มหกรรมแหกตาของเขื่อนไซยะบุรี @หลวงพระบาง @เชียงคาน

“นี่เป็นเรื่องความล้มเหลวโดยสิ้นเชิงของเอ็มอาร์ซี และประเทศผู้บริจาคทั้งหลาย ที่อุตส่าห์ตั้งชื่อการประชุมว่า Data Sharing for Transparency and Trust แต่กลับกลายเป็นเวทีของการเอาข้อมูลบางส่วนมาฟอกขาวเท่านั้น”

บทวิพากษ์ว่าด้วย “การแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อความโปร่งใสและความเชื่อถือ (Data Sharing for Transparency and Trust)” ของคณะกรรมาธิการแม่น้ําโขง (MRC) กรณี “เขื่อนไซยะบุรี” กับผลกระทบต่อแม่น้ำโขง โดย มนตรี จันทวงศ์ นักวิชาการอิสระ และผู้ประสานงาน กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง (The Mekong Butterfly)

(ภาพ : Pai deetes)

5 ต.ค. 2566 ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission) จัดเวทีระดับภูมิภาคที่หลวงพระบาง ใช้ชื่อสวยหรูว่า การแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อความโปร่งใส และความเชื่อถือ (Data Sharing for Transparency and Trust) มีตัวแทนบริษัทที่ปรึกษาของบริษัทเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี จำกัด มานำเสนอข้อมูลเรื่อง ทางปลาผ่าน กับการวัดตะกอนแม่น้ำโขง ของเขื่อนไซยะบุรี (ซึ่งในบทความนี้จะกล่าวถึงเรื่องตะกอนก่อน) และนำเสนอผลการศึกษาเป็นสไลด์ ซึ่งได้เผยแพร่ในเว็บไซต์ของเอ็มอาร์ซี (ภาพที่ 1)

(ภาพ : Montree Chantawong)

หลังจากนั้น สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) จัดเวทีให้ข้อมูลและสร้างความเข้าใจ โครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนไซยะบุรี สปป.ลาว เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม โดยมี ท่านลำพอน ดีมะนีวง หัวหน้าแผนกบริหารจัดการน้ำ กรมนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงานและบ่อแร่ สปป.ลาว นำเสนอข้อมูลด้วยสไลด์ชุดเดียวกัน

จุดไฮไลท์คือ ผลการตรวจวัดตะกอนโดยบริษัทเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรีจำกัด ซึ่งระบุว่ามีการติดตามตรวจวัดถึง 9 สถานี ที่ตั้งอยู่เหนือเขื่อน และท้ายเขื่อนโดยระบบอัตโนมัติ ส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์ ในสถานีที่ 7 (ชื่อ Upstream XHPP) และสถานีที่ 8 (ชื่อ Downstream XHPP) ผลออกมาเป็น “No significant change between upstream and downstream of the Xayaburi HPP” หรือในสไลด์ภาษาไทยโดยท่านลำพอน ดีมะนีวง ระบุว่า “ไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยยะสำคัญ ระหว่างต้นน้ำและปลายน้ำของโครงการฯ”

สรุปออกมาแบบนี้ได้อย่างไร ทั้งที่ไม่มีการเปิดเผยข้อมูลการตรวจวัดตะกอน จากสถานีตรวจวัดทั้ง 9 สถานี ไม่ว่าจะที่หลวงพระบางหรือที่เชียงคาน จ.เลย

ข้อมูลที่นำเสนอนี้ ดูจะขัดแย้งปรากฏการณ์น้ำโขงใสไร้ตะกอน ที่เกิดขึ้นภายหลังเปิดใช้งานเขื่อนไซยะบุรีตั้งแต่ 29 ตุลาคม 2562 ติดตามด้วยการแพร่ระบาดของสาหร่ายในแม่น้ำโขง ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2562  ซึ่งพบได้ตลอดแนวแม่น้ำโขงที่เป็นพรมแดนไทย-ลาว ของภาคอีสาน และปรากฏการณ์นี้ ได้เกิดขึ้นซ้ำอีกครั้งในช่วงเวลาเดียวกันของทุกปีตั้งแต่นั้นมาหลังจากเขื่อนเปิดทำการ ดังนั้นควรตั้งคำถามว่าเขื่อนไซยะบุรีมีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับปรากฏการณ์น้ำโขงใสไร้ตะกอน

เมื่อมีคำถามเกิดขึ้นแล้ว ใครคือคนหาคำตอบ

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ในขณะนั้นคือ กรมทรัพยากรน้ำ ได้ดำเนินการ “โครงการศึกษา และติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนจากโครงการไฟฟ้าพลังน้ำ ในแม่น้ำโขงสายประธาน”ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 โดย การตรวจวัดตะกอนแขวนลอย หรือตะกอน (หน่วย: ส่วนในล้านส่วน) ระหว่างสถานีเชียงแสน จ.เชียงราย กับการตรวจวัดที่บ้านห้วยเหียม อ.ปากชม จ.เลย

ผลการวัดสารแขวนลอยมีความแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว กล่าวคือในเดือนธันวาคม 2563 สถานีเชียงแสนวัดได้ 22.7 ขณะที่ผลการวัดที่บ้านห้วยเหียมวัดได้ต่ำกว่า 0.5 หรือไม่สามารถวัดได้

ต่อมาการวัดในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 สถานีเชียงแสนวัดได้ 40.6 ขณะที่ผลการวัดที่บ้านห้วยเหียมวัดได้ต่ำกว่า 0.5 หรือไม่สามารถวัดได้เช่นเดิม ระหว่างเชียงแสนกับบ้านห้วยเหียม ก็มีเพียงเขื่อนไซยะบุรีขวางกั้นลำน้ำโขงเท่านั้น!

ปรากฎการณ์น้ำโขงใส ไร้ตะกอนนี้ ถูกตรวจวัดโดยเครือข่ายชุมชนจากเชียงของ ปากชม ถึง อุบลราชธานี เริ่มตั้งแต่ช่วงต้นปี 2564 ก็ให้ผลสอดคล้องกัน (สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://themekongbutterfly.wordpress.com/2021/06/28/รายงานการศึกษา-ย้อนรอยโ/ )

ดังนั้นการที่บริษัทเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรีจำกัด ระบุว่าตะกอนเหนือเขื่อนกับท้ายเขื่อนไม่มีความแตกต่างกันที่มีนัยยะสำคัญนั้น จึงเป็นเรื่องลี้ลับที่ต้องตรวจสอบ และต้องทวงถามถึงที่มาข้อสรุปดังกล่าวอย่างเร่งด่วน

เมื่อได้พิจารณาดูรายละเอียดในสไลด์ภาษาอังกฤษหน้าที่ 26 (ภาพที่ 2) และ 27 (ภาพที่ 3) ก็พบว่า คำว่า upstream and downstream of the Xayaburi HPP นั้น คือชื่อสถานีลำดับที่ 7 และ 8 ซึ่งสถานีที่ 7 หรือ upstream XHPP อยู่บริเวณเหนือสันเขื่อนไปเล็กน้อย และสถานีที่ 8 หรือ downstream XHPP อยู่บริเวณด้านท้ายเขื่อนไปเล็กน้อยเช่นกัน

(ภาพ : Montree Chantawong)
(ภาพ : Montree Chantawong)

การตรวจวัดตะกอนที่เอามาอ้างถึงจึงเป็นการเปรียบเทียบกันเพียง 2 สถานีนี้ที่ใกล้กันมากเท่านั้น มีเพียงเขื่อนไซยะบุรีขวางไว้ ในช่วงน้ำน้อย ตะกอนในพื้นที่อ่างเหนือเขื่อนก็จะเริ่มนอนก้นจนไม่มีความแตกต่างใด ๆ ระหว่าง 2 จุดวัดโดยตัวของมันเองอยู่แล้ว แต่การนำเสนอเสมือนทำให้เกิดความไขว้เขวไปว่า เป็นผลการตรวจวัดตะกอนของทั้ง 9 สถานี ซึ่งยังไม่มีข้อมูลใด ๆ ยืนยันในข้อสรุปนี้ของบริษัทฯ ได้เลย

เช่นเดียวกับการนำเสนอของท่านลำพอน ดีมะนีวง ที่เชียงคาน สไลด์นี้ถูกแปลเป็นภาษาไทยในผลการวัดตะกอนว่า “ไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยยะสำคัญ ระหว่างต้นน้ำและปลายน้ำของโครงการฯ” ซึ่งเป็นการแปลที่ใช้คำคลุมเครือ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนได้ (ภาพที่ 4) เพราะความจริงไม่ได้เป็นผลการตรวจวัดระหว่างต้นน้ำ และปลายน้ำอย่างที่อ้าง แต่เป็นผลการตรวจวัดของ สถานีต้นน้ำ และสถานีปลายน้ำ ที่แทบจะไม่มีความแตกต่างอยู่แล้ว หากต้องการให้เห็นความต่าง ทางบริษัทก็ทำได้ง่าย ๆ เพียงแค่นำข้อมูลจากทุกสถานีมาเปรียบเทียบกันในประชาชนรับทราบอย่างโปร่งใสจนไร้ข้อกังขา

(ภาพ : Montree Chantawong)

นี่เป็นเรื่องความล้มเหลวโดยสิ้นเชิงของเอ็มอาร์ซีและประเทศผู้บริจาคทั้งหลาย ที่อุตส่าห์ตั้งชื่อการประชุมว่า Data Sharing for Transparency and Trust แต่กลับกลายเป็นเวทีของการเอาข้อมูลบางส่วนมาฟอกขาวเท่านั้น

และต่อเนื่องมายัง สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (ไทย) ที่เสนอตัวจัดเวทีให้ฝ่ายลาวมานำเสนอข้อมูลแหกตาพี่น้องชุมชนน้ำโขงเช่นนี้ ทั้งที่ตัวเองมีงานศึกษาที่ค้านกับผลสรุปของบริษัทอยู่เต็มมือ แต่ทำไมถึงเหมือนไม่มีปัญญาจะเอางานศึกษาที่ทำกันมาทุกปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2557 จากภาษีประชาชน มาวิเคราะห์ข้อมูลผลกระทบอะไรเลย กลับเปิดพื้นที่ให้ฝ่ายลาวมาพูดสร้างความชอบธรรมให้ข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์แบบนี้ 

การไม่ยืนเคียงข้างประชาชนน้ำโขงที่พร่ำเตือนตลอดมาว่าพวกเราทั้งหลายกำลังเสียผลประโยชน์อย่างมหาศาลทั้งทางนิเวศและเศรษฐกิจ ให้แก่กลุ่มผู้สร้างเขื่อน จนน่าสงสัยว่า ความรู้ความเชี่ยวชาญ จิตสำนึก จริยธรรม หรือแม้แต่ความละอายของพวกท่านถูกแปรเปลี่ยนเป็นอะไรไปแล้วกันแน่?

บรรยากาศงาน The 13th Regional Stakeholder Forum – Data Sharing for Transparency and Trust! เมื่อ 5 ต.ค. 2566 ที่ผ่านมา (ภาพ : MRC)