทางการไฟฟ้าก็บอกว่าเขามีแผนที่จะพัฒนาปากมูลอยู่เช่นกัน พอน้ำท่วมเข้ามาถึงธรณีประตูเขื่อน ซึ่งน่าจะอยู่ในระดับ 93 มรก. และระดับเก็บกักน้ำของเขื่อนปากมูลคือ 108 มรก. พอมีน้ำที่มีระดับ 101 มรก. เท้อเข้ามา สาเหตุที่จะเท้อเข้ามาถึงเมืองอุบล เพราะแก่งสะพือสูง 106 มรก. ถ้าน้ำเขื่อนพูงอยเท้อเข้ามาในระดับ 101 นึกถึงเมืองอุบลปี 2562 ที่น้ำท่วมไหลข้ามแก่งสะพือมาในอัตรา 7,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที น้ำสูงกว่าแก่งสะพือ คือปีนั้นน้ำสูงอยู่ในระดับ 116.2 หรือ .3 คือสูงกว่าแก่งสะพือที่ตั้งอยู่ในระดับ 106 มรก. เป็นสิบเมตร และหากน้ำที่สูงกว่าแก่งสะพือเป็น 10 เมตรเช่นนั้น เดินทางไปลงที่เขื่อนปากมูล ไปบวกกับน้ำจากเขื่อนพูงอยที่จะมาในระดับ 101 มรก. มันย่อมจะดันย้อนไม่ให้น้ำที่อุบลออกไปได้ เพราะ 101+10 เมตรก็คือ 110 มรก. ฉะนั้น น้ำจะดันไปถึงฝายหัวนา

ดังนั้นในขณะนี้ หลังสัญญาศึกษาโครงการชีล่างมูลล่างสิ้นสุดแล้ว เราขอให้บริษัทที่ปรึกษา (บริษัทปัญญาคอนซัลแทน) ทำเพิ่มให้ คือให้ลองดูว่า หลังจากน้ำท่วมเมืองอุบลปี 2562 ที่บอกว่าทำคลองผันน้ำแล้วน้ำท่วมจะลดลง 70-80% แต่ถ้าท้ายน้ำสูงจากเขื่อนพูงอย จะขัดขวางการระบายน้ำเท่าไหร่ โดยให้บริษัทลองดูในกรณี 101 มรก. กับในช่วงเวลากักน้ำในระดับต่ำของเขา แต่เวลาน้ำต่ำของเขาไม่ใช่เวลาน้ำท่วมของเรา เพราะหากน้ำเป็นระดับ 101 มรก. ทำให้ท้ายน้ำแก่งสะพือสูง 101 มรก. แล้วน้ำที่อุบลจะเป็นเท่าไหร่ ดิฉันคิดว่ามันน่าจะยกตัวสูงขึ้น ทีนี้ ลองคิดดูว่าถ้ามันยกตัวสูงขึ้น 5-6 เมตร จากเดิมที่มันท่วมในระดับ 115 มรก. มันก็จะท่วมมาก ซึ่งตรงนี้ เราก็ต้องสู้กันด้วยวิชาการในเรื่องระดับน้ำ เพราะหากสูงเช่นนี้ จุดที่ไม่เคยท่วมก็จะท่วม แล้วถ้าท่วมนาน ๆ แก่งทั้งหลาย แก่งตะนะก็จะกลายเป็นตะไคร่น้ำ จะไม่ได้เป็นสภาพแก่ง

เห็นตัวเลขนี้แล้ว ก็อาจเป็นไปได้ว่า เขื่อนไม่กักน้ำในระดับ 98 มรก. จะกักน้ำในระดับ 95 มรก. ไหม เราก็เลยให้บริษัทที่ปรึกษาดูในกรณีการกัก 98 มรก. กับ 95 มรก. ดู แต่ว่าคนพัฒนาโครงการเขื่อนต้องเป็นคนรันโมเดลดังกล่าว ไม่ใช่เรา เพราะเราทำไปเขาก็ไม่เชื่อ แต่เราก็จะดูฝั่งเราว่าเป็นอย่างไร ที่กล่าวมาเป็นท่าทีฝั่งไทย สิ้นเดือนนี้ (สิงหาคม) ทางคณะกรรมการแม่น้ำโขง ก็จะมาคุย ดิฉันก็อยู่ในคณะที่ต้องพูดคุยด้วย

ฉวี วงศ์ประสิทธิพร ผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์น้ำ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (ภาพ : คณะรัฐศาสตร์ ม.อุบลราชธานี)

คำถาม : ขั้นตอนเขื่อนพูงอยไปถึงไหนแล้ว

ตอนนี้สปป.ลาว ทำหนังสือถึงคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ขอให้จัดกระบวนการแจ้ง การปรึกษาหารือล่วงหน้าและข้อตกลง (PNPCA) ตามขึ้นตอน อันที่จริง ๆ เขาจะนับว่ากระบวนการเริ่มแล้ว 

กระบวนการ PNPCA คือกระบวนการที่ให้ประเทศที่จะสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลัก นำข้อมูลของเขื่อนมาชี้แจงผลกระทบ แล้วให้ประชาชนประเทศต่าง ๆ พูดข้อห่วงใยผลกระทบ เขาจะรับฟังแล้วเอาไปแก้ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับการอนุมัติ หรือไม่อนุมัติสร้างเขื่อนนะคะ 

เราก็เลยมองว่า ที่จะให้เราเอาผลกระทบมาบอกชาวบ้าน ผลกระทบยังไม่เพียงพอที่จะทำเช่นนั้น คือผู้สร้างเขื่อนพูดแบบนี้ เขาบอกว่า เขามองว่าน้ำมันเท้อมาท่วมแก่งสะพือจริง แต่มันไม่ล้นตลิ่ง เขาเลยบอกว่าเขาไม่ได้ทำน้ำท่วม เพราะมันอยู่ในตลิ่ง ตลิ่งมันสูง แต่เขาไม่ได้มองว่าเขายกท้ายน้ำเราสูง แล้วน้ำมูลจะออกไม่ได้ ต้องบอกว่าคุณทำให้ท้ายน้ำสูงขวางการระบายน้ำ ซึ่งเรื่องนี้เขาไม่ได้ทำการศึกษา ก็เลยไปบอกให้เขาทำ แล้วระหว่างนี้ เราก็แอบทำการศึกษาของเราไปด้วย

สำหรับเขื่อนพูงอย ดิฉันบอกทางผู้บริหารว่า น้ำจากเขื่อนพูงอย แม้น้ำไม่ล้นตลิ่ง แต่มันจะทำให้น้ำในอุบลออกไปไม่ได้ ดังนั้นเราถือว่าการศึกษาผลกระทบยังไม่เพียงพอ เรื่องการจัดเอาผลกระทบมาพูดกับชาวบ้านจึงยังไม่เกิดขึ้น การจัดกระบวนการพูดกับชาวบ้าน เขาให้เราจัดสองครั้ง พอจัดสองครั้งพูดข้อคิดเห็นไปก็ถือว่าจบกระบวนการ 

ทีนี้เราก็ตีความว่า คุณให้เอาผลกระทบมาคุยกับชาวบ้าน คุณต้องทำมาก่อนให้ครบถ้วน ซึ่งมันยังอยู่ในกระบวนการ ที่ไม่ได้เอามาให้ท่านดู เพราะถ้าเอามาให้ฟังก็จะนับครั้งที่หนึ่ง แต่เนื่องจากเรารู้อยู่ว่ากระทบแน่นอน เราขอให้เขาพิสูจน์ เป็นเช่นนั้นค่ะ 

กรณีเขื่อนพูงอยอาจจะยื้อยืดยาวเหมือนเขื่อนสานะคามที่สองปีก็ยังไม่จบ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นกับนโยบายกระทรวงพลังงาน หรือรัฐบาลว่าจะเป็นอย่างไร เพราะ สทนช. เป็นเลขาของคณะกรรมการแม่น้ำโขงไทย โดยมีประธานคือนายกรัฐมนตรี ต้องดูว่านโยบายกระทรวงพลังงานเป็นอย่างไร ที่ชาวบ้านยังไม่ทราบเพราะเรายังไม่อยากให้นับหนึ่ง แต่ว่าอาจจะมาหารือหรือถามกันได้อย่างไม่เป็นทางการ