เพิ่มเป้าป่าแปลงใหญ่ที่ต้องลดไฟ 50% ปีนี้ “ป่าอมก๋อย ตาก”

“สัญญาณบวก” ผลหารือ “รัฐบาล-เอกชน-ประชาชน” จัดการไฟรับฤดูฝุ่นปีนี้ รัฐบาลเศรษฐารับข้อเสนอภาคประชาชนเพิ่มอีก 1 รวมเป็น 11 ป่าแปลงใหญ่เป้าหมายที่ต้องจัดการไฟให้ลดลง 50% 

มพย. เสนอ “3 รูปธรรม ประชาชนร่วมจัดการไฟป่า” ภาคธุรกิจเสนอ “เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำช่วยเอกชนลดฝุ่น” ซีพีเสนอ “ปลูกพืชแบบวนเกษตร” 

ทีมรัฐบาลรับฟังทุกข้อเสนอ ระบุ “เป็นมิติใหม่จัดการร่วม รัฐ-เอกชน-ประชาชน” ก่อนนายกเศรษฐาแสดง “ทิศ-วิสัยทัศน์แก้ฝุ่นรัฐบาล” 

ด้าน คพ.เชื่อ “6 มาตรการเร่งด่วน-ทำงานร่วมเอกชน-ประชาชน ช่วยบรรลุเป้าปีนี้ได้”

(ภาพ : Bunnaroth Buaklee)

เพิ่มเป้าจัดการไฟเป็น 11 ป่าแปลงใหญ่

รัฐบาลรับข้อเสนอภาคประชาชน เพิ่มป่าอมก๋อย จ.ตาก เป็นป่าแปลงใหญ่เป้าหมาย ทำให้จำนวนป่าแปลงใหญ่เป้าหมายในฤดูฝุ่นปีนี้ที่ต้องมีการจัดการเป็นพิเศษ เพื่อลดการเกิดไฟในป่าลง 50% จากปีก่อน รวมเป็น 11 ป่า

“รู้สึกขอบคุณทางรัฐบาลที่รับข้อเสนอจากภาคประชาชน ทั้งนำพ.ร.บ.อากาศสะอาดเข้าสู่ที่ประชุมครม. รวมถึงบรรจุมาตรการจัดการไฟแปลงใหญ่” 

บัณรส บัวคลี่ ตัวแทนจากสภาลมหายใจภาคเหนือ กล่าวถึงหนึ่งในผลหารือสำคัญวันนี้ (29 พ.ย. 2566) ระหว่างภาคประชาชน หน่วยงานรัฐท้องถิ่น และคณะผู้แทนรัฐบาลนำโดยนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน พร้อมรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ พล.ต.อ.พัชวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด 17 จังหวัดภาคเหนือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาแนวทางการป้องกัน และแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 พร้อมมอบนโยบาย และตรวจความพร้อมของกำลังพล ยานพาหนะ สำหรับฤดูฝุ่นปีนี้ที่เพิ่งเริ่มต้น

“ป่าอมก๋อย (เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย) เป็นเขตสามป่าเหนือเขื่อนภูมิพล ที่ปีที่ผ่านมาไหม้ไป 8 แสนไร่  ซึ่งเป็นขนาดน้อง ๆ พื้นที่กรุงเทพ (9 แสนกว่าไร่)  ถ้าลดได้ 4 แสนไร่ คงจะช่วยบรรเทาปัญหาได้ไม่น้อย

ป่าอมก๋อย อยู่ในเขตสามเงา ตาก ชื่ออมก๋อยเหมือนอำเภอเชียงใหม่ แต่ส่วนใหญ่อยู่เขตตาก และมันไกลสุดขอบ อยู่เหนือสุดเกินเอื้อมของศาลากลาง นายอำเภอจะไปต้องนั่งเรือ 4-5 ชั่วโมง คนเดินเท้าดับไฟต้องกินนอนในนั้นเป็นอาทิตย์เข้าออกยาก 

ถ้าไม่เอามารวมกับอีกสองป่าที่อยู่ผืนติดกัน ปฏิบัติการก็จะมีช่องฟันหลอ ไฟอมก๋อยสองแสนกว่าไร่  นับเป็นท็อปเท็นของภาคเหนือ รอบนี้หลุด 10 ป่าแปลงใหญ่ เพราะมีป่าภาคกลางมาแทรก เลยหล่นมาลำดับ 11 ตกชั้นเฉย

พื้นที่นี้ใหญ่มาก สามป่ารวมกัน 2 ล้านไร่ ใหญ่กว่าหลาย ๆ จังหวัด ไหม้ทีลามเกือบเดือน และเป็นแหล่งปล่อยมลพิษฝุ่นต้นลม ที่กระทบคนเป็นสิบๆล้าน แอ่งเชียงใหม่/ลำปาง เราจึงขอท่านนายกฯ ให้ทำการตัดไฟต้นลม จับปลาตัวใหญ่ ในเชิงยุทธศาสตร์มันสมบูรณ์แบบขึ้น ต้องรวมป่าผืนนี้ในมาตรการด้วย หวังว่าท่านนายกฯ จะรับ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่สำคัญมาก ในช่วง ก.พ. จะไหม้หนัก ๆ แล้วในช่วงนั้นลมจะเป็นใจพัดควันให้เข้ามาในแอ่งเชียงใหม่ ซึ่งถ้าจัดการในส่วนนี้ได้จะช่วยบรรเทาได้” บัณรส อธิบายเหตุผลที่ต้องมีอีก 1 ป่าแปลงใหญ่เป้าหมาย

หลังจากนี้จะเข้าสู่ช่วงปฏิบัติการแล้วว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ โดยทางสภาฯ ซึ่งประกอบไปด้วยสมาชิกจาก 8 – 9 จังหวัดในภาคเหนือได้พูดคุยกัน และสรุปเป็นข้อเสนอให้กับนายกฯ เป็นจำนวน 5 แผ่นกระดาษ 

วันนี้เนื่องจากเวลาน้อยจึงขอพูดถึงเรื่องของชาวแม่สาย เชียงราย ที่ปีที่แล้วได้เรียกร้องให้มีการประกาศเขตภัยพิบัติในพื้นที่แม่สาย แต่ไม่สามารถทำได้เนื่องจากไม่มีในระเบียบของปภ. จึงอยากขอให้ช่วยจัดการในส่วนนี้

สำหรับเรื่องใหญ่ ๆ ที่เป็นเรื่องร่วมกันของหลายจังหวัดคือ การที่ อปท. ได้รับมอบภารกิจในการจัดการไฟป่าของกรมป่าไม้ แต่กลับไม่ได้รับงบประมาณที่เพียงพอ ทำให้ไม่สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ” บัณรสกล่าาวเพิ่มเติม

(ภาพ : Bunnaroth Buaklee)

มพย. เสนอ “3 รูปธรรม ประชาชนร่วมจัดการไฟป่า”

“เนื่องจากปัจจุบันเจ้าหน้าที่ของรัฐชัดเจนว่ามีไม่เพียงพอ ในการควบคุมไฟป่าเจ้าหน้าที่จัดการได้ไม่ถึง 10% ของพื้นที่ไฟป่าที่เกิดขึ้น สิ่งที่สำคัญคือจะทำอย่างไรเพื่อให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นต่อการจัดการไฟป่า การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนจึงเป็นเรื่องที่ถูกต้อง จึงเสนอ 3 ประเด็นเพื่อให้เกิดรูปธรรมต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนมากขึ้น 

  1. ถ่ายโอนภารกิจไฟป่า โดยเสนอให้ ครม. พิจารณาให้ความเห็นชอบสนับสนุนงบประมาณที่เพียงพอ ซึ่งปัจจุบันกรมป่าไม้ได้ถ่ายโอนมาแล้ว แต่ปัจจุบันยังมีปัญหาเรื่องเงินสนับสนุน 
  2. ขับเคลื่อนเรื่องป่าชุมชน โดยเสนอให้ภาคองค์การมหาชน ประชาสังคม เข้ามามีส่วนสนับสนุนอย่างจริงจัง รวมถึงให้รัฐดำเนินการเรื่องป่าชุมชนกับคาร์บอนเครดิตให้ชัดเจน ในรูปแบบที่คุ้มครองสิทธิในการจัดการของชุมชน 
  3. การแก้ไขปัญหาที่ดินในเขตป่า ส่งเสริมให้ชุมชนในพื้นที่ป่ามีระบบการเกษตรที่ดี มีแหล่งน้ำ มีอาชีพที่ดี ซึ่งจะทำให้ชาวบ้านสามารถควบคุมไฟป่าในพื้นที่แปลงเกษตรได้ และเปลี่ยนพื้นที่เกษตรที่ใช้ไฟ เป็นพื้นที่เกษตรที่ไม่ใช้ไฟได้ โดยรัฐบาลจะต้องมีกฎหมายพิเศษ หรือเงื่อนไขพิเศษในการดำเนินการให้เป็นรูปธรรม” เดโช ไชยทัพ ตัวแทนจากมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน กล่าว

“ในช่วงที่เกิดปัญหาฝุ่นหนัก ๆ  จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงมาก ซึ่งส่งกระทบต่อพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ที่มีศักยภาพในการท่องเที่ยวมาก ตนจึงเห็นว่ามาตการแก้ปัญหาฝุ่นควันของรัฐบาล ถือว่าเป็นแนวโน้มที่ดี 

สำหรับแผนของรัฐบาล 11 แปลงป่าอุทยาน 10 แปลงป่าสงวน ทางภาคประชาชนเห็นด้วยอย่างมาก 

นอกจากนั้นอยากจะเสนอให้ เร่งรัดดำเนินการให้กฎหมายอากาศสะอาดประกาศใช้งานโดยเร็วที่สุด ติดเครื่องวัดฝุ่นขนาดเล็กในทุกพื้นที่ชุมชน ลดค่าไฟสำหรับพื้นที่ที่มีค่าฝุ่นเกินมาตรฐานติดต่อกัน 3 วันขึ้นไป เนื่องจากคนในพื้นที่ต้องใช้แอร์ และเครื่องฟอกอากาศเพื่อบรรเทาฝุ่น” วิทยา ครองทรัพย์ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชนเชียงใหม่ เสนอ

(ภาพ : กรมประชาสัมพันธ์)

ภาคธุรกิจเสนอ “เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำช่วยเอกชนลดฝุ่น” 

พลโท วีรวัฒน์ วิวัฒน์วานิช อดีตนายกสมาพันธ์ศูนย์รับซื้อวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร โดยสมาพันธ์ฯ เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาฝุ่นควันภาคเหนือระหว่างรัฐ ประชาสังคม ธุรกิจเอกชน

เปิดเผยถึงบทบาทของภาคธุรกิจของสมาพันธ์ฯ ว่าได้ดำเนินการรับซื้อวัตถุดิบเชื้อเพลิง ไฟป่าหมอกควัน เพื่อนำมาแปรรูป และไปขายต่อซึ่งเป็นการสร้างอาชีพให้กับพื้นที่ชุมชนเผาไหม้ซ้ำซาก ซึ่งนักธุรกิจที่ร่วมบุกเบิกสมาพันธ์ฯ มายังไม่ได้รับความช่วยเหลือกจากรัฐบาลแต่อย่างใด

“จึงอยากใช้โอกาศนี้นำเรียนข้อเรียกร้องจากทางภาคธุรกิจโดยสรุปดังนี้ ทางสมาพันธ์ฯ ต้องการ Soft loan เพื่อจัดซื้อเครื่องจักรในการเก็บเกี่ยว นอกจากนั้นจะต้องมีการแก้กฎหมายเพื่อทางสมาพันธ์สามารถหาเครื่องจักรที่เหมาะสม ไม่ติดกระบวนการที่ยุ่งยาก รวมถึงอยากจะขอการสนับสนุนด้านเทคโนโลยี และงานวิจัยจากรัฐบาลด้วย” พลโท วีรวัฒน์ เปิดเผย

(ภาพ : กรมประชาสัมพันธ์)

ซีพีเสนอ “ปลูกพืชแบบวนเกษตร”

จอมกิตติ ศิริกุล เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า ปัจจุบันพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือตอนบนมีพื้นที่ปลูกข้าวโพดบนดอยอยู่ประมาณ 3 ล้านไร่ ทำให้เกิดเศษวัศดุทางการเกษตรประมาณ 3 ล้านตัน คำถามที่ตามมาคือเป็นไปได้หรือไม่ที่จะทำให้เกษตรกรไม่ปลูกข้าวโพดบนดอย และทำอย่างไรเพื่อให้ชาวบ้านสามารถทำกินอยู่ในพื้นที่ได้โดยไม่ได้รับความเดือดร้อนจากค่าใช้จ่าย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จากการร่วมงานกับหลายภาคส่วนเห็นว่าการปรับเปลี่ยนจากเกษตรเชิงเดี่ยวเป็นวนเกษตร เป็นทางออกหนึ่งที่สามารถทำได้ โดยปลูกไม้ป่า ไม้อนุรักษ์หรือไม้ท้องถิ่น ร่วมกับพืชมูลค่าสูงเช่น กาแฟ 

“เรามองว่าเกษตรมูลค่าสูงถือเป็นทางออกหนึ่งของชาวบ้าน จากเดิมทำเกษตรเชิงเดี่ยวจะใช้พื้นที่เยอะ แต่การทำเกษตรมูลค่าสูงจะลดพื้นที่ลง ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 2 พืชเศรษฐกิจ คือ 1. พืชสมุนไพร ที่ปลูกและอยู่กับป่าได้ 2. กาแฟ ซึ่งการปลูกกาแฟเพียง 1 ไร่ จะไห้ผลตอบแทนเท่ากับการปลูกข้าวโพด 7 ไร่ นั่นหมายถึงว่าพื้นที่ 3 ล้านไร่ในภาคเหนือ ถ้าเปลี่ยนเป็นเกษตรมูลค่าสูงจะใช้พื้นที่เพียง 4 แสนไร่เท่านั้น ส่งผลไร่พื้นที่อีก 2 ล้าน 6 แสนไร่ สามารถเปลี่ยนเป็นปลูกต้นไม้เพื่อการอนุรักษ์ หรือการปลูกต้นไม้ที่เกี่ยวข้องกับคาร์บอนเครดิตได้

ซึ่งปัจจุบันพบว่าปัญหาของเกษตรในพื้นที่มีอยู่ 3 ประการได้แก่ 1. ขาดองค์ความรู้ 2. ขาดการเข้าถึงแหล่งเงินทุน 3. ขาดช่องทางในการขายสินค้า ซึ่งถ้าเกษตรได้รับการสนับสนุนจากหลาย ๆ ภาคส่วน ตรงนี้ก็จะสามารถเป็นทางออกให้กับเกษตรกรได้” จอมกิตติ กล่าว

(ภาพ : สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

“ทิศ-วิสัยทัศน์แก้ฝุ่นรัฐบาล” นายกเศรษฐาแจง

“เราทุกคนเห็นด้วยว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ทุกคนรับทราบถึงปัญหา และมีความต้องการอย่างยิ่งที่จะให้ปัญหาเกี่ยวกับฝุ่นควันลดน้อยลงไป

สำหรับปัญหาฝุ่นควันในส่วนของรถยนต์ โลกเราเปลี่ยนไปเยอะการใช้รถยนต์สันดาปลดน้อยลงไป ตอนนี้รถ EV ก็ได้รับความสนใจมากขึ้น ทางผมก็ได้เชื้อเชิญให้เทสล่ามาตั้งบริษัทในไทย ในอนาคตคิดว่าไม่เกิน 10 ปี ถ้ามีการใช้รถไฟฟ้ามากขึ้นคาดว่าจะลด pm2.5 ที่เกิดจากรถได้อย่างมีนัยสำคัญ

ในส่วนของการเผาผลิตภัณฑ์จากการเกษตร ก็จะต้องกลับไปพูดถึงต้นเหตุของมันคือเรื่องเศรษฐกิจ ถ้าหากซังข้าวโพด ตอข้าวมีคนมารับซื้อ ผมเชื่อว่าคงไม่มีใครอยากจะเผา แต่เพราะค่าใช้จ่ายในการจัดการให้ถูกวิธีที่สูงซึ่งมันเป็นปัญหาใหญ่ เพราะฉะนั้นต้นตอของเรื่องนี้ก็คือเรื่องปากท้อง เรื่องเศรษฐกิจ วันนี้ที่หลายฝ่ายเสนอมา ก็คิดว่าเป็นเรื่องที่เราจะต้องนำไปจัดการต่อ เพื่อการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน 

ในส่วนของ NGO ที่เสนอเรื่องการใช้งบประมาณ และต้องการให้ภาครัฐบาลมาทำงานร่วมกับประชาชนใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น ถือเป็นนโยบายใหญ่ของรัฐบาลที่ต้องการให้ภาคเอกชนทำงานร่วมกับภาคราชการ และฝ่ายความมั่นคง โดยเฉพาะอย่างยิ่งทาง กอ.รมน.

ปัญหาจากเพื่อนบ้านก็เป็นเรื่องสำคัญ เรื่องทิศทางลมของประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงเรื่องความก้าวหน้าบริหารจัดการซากพืชผลที่เขามีน้อยกว่าเรา เราต้องพัฒนาไปด้วยกัน ตรงนี้จะต้องมีการพูดคุยกัน อย่างการเจรจาทวิภาคีกับทางลาว ตนเองก็ให้ความสำคัญเรื่องนี้ และมีการพูดคุยกันในเรื่องแรก ๆ เป็นเรื่องหลัก ซึ่งจริง ๆ แล้วเรื่องนี้ต้องเห็นใจเขาเหมือนกัน เพราะเศรษฐกิจเขาไม่ดีเท่าเรา วิวัฒนาการทางด้านการเกษตร การจัดเก็บทำลายซากพืชผลก็ไม่ดีเท่าเรา เรื่องนี้ก็สำคัญ 

ภาคเอกชนก็สำคัญ คนที่ไปรับซื้อจากเขามาก็สำคัญ ไม่ใช่จะสนใจแค่ราคาอย่างเดียว จะต้องดูด้วยว่าพืชผลที่ไปรับซื้อมา ในเรื่องขอเศษซังข้าวโพด ตอข้าวได้ถูกจัดการอย่างถูกต้องตามหลักที่ได้ตกลงกันไว้หรือไม่ หากพูดจากันแล้วไม่ทำตาม มาตรการภาษีก็ต้องมีมา ถ้าไปซื้อของจากประเทศที่เขาไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องอากาศบริสุทธิ์ เรามีพระราชบัญญัติอากาศสะอาด มีหลายภาคส่วนมาใช้เวลาในวันนี้อย่างจริงจัง หากเพื่อนบ้านเราไม่ทำให้ หรือนายทุนจากบ้านเราไปทำมาหากินในประเทศเขา และไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ รัฐบาลนี้ก็ยอมรับไม่ได้ 

วันนี้มาด้วยกันหลายภาคส่วนก็ต้องพูดกันอย่างตรงไปตรงมา พูดกันให้ชัดเจนซึ่งจริง ๆ แล้ว ตัวเลขมาจากลาวจากพม่าเยอะ เรื่องการพูดคุยกับเราก็น่าจะง่ายกว่า เพราะเราเป็นประเทศที่ได้มีการพูดคุยกันด้วยดีมาตลอด ขณะที่ทางพม่าเราได้พยายามหาทางที่จะเข้าไปพูดคุยกับเขาเพื่อที่จะให้เขาเห็นว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญ หากเรามีความสงบ การค้าขายเราไปได้ด้วยดีเราสามารถซื้อสินค้าเข้ามาได้ พี่น้องประชาชนในภาคเหนือ 10 กว่าจังหวัดสามารถอยู่ได้อย่างมีอากาศบริสุทธิ์ก็ถือเป็นเรื่องที่เราทุกคนต้องให้ความสำคัญ ตนเองคิดว่าเราทำคนเดียวคงไม่ได้เราอยู่คนเดียวบนโลกไม่ได้

รัฐบาลนี้ให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่องกับเรื่องอากาศสะอาด เพราะจริง ๆ สิทธิพื้นฐานของมนุษยชนเราเรียกร้องกันหลายเรื่อง แต่เรื่องที่ควรจะได้ที่สุดคืออากาศสะอาดซึ่งเป็นของฟรี หากรัฐบาลไม่ให้ความสนใจ หรือสามารถทำให้ดีขึ้นได้ ผมว่าเรามีปัญหา ขอให้ทุกคนที่อยู่ตรงนี้ตระหนัก และเข้าใจว่ารัฐบาลนี้จะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก ๆ” นายกฯเศรษฐา กล่าวหลังจากรับฟังข้อเสนอจากทุกภาคส่วนที่เข้าร่วมในงาน

(ภาพ : กรมประชาสัมพันธ์)

คพ.เชื่อ “6 มาตรการเร่งด่วน-ทำงานร่วมเอกชน-ประชาชน ช่วยบรรลุเป้าปีนี้ได้”

“ในช่วงปีที่ผ่านมา คพ. วิเคราะห์สถานการณ์ฝุ่นเพื่อหาสาเหตุ และแหล่งที่มาของฝุ่น โดยเฉพาะในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ พบว่าในช่วงเดือนมิ.ย. – ธ.ค. ค่าฝุ่นอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานโดยแหล่งกำเนิดหลักมาจากภาคการจราจร 

แต่ในช่วงเดือน ธ.ค. – มี.ค. สภาพอากาศเริ่มปิด พร้อมกับเริ่มมีการเผาในพื้นที่โล่ง โดยเฉพาะวัสดุทางการเกษตรทำให้ค่าฝุ่นเพิ่มขึ้น อยู่ในระดับเริ่มส่งผลกระทบ 

สำหรับช่วง มี.ค. – เม.ย. การเผาในพื้นที่ป่าอนุรักษ์มีปริมาณมาก ทำให้ค่าฝุ่น PM2.5 ขึ้นไปที่ 200 มคก./ลบ.ม. ร่วมกับในช่วงเวลาเดียวกันนี้มีผลกระทบในเรื่องฝุ่นควันข้ามพรมแดนจากทั้ง สปป.ลาว และเมียนมา ทำให้ค่าฝุ่นบางช่วงพุ่งสูงถึง 500 มคก./ลบ.ม ซึ่งส่งผลกับสุขภาพเป็นอย่างมาก

ดังนั้นมาตรการในการจัดการฝุ่นในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือจึงมุ่งเน้นไปที่แก้ปัญหาการเผาในพื้นที่โล่ง ทั้งพื้นที่ป่า และพื้นที่เกษตร โดยตั้งเป้าลดลงจากปีที่แล้ว 50% โดยใช้กลไกความร่วมมือจากภาครัฐ เอกชน และประชาชน ซึ่งถ้าเป็นไปตามแผนคาดว่าจะลดค่าฝุ่นลงได้ถึง 40% และจำนวนวันที่เกินมาตรฐานลดลง 30% 

สำหรับในส่วนของฝุ่นควันข้ามพรมแดน จะเป็นการเตรียมความพร้อม และสร้างความพร้อมในการเผชิญเหตุของประเทศเพื่อนบ้าน โดยการร่วมกันจัดทำรายงานสถานการณ์ในระดับภูมิภาค ติดตั้งสถานีตรวจสอบคุณภาพอากาศ ทำแผนที่จุดความร้อม แผนที่เสี่ยงเผาไหม้ และขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ฟ้าใส รวมถึงมีการเพิ่มประสิทธิภาพศูนย์ข้อมูลคุณภาพอากาศของคพ. เพื่อให้พยากรผลของหมอกควันข้ามพรมแดนให้แม่นยำมากขึ้น เพื่อประโยชน์ต่อการเตรียมความพร้อมในการรับมือ

เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามเป้าหมาย หน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบอย่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงได้กำหนดมาตรการเร่งด่วน 6 ข้อ เพื่อแก้ปัญหาฝุ่นควันในปี 2567 ได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเป็นการบูรณาการระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน ได้แก่ 1. ระบบบริหารจัดการการเผา โดยกระทรวงมหาดไทย 2. สร้างมาตรฐานการทำการเกษตรแบบไม่เผา โดยกระทรวงเกษตรฯ 3. ไม่รับอ้อยที่มีปัญหาเข้าหีบ โดยกระทรวงอุตสาหกรรม 4. มาตการการพิจารณาเงื่อนไขการเผาในพื้นที่ป่า และพื้นที่เกษตรเพื่อใช้ประกอบการนำเข้าและส่งออกสินค้า จากกระทรวงพาณิชย์ 5. พิจารณาสิทธิประโยชน์และแรงจูงใจดึงดูดเอกชนให้เข้ามาช่วยแก้ปัญหา จากกระทรวงการคลัง 6. การผลิตและจำหน่ายเชื้อเพลิงให้เป็นไปตามมาตรฐานยูโร 5 ของกระทรวงพลังงาน

นอกจากนั้นยังมีการต้ังศูนย์ปฏิบัติการระดับจังหวัดเพื่อให้ผู้ว่ามีอำนาจหน้าที่จัดการพื้นที่ได้โดยตรง สำหรับในสถานการณ์ที่เกิดไฟป่าขนาดใหญ่ ได้มีการจัดตั้งศูนย์ไฟป่าระดับภาคขึ้นเพื่อให้ความร่วมมือกับศูนย์ในระดับจังหวัด” ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เปิดเผย

(ภาพ : กรมประชาสัมพันธ์)

คาดการณ์สถานการณ์ฝุ่นเหนือ ปีหน้า

“ข้อมูลฝุ่นควัน PM2.5 ในปีที่ผ่านมาของพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ตั้งแต่ 1 ม.ค. – 30 พ.ค. 2566 พบว่าจำนวนวันที่ฝุ่น PM2.5 เกินเกณฑ์มาตรฐานอยู่ที่ 134 วัน ค่า PM2.5 สูงสุดที่ 534 มคก./ลบ.ม. มีจุดความร้อนในพื้นที่กว่า 109,035 จุด เพิ่มขึ้นร้อยละ 78 เมื่อเทียบกับปี 2565 ในช่วงเวลาเดียวกัน มีพื้นที่เผาไหม้ทั้งหมด 9,768,930 ไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 67.42 เมื่อเทียบกับปี 2565 

คาดว่าในปี 2567 ด้วยอิทธิจากปรากฎการเอลนีโญ คาดว่าอุญหภูมิเฉลี่ยจะสูงขึ้น ทำให้บรรยากาศร้อน และแล้งมากขึ้น ปริมาณฝนที่ลดลงประกอบกับความกดอากาศสูงทำให้หมอกควันไม่สามารถลอยตัวไปสู่ที่สูงได้ ทำให้ส่งผลสถานการณ์ไฟป่าจะมีความรุนแรงมากขึ้น” ผู้แทนจากกองทัพภาคที่ 3 เปิดเผย

“การเผามีผลต่อการเกิดฝุ่น PM2.5 อย่างชัดเจน แหล่งกำเนิดหลัก ๆ ของฝุ่นในแต่ละช่วงของปีจะไม่เหมือนกัน ในช่วงฤดูแล้งการเผาชีวมวลจะเป็นแหล่งกำเนิดหลัก ส่วนฝุ่นที่เกิดจากภาคจราจรจะค่อนข้างคงที่ในทุกช่วงของปี นอกจากนั้นยังพบว่าในปี 2564 เชียงใหม่ได้รับผลกระทบจากหมอกควันข้ามพรมแดนมากกว่าในปี 2563

การวิเคราะห์แหล่งกำเนิดสรุปได้ว่า แหล่งกำเนิดหลักของมลพิษฝุ่นในภาคเหนือคือการเผาในที่โล่งในช่วงฤดูแล้ง และการจราจรในเขตเมือง ส่วนการเผาชีวมวลก่อให้เกิดฝุ่นทุติยภูมิได้ถ้ามีการเดินทางเป็นระยะทางไกล เช่นจากประเทศเพื่อนบ้าน สำหรับฝุ่นจากการจราจรเป็นค่าพื้นฐานที่เท่ากันแทบจะทุกช่วงในแต่ละปี” 

รศ.ดร.สมพร จันทระ ศูนย์วิจัยวิทยาศาสต์สิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เปิดเผยข้อมูลงานวิจัยเกี่ยวกับแหล่งกำเนิด และกลไกการเกิดฝุ่น PM2.5 โดยการเก็บตัวอย่างจากพื้นที่ในจังหวัดเชียงใหม่เป็นเวลา 2 ปี 2563 – 2564 จากตัวอย่างได้นำไปวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของฝุ่นที่เก็บได้จากแหล่งต่าง ๆ