“พิจารณาแบบเร่งด่วน-ไต่สวน 22 พ.ย.” คดีฟ้องนายกฯ กรณีฝุ่นเหนือ

“จับตาคำแถลงนายก-หน่วยงานรัฐ คดีฟ้องนายกฯ กรณีวิกฤตฝุ่นเหนือ” ทีมทนายโจทก์แถลง หลังศาลปกครองกำหนด “พิจารณาแบบเร่งด่วน-กำหนดวันไต่สวน 22 พ.ย. 2566” เครือข่ายประชาชนภาคเหนือ ผู้ฟ้องร้องคดีฝุ่น แถลง

(ภาพ : สถานีฝุ่น)

ชวนจับตา ท่าทีนายก-หน่วยงานรัฐ

“ตอนนี้เรามีการฟ้องคดีปกครอง แล้วก็คดีอยู่ในระหว่างกระบวนพิจารณา ซึ่งศาลปกครองกำหนดให้กระบวนพิจารณานี้เป็นแบบเร่งด่วน

ซึ่งวันที่ 22 นี้จะเป็นหนึ่งในขั้นตอนซึ่งแตกต่างจากกระบวนพิจารณาคดีปกครองทั่วไป ก็คือจะมีการไต่สวน จะมีการเรียกตัวผู้ถูกฟ้อง รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือศาลเห็นว่าเกี่ยวข้อง มาให้ข้อมูลเพิ่มเติม มาซักถามเพิ่มเติม ซึ่งเป็นกรณีที่ต่างจากกระบวนการพิจารณาทั่วไป ซึ่งน่าสนใจมาก เวลา 10:00 น ที่ศาลปกครองจังหว้ดเชียงใหม่ ห้องพิจารณาคดีที่ 2 

ผมจึงอยากเชิญชวนประชาชนทุกท่าน ที่ต่างเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากภาวะฝุ่นนี้ มาช่วยกันจับตามองกระบวนการ สังเกตอ่ากระบวนการพิจารณา และรับฟัง การแถลงการณ์ของผู้ปกครอง ไม่ว่าจะเป็นผู้ดำรงตำแหน่งนายกหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่าจะมีข้อแถลงอย่างไรต่อคำฟ้อง ซึ่งเป็นกระบวนการที่สำคัญที่เราทุกคนที่เป็นผู้ได้รับผลกระทบควรจะไปรับฟัง รวมถึงไปสังเกตกระบวนการว่ากระบวนการพิจารณาแบบเร่งด่วนนั้นเป็นอย่างไร จะมีขั้นตอนแบบไหน และเร่งด่วนแบบไหน ก็ขอฝากไว้ เชิญชวนทุกท่าน” 

ทีมทนาย และตัวแทนเครือข่ายประชาชนภาคเหนือ ผู้ฟ้องร้องคดีฝุ่น แถลงวานนี้ (19 พ.ย. 2566) ผ่านเพจ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 

(ภาพ : คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่)

นัยสำคัญของ “คดีที่ 4” ฟ้องกรณีฝุ่นเหนือ

“คดีของเราเป็นคดีฝุ่นที่ 4 ถ้านับตั้งแต่ปี 2564 จนถึงปัจจุบัน มีคดีฝุ่นที่ฟ้องแล้วในศาลจังหวัดเชียงใหม่ศาลปกครองจังหวัดเชียงใหม่มา 3 คดี และศาลได้มีคำพิพากษาไปแล้วทั้ง 3 คดี 

ซึ่งมีทั้งคดีที่ศาลพิพากษาว่านายกรัฐมนตรีละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่ มีทั้งคำพิพากษาที่กำหนดให้กรมควบคุมมลพิษหรือคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติต้องประกาศให้เขตพื้นที่เชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย แม่ฮ่องสอนเป็นพื้นที่ควบคุมมลพิษ แล้วก็มีทั้งคดีที่ศาลปกครองได้พิพากษายกฟ้องไป

ซึ่งคดีของเราเป็นคดีที่ 4 ที่ได้ฟ้องต่อนายกรัฐมนตรี คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ แล้วก็คณะกรรมการกำกับตลาดหลักทรัพย์ 

คดีของเราต่างจากคดีอื่นคือเราขอให้ศาลสั่งให้นายกรัฐมนตรีต้องสั่งให้นายกรัฐมนตรีต้องใช้อำนาจหน้าที่ตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม 

ที่กำหนดว่าเมื่อมีเหตุฉุกเฉินหรือเหตุภยันตรายต่อสาธารณชน และเนื่องมาจากภัยธรรมชาติหรือมลพิษที่เกิดจากการแพร่กระจายของมลพิษ ซึ่งหากปล่อยไว้เช่นนั้น จะร้ายแรงต่อชีวิตร่างกายหรือสุขภาพอนามัยของประชาชน หรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินในประเทศ นายกรัฐมนตรี (ต้อง) เป็นผู้มีอำนาจสั่งการให้หน่วยงานต่างๆ ต้องดำเนินการอันเป็นผลให้เกิดการควบคุม ระงับ หรือบรรเทาผล จากอันตรายความเสียหายที่เกิดขึ้น และก็เป็นถือว่าเป็นอำนาจที่ฉุกเฉินเด็ดขาด ที่นายกสามารถใช้เพื่อควบคุมสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งไม่ได้เป็นปีนี้ปีแรก

คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่กลไกหลัก เป็นเปรียบเสมือนเลขาของนายกรัฐมนตรีมีอำนาจ ในการเสนอและเสนอความคิดเห็นให้นายกจะต้องมีอำนาจสั่งการตามมาตรา 9 แต่ก็ไม่ได้ทำ 

นอกจากนี้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อม ยังเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ตามแผนฝุ่นชาติ เมื่อพบว่าสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือเกิน 100 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรติดต่อกัน 3 วัน ซึ่งเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าในปีที่ผ่านมาค่าฝุ่นของเราพุ่งสูงมากในระดับ 4 สีม่วง ที่อันตรายร้ายแรงถึงชีวิต แต่ว่าก็ยังไม่ได้มีการปฏิบัติการใดๆตามแผนฝุ่นชาติ ระดับ 4 ซึ่งก็ถือว่าเป็นการละเลยต่อหน้าที่

ในส่วนของคดี เรามีคำขอคร่าวๆ ที่จะให้นายกรัฐมนตรีและคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมต้องปฏิบัติ คือ

  1. ใช้อำนาจหน้าที่ตามมาตรา 9 เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน แล้วก็เหตุร้ายแรงต่อสุขภาพของประชาชน
  2. คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมฯ จะต้องใช้อำนาจหน้าที่ตามแผนฝุ่น และอำนาจหน้าที่ตาม พรบ.สิ่งแวดล้อมมาตรา 13 เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ฝุ่น ที่เกินค่ามาตรฐานรุนแรงติดต่อกัน 3 วันเป็นต้นไป แล้วดำเนินการทุกอย่างอย่างอื่นเสร็จสิ้นแล้ว แต่ค่าฝุ่นก็ไม่ได้ลดลง คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมจะต้องนำเสนอต่อนายกรัฐมนตรีเป็นการเร่งด่วน เพื่อจัดทำแผนและก็แก้ไขในสถานการณ์ฉุกเฉินเช่นนี้
  3. ตามแผนฝุ่นชาติของเรายังมีปัญหา เพราะค่าฝุ่นในแผนฝุ่นยังกำหนดค่ามาตรฐานไว้ที่ 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งขัดต่อประกาศของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่มีการกำหนดเกณฑ์มาตรฐานค่าฝุ่น PM 2.5 ใหม่ให้เป็น 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งตามแผนฝุ่นก็ยังไม่ได้มีการแก้ไข อันนี้เป็นสิ่งที่เราเรียกร้องให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติจะต้องดำเนินการปรับเปลี่ยน
  4. แผนฝุ่นของเราจะต้องมีการปรับเปลี่ยนแก้ไข ให้มีการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในลักษณะที่เป็นการฉุกเฉินวิกฤตเร่งด่วน และมีการวางแผนล่วงหน้า ว่าจะแก้ไขสถานการณ์นี้อย่างไร โดยประชาชนจะต้องมีส่วนร่วมในการแก้ไข เพราะว่าที่ผ่านมา หน่วยงานรัฐเป็นผู้กำหนดมาตรการมาโดยตลอด โดยที่ภาคประชาชนไม่เคยที่จะได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนดมาตรการดังกล่าว” วัชลาวลี คำบุญเรือง ทนายความผู้รับผิดชอบคดี เปิดเผย 

เครือข่ายฯ ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเชียงใหม่เมื่อ 10 เม.ย. 2566 และต่อมา 19 เม.ย. 2566 ศาลปกครองเชียงใหม่มีคำสั่งรับฟ้องคดีเฉพาะผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (นายกรัฐมนตรี) และ 2 (คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ) แต่ไม่รับฟ้องในส่วนของผู้ถูกฟ้องที่ 3 (คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์) และ 4 (คณะกรรมการกำกับตลาดทุน) ซึ่งเครือข่ายฯ ได้ยื่นอุทธรณ์ “คำสั่งไม่รับฟ้องผู้ถูกฟ้องที่ 3 และผู้ถูกฟ้องที่ 4” ต่อศาลปกครองเชียงใหม่เมื่อ 18 พ.ค. 2566

(ภาพ : ประชาไท)

ทำไมต้องนายก ทำไมต้องมาตรา 9 พรบ.สิ่งแวดล้อม

“ขอเน้นย้ำในประเด็นที่ทำไมเราฟ้องนายกให้ดำเนินการใช้อำนาจตามมาตรา 9 เพราะว่าเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้คดีฝุ่น PM 2.5 เราต่างจากคดีอื่นๆที่ผ่านมา

จะเห็นว่า ที่ผ่านมา แม้ว่ารัฐจะมีการแก้ปัญหาสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ที่หลากหลายรูปแบบ แต่ว่าจะสังเกตได้ว่า การแผนการแก้ปัญหาที่ผ่านมาเป็นการดำเนินการบริหารราชการแผ่นดินในสถานะการณ์ปกติ ไม่ได้เตรียมตัวรับมือสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินทางด้านมลพิษทางอากาศจาก PM 2.5 

ซึ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ภาคเหนือและจังหวัดเชียงใหม่ ที่ค่า PM 2.5 ขึ้นสูงมาก และเป็นที่แน่ชัดในข้อเท็จจริงว่า ปัญหาฝุ่น PM 2.5 เป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อทางระบบนิเวศ เศรษฐกิจ สังคมและทางสุขภาพของประชาชน ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่วิกฤตฉุกเฉิน แล้วก็เป็นเพียงอันตรายต่อทั้งมนุษย์และสิ่งแวดล้อม 

แม้รัฐจะมีการดำเนินการต่างๆ ที่กล่าวอ้างมา แต่ก็เห็นชัดเจนว่า มันไม่ได้สามารถแก้ไขให้สถานการณ์ PM 2.5 ดีขึ้นได้เลย และนายกรัฐมนตรีก็ไม่เคยใช้อำนาจตามมาตรา 9 ของพรบ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อยกระดับมาตรการในการป้องกันปัญหาฝุ่นเลย

ถ้าเราดูองค์ประกอบของมาตรา 9  องค์ประกอบส่วนเหตุบอกว่า เมื่อมีเหตุฉุกเฉินหรือเหตุภัยอันตรายต่อสาธารณชน อันเนื่องมาจากภัยธรรมชาติ ภาวะมลพิษที่เกิดจากการแพร่กระจายของมลพิษ จะเป็นอันตรายร้ายแรงต่อชีวิต ร่างกาย สุขภาพของประชาชน จะเห็นได้ว่าแค่องค์ประกอบส่วนนี้ปัญหา PM 2.5 แน่นอนว่าเข้าองค์ประกอบแล้ว 

เมื่อเข้าองค์ประกอบจะเป็นยังไง กฎหมายก็ระบุว่าให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งการตามที่เห็นสมควร ในส่วนราชการรัฐวิสาหกิจหรือบุคคลใดดำเนินการหรือร่วมกระทำการใดๆอาจจะมีผลควบคุมระงับหรือบรรเทาปัญหา ตรงนี้จะพิเศษตรงที่จะมีคำว่าไม่ใช่สั่งได้แค่หน่วยงานภาครัฐ แต่จะมีอำนาจสั่งไปยังบุคคลด้วย 

อำนาจสั่งการของนายกตามมาตรา 9 จึงเป็นกลไกหนึ่งในการบริหารงานด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็นไปตามหลักการจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมในกรณีฉุกเฉิน 

เมื่อมีอำนาจแล้วแต่ยังไม่สั่ง และคดีของเราแม้ว่าเราจะฟ้องกันในช่วงที่วิกฤตอย่างรุนแรง แต่ก็ยังไม่ได้รับการพิจารณาคดีในช่วงวิกฤต จนผ่านมาในเดือนนี้ แม้ว่าฝุ่นยังไม่มีวิกฤตเท่ากับช่วงที่เราฟ้อง แต่เราก็ยืนยันว่า ฝุ่นที่มีการคาดการณ์มาแล้วว่า ปัญหามลพิษทางอากาศจะกลับมาอีกแน่นอน และจะรุนแรงกว่าเดิมอีก 

ศาล และภาครัฐก็ต้องคำนึงถึงหลักการตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมเรื่อง “ป้องกันไว้ก่อน” หรือ Precuationary Principle ซึ่งระบุไว้อย่างชัดเจนใน “ปฏิญญาริโอว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา” ว่าถ้าเกิดจะมีความเสียหายอย่างรุนแรงและไม่สามารถให้แก้ไขกลับคืนมาได้ เราจะต้องใช้แนวทางป้องกันไว้ก่อน 

ต้องขอบอกว่า การคุ้มครองสุขภาพของคนภาคเหนือจากปัญหามลพิษ PM 2.5 นั้น รอไม่ได้แล้วแม้แต่วันเดียว นายกรัฐมนตรีจะต้องสั่งการโดยใช้อำนาจตามมาตรา 9 ซึ่งไม่เคยถูกใช้มาก่อน เพราะอะไร เพราะมาตรา 9 ตามพรบ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมเป็นกฎหมายเฉพาะ ที่ให้อำนาจนายกมาแก้ไขปัญหามาแก้ไขปัญหา PM 2.5 ขอให้ใช้ โดยที่ไม่รอแม้แต่วันเดียว” กรกนก วัฒนภูมิ ตัวแทนผู้รับมอบอำนาจในคดีฝุ่นภาคเหนือ กล่าว

(ภาพ : คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่)

สถานการณ์ฝุ่นปีนี้ “ยิ่งน่าเป็นห่วง-เอลนีโญ” 

“ปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5 ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และภาคเหนือ ยังคงมีสถานการณ์ที่ย่ำแย่อย่างต่อเนื่อง ปริมาณฝุ่นควันที่ลอยสะสมในอากาศมีค่าเฉลี่ยสูงกว่าค่ามาตรฐานที่อาจจะส่งผลต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ เรามีค่าเฉลี่ยฝุ่นควัน PM 2.5 ในชั้นบรรยากาศทุบสถิติโลก เป็นอันดับ 1 แทบจะทุกปี  ซ้ำกันแบบนี้ต่อเนื่องกันมาหลายปีแล้ว 

ชีวิต และสุขภาพของประชาชน ถูกบังคับให้ต้องเผชิญกับความเลวร้ายในด้านวิกฤตกันถ้วนหน้า ฝุ่นควัน PM 2.5 เป็นฝุ่นละอองขนาดเล็กมาก เมื่อส่วนรวมเข้าสู่ร่างกาย ก็จะส่งผลต่อการพบต่อสุขภาพ โดยเฉพาะระบบทางเดินหายใจและระบบหลอดเลือด ฝุ่นจิ๋วที่เข้าไปสู่ร่างกายของเรา จะสร้างให้เกิดการอักเสบในระดับเซลล์ หากร่างกายท่านใดอ่อนแอก็อาจจะเป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดโรคมะเร็งปอดได้ ทุกคนที่อยู่ท่ามกลางนี้ถูกบังคับอย่างไม่มีทางเลือกเลย ที่จะต้องเสี่ยงต่อโรคระบบทางเดินหายใจ ทั้งแบบเฉียบพลันแล้วก็แบบเรื้อรัง ไปจนถึงทางการที่เป็นมะเร็งปอดได้ 

ภาระในการป้องกันตัวเองยังถูกผลักไปให้ปัจเจคหรือประชาชนอย่างพวกเราจะต้องดูแลตัวเอง ในขณะที่รัฐใร้ประสิทธิภาพในการที่เราดูแลและก็เยียวยารักษาพวกเรา ไม่ว่าจะเป็นเครื่องฟอกอากาศ ไส้กรองอากาศ ค่าไฟ ค่าหน้ากากอนามัย ต่างๆเหล่านี้ ประชาชนแบกรับกันมากกว่า 10 ปีแล้ว ที่จะต้องดูแลสุขภาพของตัวเองในช่วงวิกฤตฝุ่นควัน ทั้ง ๆ ที่มีปัญหาเลวร้ายขนาดนี้ กลับไม่มีมาตรการป้องกันและก็ไม่มีมาตรการแก้ไขปัญหาที่มีประสิทธิภาพ แล้วก็เป็นมาตรการที่ขาดความเข้าใจในปัญหาเป็นอย่างยิ่ง 

สาเหตุหลัก ๆ ของปัญหานี้ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และภาคเหนือของเรา ส่วนใหญ่เกิดจากการเผาในที่โล่ง การใช้ไฟจุดในพื้นที่เกษตรและในพื้นที่ปา ไม่ว่าจะเป็นป่าสงวน ป่าอนุรักษ์ พื้นที่เกษตร โดยเฉพาะในช่วงเดือนมีนาคมและเดือนเมษายน ซึ่งมันเป็นช่วงฤดูแล้งซึ่งจะมีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้พื้นที่ของเราเกิดไฟป่าและไฟในพื้นที่เกษตรขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของฝุ่นควัน PM2.5

ในพื้นที่เหล่านี้ กลับกลายเป็นว่าหน่วยงานภาครัฐที่คอยควบคุมดูแล แล้วก็ชุมชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชุมชนถูกมองว่าเป็นสาเหตุหลักของปัญหาฝุ่น ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และภาคเหนือเองกลับไม่มีทางออกในการแก้ไขปัญหาวิกฤตนี้ 

ยิ่งมองไปดูที่มาตรการของทางภาครัฐ และนโยบายในการแก้ไขปัญหานี้ก็ไร้ทางออกโดยสิ้นเชิง การกำหนดมาตรการการดำเนินการแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน PM2.5 ของรัฐที่ผ่านมา ก็ยังคงใช้มาตรการในการออกคำสั่งห้ามเผา แล้วก็เป็นมาตรการที่เจ้าหน้าที่ภาครัฐใช้อำนาจเหนือประชาชนในการที่จะสั่งควบคุมให้เกิดสถานการณ์ปัญหาดังกล่าว โดยไม่ใส่ใจที่จะเรียนรู้เพื่อที่จะหาสาเหตุและก็วิธีการแก้ไขปัญหาที่ชาญฉลาดในบริเวณพื้นที่ 

โดยเฉพาะจากการประเมินสถานการณ์สภาพภูมิอากาศอีก 2 ปีข้างหน้า เราอยู่เราจะอยู่ท่ามกลางสภาพภูมิอากาศที่เราเรียกว่าสถานการณ์เอลนีโญ ซึ่งจะเป็นวิกฤตภัยแล้งที่จะเกิดขึ้นในอีก 2 ปีข้างหน้า นั้นหมายความว่าสถานการณ์ฝุ่นควันไฟป่าของเราก็อาจจะร้ายแรงมากขึ้น แล้วก็เราจะอยู่ในท่ามกลางวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่มันยังแก้ไม่ได้ แล้วก็ไร้มาตรการแก้ไข 

ด้วยวิกฤตดังกล่าว จะทำให้พวกเราลุกขึ้นมาที่จะเรียกร้องให้รัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมารับผิดชอบ ในการแก้ไขสถานการณ์ปัญหา ทั้งในประเทศและสร้างความสร้างความร่วมมือในระหว่างประเทศด้วย โดยเฉพาะอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงตอนบน ซึ่งมีประเทศไทย ประเทศเมียนมาร์ แล้วก็ประเทศลาวครับผม ซึ่งพื้นที่เหล่านี้ ในทุกๆปีในฤดูแล้งเราจะพบว่ามีข้อมูล Hotspot ที่เกิดขึ้นในพื้นที่จำนวนมาก แล้วก็ส่งผลโดยตรงต่อสถานการณ์วิกฤติฝุ่นควัน แต่ก็อย่างว่า ปัญหาดังกล่าวยังไร้มาตรการในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ทำให้เราต้องลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานของตัวเอง โดยเราเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า สิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์โดยเฉพาะในสิทธิในการที่จะมีอากาศหายใจที่สิทธิที่สำคัญมากๆ เราทุกคนไม่มีใครไม่หายใจถ้ายังมีชีวิตอยู่ครับผม เราจึงออกมาลุกขึ้นฟ้องต่อศาลปกครองให้หน่วยงานในพื้นที่และก็หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นภาครัฐก็ตามหรือว่าเอกชนก็ตามหรือว่าภาคประชาสังคมเองก็ตาม ลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่างเพื่อที่จะแก้ไขวิกฤต และก็ข้ามพ้นวิกฤตไปด้วยกัน” ชนกนันท์ นันตะวัน จากกลุ่มสม-ดุลเชียงใหม่ ตัวแทนเครือข่ายประชาชนภาคเหนือ ผู้ฟ้องร้องคดีฝุ่น กล่าว