ศาลสั่งกองทัพจ่าย 2 ล้าน “ทหารวิสามัญนักกิจกรรมลาหู่ ชัยภูมิ ป่าแส”

ศาลฎีกาพิพากษา กองทัพบกในฐานะหน่วยงานต้นสังกัด “ผิดจริง” กรณีวิสามัญนักกิจกรรมลาหู่ “ชัยภูมิ ป่าแส” สั่งชดใช้ค่าเสียหายครอบครัว 2,072,400บาท พร้อมดอกเบี้ย 5-7.5 %

ครอบครัวเผยดีใจที่สุดท้ายความยุติธรรมก็ปรากฏ แม้จะได้รับเงินชดเชยค่าเสียหายเพียงครึ่งจำนวนที่เรียกไป

ทนายเผย ศาลฎีกาถือว่ามีความละเอียด ตัดสินด้วยหลักเหตุผล ระบุศาลเชื่อ กองทัพมีเจตนาปกปิดข้อเท็จจริง เรื่องกล้องวงจรปิด รวมถึงข้อพิรุธเรื่องวัตถุระเบิดที่ไม่มีดีเอ็นเอของชัยภูมิ พร้อมเรียกร้องต้องมีมาตรการป้องกันไม่ให้กรณีลักษณะนี้เกิดซ้ำอีก

ด้าน PI เผย ครั้งนี้ศาลฎีกาให้น้ำหนักกับพยานของโจทก์ต่างจากศาลอุทธรณ์ และศาลชั้นต้นที่ให้น้ำหนักกับพยานหลักฐานจากกองทัพ ซึ่งไม่มีน้ำหนักพอ รวมถึงเรียกร้องรัฐบาลปัจจุบัน ชดเชยค่าเสียหายนอกเหนือจากที่ศาลตัดสิน 

ชัยภูมิ ป่าแส หรือ จะอุ๊ (ภาพ : Protection International)

กลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

“วันนี้ (16 พ.ย. 2566) ที่ศาลแพ่งรัชดา ศาลฎีกาได้นัดพิพากษาคดีที่ นาปอย ป่าแส มารดาของชัยภูมิ ป่าแส นักกิจกรรมชาติพันธ์ลาหู่ ยื่นฟ้องเมื่อปี 2562 ต่อศาล เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายตาม พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ จากกองทัพบก ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่ทหารด่านบ้านรินหลวง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ที่วิสามัญฆาตกรรมชัยภูมิเมื่อวันที่ 17 มี.ค. 2560 

โดยมีทีมทนายความจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรมซึ่งเป็นทนายความของครอบครัว พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จาก Protection International (PI) และกลุ่มดินสอสี ได้เดินทางเข้าฟังคำพิพากษาของศาลฎีกาในวันนี้ด้วย 

ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้กองทัพบก ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่ทหารที่วิสามัญฆาตกรรมชัยภูมิมีความผิดตาม พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ และต้องชดใช้เยียวยาให้กับครอบครัวของชัยภูมิเป็นจำนวน 2,072,400 บาท ซึ่งน้อยกว่าจำนวนที่ครอบครัวเรียกค่าเสียหายไป 4,037,068 บาท” Protection Internationl (PI) รายงาน 

“วันนี้ศาลฎีกาได้กลับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ และศาลชั้นต้นที่ยกฟ้องไม่ให้ครอบครัวได้รับการเยียวยา ศาลฎีกาพิพากษาให้กองทัพบกในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่ทหารต้องรับผิดชอบค่าเสียหายต่อแม่ชัยภูมิเป็นเงิน 2,072,400 บาท 

ได้แก่ค่าปลงศพ 1,020,000 บาท ค่าขาดไร้อุปการะที่ชัยภูมิต้องอุปการะแม่ในช่วงที่มีชีวิตอยู่ ที่เกี่ยวกับเรื่องการทำมาหากินของชัยภูมิเอาเงินมาอุปการะแม่ในแต่ละเดือน และค่าขาดไร้อุปการะแม่ในอนาคต ซึ่งศาลก็ฟังว่าตามประวัติการศึกษา ชัยภูมิเป็นเด็กที่เรียนดีก็ย่อมมีโอกาสที่จะศึกษาจบปริญญาตรีแน่นอนในอนาคต และย่อมมีโอกาสที่จะได้อาชีพการงานที่จะมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 15,000 ต่อเดือน ตามที่เราฟ้องเข้าไป 

ศาลก็กำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้จนกว่าแม่จะอายุ 80 ปี ซึ่งเราคำนวณตามอายุ ณ ขณะที่ชัยภูมิถูกยิงรวมไปอีก 29 ปี ศาลคำนวณส่วนนี้ให้ครบถ้วน รวมค่าขาดได้การอุปการะเป็นเงิน 1,900,000 กว่าบาท 

จำนวนเงินข้างต้นจะยังไม่รวมดอกเบี้ย โดยดอกเบี้ยจะนับตั้งแต่วันกระทำละเมิดร้อยละ 7.5 ต่อปี มาจนถึงวันที่ 10  เม.ย. 64 ซึ่งมีการแก้ไขดอกเบี้ยใหม่ ของเดิม 7.5 ต่อปี ของใหม่จะเป็นร้อยละ 5 

ซึ่งขั้นตอนต่อไปฝ่ายกองทัพบกจะต้องนำเงินมาวางไว้ที่ศาลตามคำพิพากษา ซึ่งฝ่ายการเงินของศาลแพ่งจะทำการคำนวณออกมาให้ว่าวันไหนที่เขามาวางเงินเพื่อจ่ายให้กับโจทก์หรือแม่นั้นเขาก็จะคำนวณดอกเบี้ยให้เรียบร้อย ” ปรีดา นาคผิว ทนายความจากมูนิธิผสานวัฒนธรรมกล่าวว่าถึงรายละเอียดข้อกฎหมาย 

(ภาพ : Protection International)

“ศาลฎีกาพิจารณาละเอียด-สมเหตุสมผล” ทนายโจทก์

“ข้อสำคัญคือข้อเท็จจริงที่ศาลรับฟังนั้นถือได้ว่าศาลฎีกามีความละเอียดมาก พิจารณาถึงความสมเหตุสมผลของการเกิดเหตุการณ์ขึ้นในวันที่ 17 มี.ค. 2560 

เรื่องกล้องวงจรปิดเช่นเดียวกัน ศาลฟังเลยว่ากล้องวงจรปิดพยานฝ่ายจำเลย เจ้าหน้าที่รวมทั้งพนักงานสอบสวนที่ตรวจสอบมาแล้วได้ยืนยันว่ากล้องวงจรปิด 9 ตัวนั้นใช้งานได้ 6 ตัว ซึ่งเราก็ได้มีการอ้างเรื่องนี้เข้าไปแล้วตั้งแต่ชั้นการไต่สวนการตาย แต่ฝ่ายเจ้าหน้าที่ทหารก็บ่ายเบี่ยง นี่คือข้อสำคัญที่หน่วยงานรัฐโดยเฉพาะกองทัพบกควรจะมาตรวจสอบจัดการในเรื่องลักษณะอย่างนี้ว่า กรณีที่เจ้าหน้าที่ทหารในสังกัดของตนเองกระทำการสิ่งใดกระทบต่อร่างกายชีวิตทรัพย์สินของประชาชน และมีหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนอยู่แล้ว ทำไมถึงไม่แสดงกล้องวงจรปิดออกมา ซึ่งหลักฐานที่ส่งมาไม่ได้ครอบคลุมวันที่เกิดเหตุ แต่ไปเอาวันที่พ้นจากวันเกิดเหตุมานำส่ง ศาลฟังแล้วเชื่อได้ว่ามีการปกปิดข้อเท็จจริงในส่วนนี้ ซึ่งเป็นพยานหลักฐานสำคัญทางนิติวิทยาศาสตร์

อีกประการหนึ่งที่เกี่ยวกับพฤติการณ์ที่อ้างว่า ชัยภูมิมีระเบิดจะขว้างใส่เจ้าหน้าที่ทหารจึงต้องยิงป้องกันตัวนั้นก็ฟังไม่ได้ เพราะตอนที่ให้หยุดรถตรวจค้นตัว ตรวจค้นรถก็ชัดเจนว่ามีการเปิดข้างในรถเปิดประตูทั้งสี่บาน เปิดท้ายรถ เปิดด้านหน้ารถหมด เจ้าหน้าที่ทหารเองก็ยืนยันว่าตอนตรวจค้นนั้นไม่พบสิ่งผิดกฎหมายใด ๆ ดังนั้นอาวุธวัตถุระเบิดมันคือระเบิดอาวุธสงครามด้วยซ้ำ จึงเป็นไปไม่ได้ที่คุณตรวจไม่เจอแล้วชัยภูมิจะวิ่งไปเอาระเบิดนั้นในภายหลัง 

การควบคุมตัวชัยภูมิด้วยเช่นกันศาลก็ฟังว่าในภาวะนั้นทหารหลายนายควบคุมเขาอยู่แล้ว แต่เขาแค่สะบัด และวิ่งหนีเท่านั้นเองและมีประจักษ์พยานชาวบ้านคนหนึ่งที่พาหลานมาในพื้นที่ใกล้ ๆ ก็เห็นเหตุการณ์ว่าชัยภูมิวิ่งไปไม่ได้มีสิ่งผิดกฎหมาย หรือมีอะไรที่จะชี้ได้เลยว่าเป็นวัตถุระเบิดหรือสิ่งของใด ๆ ที่จะไปทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ทหารได้ 

ศาลเลยฟังว่าน้ำหนักพยานของฝ่ายจำเลยที่เป็นเจ้าหน้าที่ทหารนั้นฟังไม่ได้ไม่มีน้ำหนักพอ ศาลจึงเชื่อว่าเหตุการณ์ที่อ้างว่าชัยภูมิมีระเบิด และกำลังจะปาระเบิดใส่เจ้าหน้าที่และเจ้าหน้าที่จึงยิงนั้นเป็นการฟังไม่ได้ว่ามีระเบิดจริง ประกอบกับระเบิดอย่างที่ว่านี้เป็นวัตถุระเบิดที่มีขั้นตอนที่จะปลดสลักอยู่หลายขั้นตอน พยานผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุระเบิดก็มีให้การไว้แล้ว สอดรับกับพฤติการณ์ที่ฝ่ายครอบครัวซึ่งเป็นโจทก์อ้างว่าชัยภูมิไม่มีวัตถุระเบิดแน่ ๆ

เรื่องวัตถุระเบิดศาลก็พิจารณาละเอียดไปถึงขั้นที่เรานำสืบว่า วัตถุระเบิดถ้าจับจริงเอาออกจากรถวิ่งไปแต่ตรวจไม่พบดีเอ็นเอของชัยภูมิในวัตถุระเบิดเลย ศาลก็เชื่อว่าเมื่อไม่มีลายพิมพ์นิ้วมือ หรือดีเอ็นเอของชัยภูมิเลยที่ด้ามของระเบิดมันก็เป็นข้อพิรุธอย่างมากว่าระเบิดนั้นมาจากไหน แล้วเกิดขึ้นมาได้อย่างไร 

นี่คือภาพโดยรวมว่าการที่เจ้าหน้าที่ทหารใช้อาวุธงสงครามยิงโดยพลทหารที่ยิง ศาลเชื่อว่าทหารยิงเพื่อสกัดไม่ให้ชัยภูมิหลบหนี และยิงหนึ่งนัด ประกอบกับที่เขาเคยบอกกับพยานของเราว่าที่เขายิงเขาไม่ได้ตั้งใจ ศาลเลยไปฟังว่าเขาไม่ได้มีเจตนาฆ่าแต่เป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อของเจ้าหน้าที่ผู้ยิงนั้น เมื่อเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อ และทำให้ชัยภูมิเสียชีวิตจึงเป็นการละเมิด  และเมื่อเป็นการละเมิดก็เกิดความเสียหายต่อแม่ ซึ่งเป็นโจทก์ที่ต้องได้รับการอุปการะเลี้ยงดูจากชัยภูมิในอนาคตศาลก็เลยมีคำพิพากษาว่า กองทัพบกในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดจะต้องรับผิดตามกฎหมาย พ.ร.บ. ความรับผิดทางการละเมิดของเจ้าหน้าที่ปี พ.ศ. 2539” ปรีดา นาคผิว ทนายความจากมูนิธิผสานวัฒนธรรม เปิดเผย

“ประเด็นหลักคือศาลฎีกาให้น้ำหนักกับประจักษ์พยานของโจทก์ซึ่งต่างจากศาลอุทธรณ์ และศาลชั้นต้นที่ให้น้ำหนักกับพยานหลักฐานจากจำเลยคือกองทัพไทย ศาลฎีกาพิจารณาว่า ภาระการพิสูจน์คดีนี้ตกที่จำเลยคือกองทัพ ดังนั้นการที่จำเลยไม่นำกล้องวงจรปิดมาพิสูจน์  พยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ ลายพิมพ์นิ้วมือต่าง ๆ ไม่สอดคล้องกับคำเบิกความของจำเลย จำเลยมีเพียงคำกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้เหมือนพยานหลักฐานของโจทก์คือฝั่งครอบครัวของชัยภูมิ” สุธีรา เปงอิน ตัวแทนจาก Protection International (PI) องค์กรที่สนับสนุนนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และครอบครัวของชัยภูมิ และกลุ่มด้วยใจรักที่ต้องแสวงหาความยุติธรรมมาตลอดหกปี กล่าว   

(ภาพ : Protection International)

“บรรทัดฐานใหม่-ต้องมีมาตรการกันไม่ให้เกิดซ้ำ” PI

“อย่างน้อยก็ได้รับความเป็นธรรมในระดับหนึ่ง แต่คำถามสำคัญก็คือว่าหน่วยงานของรัฐโดยเฉพาะกองทัพบก ที่เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนสุขทุกข์ของประชาชนด้วย เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐกระทำผิดแบบนี้ กองทัพบกจะทำอย่างไรในเชิงนโยบายไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้นอีก  

และที่เกิดขึ้นมาแล้วควรจะไปทบทวน เอาสถิติเอาข้อเท็จจริงมาดู ไม่ใช่สู้กันจบแล้วจบไปเพราะรัฐมีหน้าที่ปกป้องคุ้มครองชีวิตทรัพย์สินของประชาชน ต้องดูโดยละเอียดว่าทำไมมันถึงเกิดเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก มันเกิดคำถามว่าประชาชนจะมั่นใจกับรัฐได้อย่างไรในความปลอดภัยทั้งทางร่างกาย ชีวิต และทรัพย์สิน กองทัพบกจ่ายเงินไปในนามของรัฐมากมายแล้วจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐที่ไปกระทำต่อประชาชน ดังนั้นจะมีมาตรการนโยบายในการควบคุมกำกับอย่างไรไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะเช่นนี้อีก และไม่ช่วยปกปิดความจริง เช่นกรณีของกล้องวงจรปิดในคดีของชัยภูมิ” ปรีดา นาคผิว ทนายความจากมูนิธิผสานวัฒนธรรม กล่าวเสริม 

“ในกรณีนี้คือการสูญเสียชีวิตของคนคนหนึ่งโดยการกระทำของเจ้าหน้าที่ทหาร ทำไมต้องรอให้มีการฟ้องเองเป็นภาระของประชาชน ทำไมก่อนหน้านี้ไม่มีการชดเชยเยียวยาจากฝั่งกองทัพไทย หรือรัฐบาลเลย ที่ผ่านมาเราเชื่อว่ารัฐบาลทหารปกป้องการกระทำของจำเลย เห็นได้จากการที่ไม่มีการชดเชยใด ๆ หรือแม้กระทั่งการขอโทษ หรือการแสดงความเห็นอกเห็นใจกับครอบครัวของชัยภูมิจากกองทัพไทย และรัฐบาลทหาร

เราหวังว่ารัฐบาลในขณะนี้จะลงโทษผู้กระทำความผิด ชดเชยความเสียหาย และเยียวยาครอบครัวของชัยภูมิที่นอกเหนือจากที่ศาลสั่งตามหลักความยุติธรรมในความรับผิด กรณีเจ้าหน้าที่รัฐกระทำการวิสามัญฆาตกรรมประชาชน  เพื่อเป็นบรรทัดฐานที่ดีต่อไป และให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนโดยรวม” ปรานม สมวงศ์  Protection International (PI) ระบุเพิ่มเติม 

(ภาพ : Protection International)

“ดอกผลการยืนหยัดสู้ 6 ปี” กลุ่มดินสอสี

“เราขอบคุณแม่นาปอย ไมตรี ยุพินครอบครัวชัยภูมิ และใครหลายคนที่เป็นญาติมิตรของชัยภูมิที่ต่อสู้มาอย่างนานถึงหกปี เขาทั้งหมดทีจิตใจที่อยากต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมให้ทั้งชัยภูมิ และคนอื่น ๆ ที่อาจจะได้รับผลกระทบแบบนี้ 

ตลอดหกปีที่ผ่านมาทางญาติญาติชัยภูมิต้องรับผลอย่างอื่นมากมายทั้งที่เกิดขึ้นในชุมชน เช่นในชุมชนเกิดความไม่ไว้วางใจรังเกียจครอบครัวนี้ หรือสังคมมองครอบครัวนี้ หรือมองตัวไมตรีที่มีความเสี่ยงกับชัยภูมิยังไง ซึ่งผลกระทบเกิดจากการยืนหยัดต่อสู้จึงต้องใช้กำลังใจเยอะมาก 

มันมีคนที่ยืนหยัดต่อสู้เพื่อความยุติธรรมในสังคมนี้ซึ่งเราต้องให้กำลังใจกันต่อไปมันคงไม่จบอยู่แค่นี้  และที่สำคัญชัยภูมิไม่ใช่เด็กคนแรกที่ถูกทหารวิสามัญฆาตกรรม ตนเชื่อว่ามีเด็กอีกหลายคนที่ตายไปที่เราไม่ได้รับรู้ซึ่งกรณีของชัยภูมิก็เลยถือเป็นบทเรียนที่สำคัญ และคุณูปการของการตายของชัยภูมิได้สร้างบทเรียนให้เกิดการเรียนรู้ในสังคม ชัยภูมิอาจจะไม่ใช่คนสุดท้ายอีก เราจะถอดบทเรียนกรณีของชัยภูมิอย่างไรให้กระบวนการลดอคติทางสังคม ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเข้าใจเพื่อที่จะได้ใช้อำนาจอย่างเป็นธรรม และมีกระบวนการทางกฎหมายที่ครอบคลุมถึงสิทธิส่วนบุคคลทั้งกายวาจาใจ หวังว่าพวกเราจะใช้บทเรียนนี้มาถอด และทำงานร่วมกัน” วรพจน์ โอสถาภิรัตน์ ตัวแทนจากกลุ่มดินสอสี กล่าว 

นาปอย ป่าแส แม่ของชัยภูมิ ป่าแส (ภาพ : Protection International)

“ดีใจที่ได้รับความยุติธรรม-ที่การต่อสู้ไม่สูญเปล่า” แม่ชัยภูมิ

“ตนรู้สึกดีใจกับคำตัดสินของศาลที่มีออกมาในวันนี้มาก ที่ผ่านมาชัยภูมิเป็นกำลังหลักสำคัญของครอบครัว พอน้องไม่อยู่ครอบครัวก็ทุกข์ทรมานมาก นอกเหนือจากนั้นต้องขอบคุณหลาย ๆ องค์กรที่เข้ามาช่วยครอบครัวเราต่อสู้ในครั้งนี้ด้วย วันนี้ตนก็จะพูดกับลูกได้แล้วว่าพวกเราได้รับความยุติธรรมแล้ว” นาปอย ป่าแส มารดาของชัยภูมิกล่าวภายหลังรับทราบคำพิพากษาของศาล

“เราดีใจมากที่การต่อสู้ของพวกเราในครั้งนี้ไม่สูญเปล่า แม้ระหว่างทางของการต่อสู้พวกเราจะพบเจอกับอุปสรรค และแรงกระแทกมากมายแต่คำพิพากษาของศาลที่มีออกมาวันนี้ ทำให้การต่อสู้ของพวกเราไม่ไร้ความหมาย หลายคนบอกให้พวกเราเลิกต่อสู้ แต่เราบอกพวกเขาไปว่าแม้ระยะเวลามันจะยาวนานหรือเห็นความหวังแต่เพียงริบหรี่เราก็จะสู้ เราเคยให้สัญญาไว้กับน้องชัยภูมิว่าจะนำความยุติธรรมกลับมาให้เขาให้ได้ วันนี้พวกเราก็ทำได้ การตายของน้องชัยภูมิไม่ได้สูญเปล่าหรือหายไปกับสายลม ความบริสุทธิ์ของน้องได้รับการพิสูจน์จากชั้นศาลแล้ว ขอบคุณทุกคนทุกหน่วยงานที่ช่วยกันต่อสู้จนได้รับความยุติธรรมให้กับครอบครัวของชัยภูมิด้วย” ยุพิน ซาจ๊ะ และไมตรี จำเริญสุขสกล จากกลุ่มด้วยใจรัก องค์กรหลักที่ดูแล และต่อสู้เรียกร้องความยุติธรรมให้กับชัยภูมิ เปิดเผย