“ศาลไม่รับคำอุทธรณ์” ทั้งของชาวบ้านราชบุรีและของบริษัทฯ “คดีแวกซ์กาเบ็จ”

คดี “ชาวบ้านอุทธรณ์” ศาลตัดสินให้บริษัทจ่ายค่าเสียหายอัตรา “ผู้ประสบภัยพิบัติ” ยืนตามคำตัดสินศาลชั้นต้น – แก้อัตราดอกเบี้ยจาก 7.5% เป็น 5% ตามกฏหมายใหม่ – ไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าถูกละเมิดสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมตามชาวบ้านขอ – ยันบริษัทต้องฟื้นฟูสภาพแวดล้อมใน-นอกโรงงานคืนสู่สภาพปลอดภัย หากเพิกเฉยชาวบ้านสามารถยื่นให้ศาลสั่งบุคคลภายนอกฟื้นฟูแทนได้เลย

ด้านคดี “บริษัทอุทธรณ์” ศาลตัดสิน “น้ำหนักน้อย ที่บริษัทอ้างไม่ได้เป็นผู้ก่อมลพิษ” ยัน “แวกซ์กาเบ็จก่อมลพิษ-ต้องจ่ายค่าเสียหาย-ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม” ยืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ชาวบ้านระบุ อัตราดังกล่าวไม่สอดคล้องกับความเสียหายจริง-ไม่เป็นธรรม แต่ยอมรับคำตัดสิน “ถือเป็นวิทยาทานสังคม” เผยจะไม่ฏีกา 

“จับตาภาคปฏิบัติการจัดการและการฟื้นฟูกากมลพิษอุตสาหกรรมที่แวกซ์กาเบจก่อ” มูลนิธิบูรณะนิเวศชี้ ด้านทนายโจทก์เผยเตรียมยื่นศาลสั่งกรมโรงงานฯ จัดการกากแทน-บริษัทส่อเพิกเฉย

(ภาพ : ศาลอุทธรณ์)

“ไม่รับคำอุทธรณ์” ทั้งคู่

“ศาลตัดสินไม่รับคำอุทธรณ์ทั้งของโจทก์และจำเลย” 

มูลนิธิบูรณะนิเวศ เปิดเผยวานนี้ (15 พ.ย. 2566) ถึงความคืบหน้ากรณีการดำเนินคดีแวกซ์กาเบ็จ ที่ล่าสุด ทั้งโจทย์คือชาวบ้านน้ำพุ อ.เมือง ราชบุรี และจำเลยคือบริษัท แวกซ์กาเบ็จ รีไซเคิล เซนเตอร์ จำกัด ต่างยื่นอุทธรณ์เข้าสู่กระบวนการศาลตั้งแต่ 7 ก.ค. 2565 

โดยสาระสำคัญคือ ชาวบ้านอุทธรณ์ “ขอให้พิจารณาเกณฑ์การเยียวยาใหม่ ที่ไม่ใช่เกณฑ์การเสียหายจากภัยธรรมชาติ เนื่องจากเกณฑ์ในการจ่ายค่าชดเชยส่วนนี้ต่ำเกินจริง ไม่สอดคล้องกับความเสียหายที่เกิดขึ้น” ขณะที่บริษัทฯ อุทธรณ์ว่า “ไม่ได้เป็นผู้ก่อให้เกิด และแพร่กระจายมลพิษออกสู่พื้นที่ แหล่งน้ำ เนื่องจากบริษัทได้ดำเนินการตามขั้นตอนจนได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานแล้ว”

กรณีกากมลพิษอุตสาหกรรม “แวกซ์กาเบ็จ” เริ่มต้นในปี 2543 หลังจากการเปิดดำเนินการของบริษัท แวกซ์กาเบ็จ รีไซเคิล เซนเตอร์ จำกัด ในพื้นที่ ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ซึ่งที่ตั้งของบริษัทเป็นพื้นที่รอยต่อระหว่าง ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี และ ต.น้ำพุ อ.เมือง จ.ราชบุรี โดยบริเวณรอบ ๆ โรงงานประกอบไปด้วยพื้นที่เกษตรกรรมของประชาชน และบริเวณด้านทิศตะวันออกของที่ตั้งโรงงานอยู่ชิดกับ “ห้วยน้ำพุ” ลำน้ำสายหลักที่ประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงใช้อุปโภคบริโภค และประกอบอาชีพเกษตรกรรม 

การดำเนินการของบริษัทส่งผลกระทบกับชาวบ้านในพื้นที่ทั้งปัญหาเรื่องมลภาวะทางกลิ่น รวมถึงมีการรั่วไหลของสารเคมีสู่แหล่งน้ำที่สำคัญอย่าง “ห้วยน้ำพุ” แล้วแพร่กระจายไปสู่พื้นที่เกษตรกรรมของชาวบ้าน อีกทั้งยังมีการปนเปื้อนของมลพิษในดินในพื้นที่เกษตรกรรมจำนวนมาก จนทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ เนื่องจากผลผลิตทางการเกษตรที่เคยสร้างรายได้ลดน้อยลง จนปัจจุบันแทบไม่สามารถปลูกอะไรได้อีกต่อไป จึงตามมาด้วยการเคลื่อนไหวคัดค้าน และร้องเรียนของคนในพื้นที่ต่อเนื่อง แต่ไม่เป็นผล

ต่อมา 11 เม.ย. 2560 ชาวบ้านตัดสินใจยื่นฟ้องบริษัท โดยยื่นฟ้องคดีแบบกลุ่ม (Class Action) โดยการช่ว่ยเหลือของมูลนิธิบูรณะนิเวศ และทนายคดีสิ่งแวดล้อม สมชาย อามีน โดยโจทก์คือ ธนู งามยิ่งยวด และพวกรวม 3 คน ชาวบ้านในพื้นที่ ต.น้ำพุ จำเลยคือ บริษัท แวกซ์ กาเบ็จฯ เป็นจำเลยที่ 1 กรรมการบริษัทแวกซ์ กาเบ็จฯ เป็นจำเลยที่ 2 โดยฟ้องให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายรวมทั้งสิ้น 500 ล้านบาท 

24 ธ.ค. 2563 ศาลชั้นต้นตัดสินว่า บริษัท แวกซ์ กาเบ็จฯ เป็นผู้ก่อมลพิษ และสร้างผลกระทบให้กับชาวบ้านจริง โดยตัดสินให้บริษัทฯ และจำเลยที่ 2 กรรมการบริษัทแวกซ์ กาเบ็จฯ จ่ายเงินชดเชยให้กับ ชาวบ้านในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม และสุขภาพจากการประกอบกิจการของโรงงานดังกล่าว ซึ่งรวมแล้วเป็นจำนวนกว่า 1,000 คน รวมทั้งให้ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมสู่สภาพเดิม

7 ก.ค. 2565 ศาลรับการอุทธรณ์ของทั้งชาวบ้าน และบริษัทฯ เหตุผลการอุทธรณ์จากฝ่ายโจทก์เกิดจากการที่โจทก์เห็นว่า คำพิพากษาของศาลชั้นต้นนั้น ยังไม่มีความครอบคลุมที่เพียงพอ โดยเฉพาะประเด็นการกำหนดค่าสินไหมทดแทน กรณีพืชผล และผลผลิตเสียหาย เนื่องจากเป็นการกำหนดค่าเสียหายที่ต่ำกว่าความเสียหายจริง และการที่ศาลกำหนดค่าความเสียหายโดยเทียบเคียงกับภัยพิบัติประเภทภัยแล้งนั้น เห็นว่ายังไม่สอดคล้องกับข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง และไม่เป็นธรรมต่อผู้เสียหาย เนื่องจากภัยที่เกิดขึ้นเป็นภัยจากมลพิษที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ มิใช่ภัยแล้งตามธรรมชาติ ด้านจำเลยก็เห็นว่าฝั่งตนไม่ได้เป็นผู้ทำให้มลพิษแพร่กระจายออกนอกพื้นที่โรงงานตามที่ศาลตัดสิน

ชาวบ้านจาก ต.น้ำพุ ตัวแทนจากมูลนิธิบูรณะนิเวศ และทนาย ให้สัมภาษณ์ภายหลังจากฟังคำพิพากษา ที่ศาลแพ่ง แผนกคดีสิ่งแวดล้อม ถนนรัชดาภิเษก ภาพเมื่อ 24 ธันวาคม 2563 (ภาพ : มูลนิธิบูรณะนิเวศ)

คำตัดสิน “ชาวบ้านอุทธรณ์”

“การอุทธรณ์ของโจทก์ทั้ง 3 ราย นำโดยนายธนู งามยิ่งยวด ได้อุทธรณ์ว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาโดยใช้หลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติปลีกย่อยเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2556 มาเป็นเกณฑ์ในการคำนวณกำหนดค่าสินไหมทดแทนความเสียหายในส่วนของพืชผลที่เสียหาย ซึ่งเป็นการกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ต่ำเกินจริงไป 

ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยเห็นว่า คำตัดสินของศาลชั้นต้นที่นำหลักเกณฑ์ของทางราชการมาใช้อ้างอิงเทียบเคียงในการคำนวณค่าสินไหมทดแทนน่าเชื่อถือและมีความเป็นธรรมแล้ว รวมทั้งการกำหนดค่าสินไหมทดแทนในส่วนค่ารักษาพยาบาลกับค่าเสื่อมสุขภาพ และทรัพย์สินกับผลิตผลทางการเกษตรที่เสียหาย เฉพาะพื้นที่หมู่ที่ 1 ที่ตรวจพบความเสียหายจากมลพิษโดยจำกัดช่วงระยะเวลาไว้ เป็นการกำหนดกรอบค่าสินไหมทดแทนที่เป็นรูปธรรมและมีขอบเขตเฉพาะเจาะจง ซึ่งเหมาะสมและเป็นธรรมแก่กรณีแล้วเช่นกัน ศาลอุทธรณ์จึงยกการอุทธรณ์ในประเด็นดังกล่าว รวมถึงประเด็นเรื่องความเสียหายของพืชผลทางการเกษตรที่ไม่ได้ใช้น้ำด้วย

ในส่วนคำอุทธรณ์ของโจทก์เรื่องขอค่าถูกละเมิดสิทธิด้านสิ่งแวดล้อม ศาลอุทธรณ์เห็นว่า การกำหนดค่าสินไหมทดแทนในความเสียหายต่อร่างกาย อนามัย ทรัพย์สิน พืชผล และสัตว์เลี้ยงที่เสียหายของศาลชั้นต้นมีความละเอียดครอบคลุมหมดแล้ว จึงไม่จำต้องกำหนดค่าถูกละเมิดสิทธิโดยตรงให้อีก

อย่างไรก็ตาม ศาลอุทธรณ์ได้เน้นว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันแก้ไขดูแลฟื้นฟูสภาพแวดล้อมบริเวณพื้นที่ดินของโจทก์ทั้งสาม และสมาชิกกลุ่ม รวมถึงคลองสาธารณประโยชน์รอบพื้นที่โรงงาน ด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสอง จนกว่าพื้นที่ดังกล่าวจะกลับมามีสภาพที่สามารถใช้อุปโภคบริโภคได้ ตามเกณฑ์มาตรฐานของทางราชการ หากจำเลยทั้งสองเพิกเฉยไม่กระทำการดังกล่าว โจทก์ทั้งสาม และสมาชิกกลุ่มในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีอำนาจบังคับคดี โดยโจทก์สามารถทำคำขอฝ่ายเดียวเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้บุคคลภายนอกกระทำการนั้นแทนจำเลยทั้งสองได้ โดยค่าใช้จ่ายที่เสียไปให้ถือว่าเป็นหนี้ตามคำพิพากษาที่จะบังคับคดีกันต่อไป” คำพิพากษาระบุ

(ภาพ : มูลนิธิบูรณะนิเวศ)

คำตัดสิน “บริษัทอุทธรณ์”

“ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า พยานหลักฐานที่จำเลยทั้งสองนำสืบมามีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสาม ซึ่งมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ และฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองซึ่งประกอบกิจการโรงงาน 9 แห่งดังกล่าว เป็นผู้ก่อให้เกิดมลพิษปนเปื้อนแพร่กระจายสู่พื้นที่ชุมชน และแหล่งน้ำที่โจทย์ทั้งสามกับสมาชิกกลุ่มอยู่อาศัย และประกอบอาชีพเกษตรกรรม และส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อสุขภาพอนามัย แหล่งน้ำ ทรัพย์สิน และผลิตผลทางการเกษตรของประชาชนในบริเวณพื้นที่โดยรอบโรงงานของจำเลยทั้งสอง 

แม้จำเลยทั้งสองจะมิได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อก่อให้เกิดมลพิษ แต่เมื่อจำเลยทั้งสองไม่สามารถนำสืบพิสูจน์ได้ว่าการรั่วไหลหรือแพร่กระจายมลพิษจากการประกอบกิจการโรงงานนั้นเกิดจากเหตุสุดวิสัยหรือบุคคลอื่น จำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าของผู้ครอบครองโรงงานทั้ง 9 แห่ง และจำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำแทนจำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อโจทก์ทั้งสามและสมาชิกกลุ่ม” คำพิพากษาระบุ

ธนู งามยิ่งยวด (ภาพ : ข่าว 3 มิติ)

เสียงหลังการอุทธรณ์

“แม้จะผิดหวังกับผลการอุทธรณ์ แต่ก็ยอมรับการตัดสินของศาล และเห็นการต่อสู้กับปัญหาอุปสรรคที่ชาวบ้านน้ำพุประสบมาเป็นเวลานาน จะเป็นวิทยาทานในการต่อสู้คดีทางสิ่งแวดล้อมเพื่อความเป็นธรรมแก่ชุมชนในพื้นที่อื่นๆ ที่ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน” ธนู งามยิ่งยวด โจทก์ที่ 1 และประธานกลุ่มคนรักษ์ต้นน้ำ ซึ่งได้เดินทางมาฟังคำพิพากษาในวันนี้ พร้อมกับโจทก์คนอื่นๆ และชาวบ้านกลุ่มคนรักษ์ต้นน้ำ ต. น้ำพุ อ. เมือง จ. ราชบุรี ประมาณ 20 คน กล่าว 

“คดีนี้ใกล้สิ้นสุดลงแล้ว แต่ยังมีสิ่งที่จะต้องติดตามกันอย่างจริงจังอีกยาวนาน นั่นคือเรื่องการขนย้ายกากสารพิษออกจากโรงงานให้หมด และการสำรวจกากพิษที่มีการฝังอยู่ใต้ดินอีกจำนวนมหาศาล ซึ่งขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนสำคัญที่จะนำไปสู่การฟื้นฟูสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัยได้จริง” เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวหลังเข้าร่วมฟังการตัดสินของศาล

“ศาลให้เวลาในการฎีกา 1 เดือนนับจากนี้ ในส่วนของโจทก์ได้สรุปกันแล้วว่าจะไม่ยื่นฎีกา และจะต้องติดตามการบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลต่อไป ซึ่งในขณะนี้ได้มีการติดตามยึดทรัพย์ของจำเลยมาขายทอดตลาดเพื่อนำมาจ่ายเป็นค่าสินไหมความเสียหายแก่ฝ่ายโจทก์ 

นอกจากนี้ ฝ่ายโจทก์จะเตรียมยื่นร้องต่อศาลเพื่อขอให้บุคคลภายนอก คือกรมโรงงานอุตสาหกรรม เข้ามากระทำการแก้ไขและฟื้นฟูสภาพแวดล้อมด้วย เนื่องจากที่ผ่านมา จำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการแก้ไขปัญหาแต่อย่างใด จนกระทั่งโจทก์ต้องร้องเรียนให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมเข้ามาทำหน้าที่แก้ไขและฟื้นฟูตามอำนาจหน้าที่ของกฎหมาย” สมชาย อามีน ทนายความฝ่ายโจทก์กล่าว