ประกาศยุติชุมนุม 16 วัน “พอใจผลเจรจา-จับตาภาคปฏิบัติ” พีมูฟเผย

“ขอบคุณรัฐบาลที่เร่งดำเนินการตามข้อเรียกร้องของเราด้วยความราบรื่น และมีประสิทธิภาพ” แถลงการณ์หลังยุติการชุมนุมในช่วงเที่ยงวันนี้ พร้อมประกาศจับตา-ติดตามภาคปฏิบัติของผลเจรจากับรัฐบาล

“ต้องเริ่มประชุมอนุกรรมการทั้ง 7 คณะ ภายในเดือนนี้ เรื่องที่จัดการได้ทันทีต้องมีข้อยุติภายใน 30 วัน – เรื่องระยะกลาง 90 วัน และเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย นโยบาย และมติครม. ภายใน 1 ปี – ส่วน 3 เรื่องเร่งด่วน หลีเป๊ะ บางกลอย คลองโยงต้องยุติภายใน 30 วัน

“หากการดำเนินการไม่เป็นไปตามที่เจรจากันไว้ พร้อมกลับมาเคลื่อนไหวใหญ่ และนานกว่าเดิม” ประธานพีมูฟเผย

(ภาพ : P-move)

ประกาศยุติการชุมนุม

วันนี้ (17 ต.ค. 2566) เวลาประมาณ 12.40 น. ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) ได้ประการยุติการชุมนุมหลังจากปักหลักชุมนุมอยู่ที่บริเวณประตู 5 ทำเนียบรัฐบาลมาตั้งแต่ช่วงเย็นของวันที่ 2 ต.ค. 2566 ที่ผ่านมา เป็นเวลากว่า 16 วัน

“เราต้องขอบคุณรัฐบาลที่เร่งดำเนินการตามข้อเรียกร้องของเราด้วยความราบรื่น และมีประสิทธิภาพ รวมถึงขอขอบคุณแรงใจของพวกเราพี่น้องพีมูฟ กลุ่มประชาชนที่ทุกข์ร้อนจากปัญหาทั้งในระดับพื้นที่ และโครงสร้างที่ได้ตัดสินใจลุกขึ้นมาต่อสู้ทวงสิทธิท่ามกลางปัญหาอุปสรรคหลากหลาย ทุกก้าวย่างของคนจนไม่เคยมีคำว่าสบาย แต่เรายังยืนหยัดในอุดมการณ์อันแน่วแน่ หล่อเลี้ยงความหวังถึงสังคมที่เป็นธรรมเท่าเทียม ฝันถึงวันที่ลูกหลานจะไม่ต้องออกมาลำบากต่อสู้ ถูกกดขี่ ขูดรีด เหมือนรุ่นพวกเรา

เราขอขอบคุณเพื่อนมิตรภาคประชาชน และฝ่ายการเมืองทั้งหลายที่แวะเวียนกันมาให้กำลังใจไม่ขาดสายตั้งแต่วันแรกของการปักหลักชุมนุมจนถึงวันนี้ เราได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากพี่น้องประชาชนทุกคน และขอส่งคืนความปรารถนาดีทั้งหมดสู่ทุกคนที่เราไม่อาจกล่าวถึงได้ทั้งหมด” แถลงการณ์ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม เรื่อง ประกาศยุติการชุมนุมพีมูฟทวงสิทธิ เดินติดตาม กำกับ ตรวจสอบ การทำงานของรัฐบาล ระบุ

(ภาพ : P-move)

ผลเจรจา

ก่อนหน้านี้ในช่วงเช้าเป็นการทำข้อตกลงร่วมกันที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ระหว่างตัวแทนจากพีมูฟ และตัวแทนจากหน่วยงานราชการในระดับกรมทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับข้อเสนอทั้ง 10 ด้านของพีมูฟ โดยจะใช้อนุกรรมการแก้ไขปัญหาในการทำงานภายใต้หลักประกันทั้งหมด 4 เรื่อง ดังนี้

1. การเจรจาหลักการ และแนวทางการแก้ไขปัญหา 6 ข้อ

2. เมื่อได้หลักการร่วมกัน ได้เสนอปัญหาให้รัฐบาลในรูปแบบข้อเสนอเชิงนโยบาย 10 เรื่อง และปัญหารายกรณี 266 กรณี

3. ต้องมีการเจรจารายปัญหา ขณะนี้ได้เจรจาข้อเรียกร้องทั้ง 10 เรื่อง และต้องกระจายปัญหารายกรณีไปสู่กลไก เร่งรัดการแก้ไขปัญหา

4. พีมูฟต้องการได้รับการยืนยันจากสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีว่า ตลอดระยะเวลาการชุมนุม 15 วัน ได้มีกระบวนการต่าง ๆ เกิดขึ้น และจะดำเนินการอย่างไรหลังจากนี้ รวมถึงบันทึกเอกสารทั้งหมดแจ้งมายังประธานกรรมการบริหารพีมูฟอย่างเป็นทางการ

“การประชุมอนุกรรมการทั้ง 7 คณะ จะเริ่มประชุมครั้งแรกภายในเดือน ต.ค. เพื่อพิจารณาการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่อยู่ในความรับผิดชอบอนุฯ บางเรื่องที่สามารถสั่งการได้ในทันทีต้องมีข้อยุติภายใน 30 วัน เรื่องระยะกลางให้เวลาดำเนินการ 90 วัน และเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย นโยบาย และมติครม. ต้องแก้ให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี 

ส่วนกรณีเร่งด่วน 3 กรณี คือหลีเป๊ะ จ.สตูล, บางกลอย จ.เพชรบุรี และ โฉนดชุมชนคลองโยง จ.นครปฐม ได้เจรจาให้สำนักงานสำนักนายกรัฐมนตรีจัดทำหนังสือแจ้งหน่วยงานรับทราบโดยด่วน และต้องยุติภายใน 30 วัน

ครั้งนี้พีมูฟไม่ได้เรียกร้องแก้ปัญหารายกรณีเป็นหลัก แต่เราสรุปบทเรียนการต่อสู้ 13 ปี เห็นว่าต้องแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้างเพื่อไม่ให้ปัญหาวนเวียน จึงขมวดเรื่องทั้งหมดแยกเป็นกลุ่มปัญหา และเสนอนโยบาย 10 ด้าน และเรายืนยันว่าหากประสบความสำเร็จ ผู้ได้ประโยชน์จะไม่ใช่แค่พีมูฟ เราไม่ได้เรียกร้องปัญหาส่วนตัว แต่เรียกร้องสังคมที่เป็นธรรม ส่วนรายกรณีต้องแก้ไปด้วยอยู่แล้ว ซึ่งเราคงต้องทำงานร่วมกับฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายนโยบาย ฝ่ายการเมือง เช่น การจัดทำกฎหมายนิรโทษกรรมคดีทวงคืนผืนป่า จะมีผู้ได้รับประโยชน์อย่างน้อย 48,000 คดี ซึ่งเราต้องอาศัยฝ่ายค้านด้วย” ประยงค์ ดอกลำใย ที่ปรึกษาขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม เปิดเผยความคืบหน้า

จำนงค์ หนูพันธ์ (ภาพ : P-move)

จับตาใกล้ชิด “ภาคปฏิบัติ”

ด้านจำนงค์ หนูพันธ์ ประธานกรรมการบริหารขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม กล่าวว่า ยังคงยืนยันว่าหากการดำเนินการไม่เป็นไปตามที่เจรจากันไว้ พีมูฟพร้อมเคลื่อนไหวใหญ่แน่นอน ซึ่งครั้งหน้าอาจขอชุมนุมในระยะเวลาที่ยาวกว่าเดิม เพื่อให้การแก้ปัญหาเป็นไปในระดับนโยบาย ไม่ใช่เพียงแค่รายกรณี

“ชัยชนะนี้แม้จะไม่ใช่ชัยชนะครั้งสุดท้าย การเคลื่อนไหวของพีมูฟก็จะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายเช่นกัน แต่การยกระดับจากปัญหารายกรณีสู่ปัญหาระดับนโยบาย และโครงสร้างจนสำเร็จลุล่วงไปได้ในครั้งนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของ ขบวนการภาคประชาชนของพวกเราที่ต่อสู้มาตลอด 13 ปี และเราขอยืนยันว่าการต่อสู้ยังไม่สิ้นสุด เราจะกลับมาพบกันใหม่

เรายืนยันจะยังใช้การเมืองบนท้องถนนของเราติดตาม ตรวจสอบ การทำงานของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง และจะยังใช้ทุกกลไก ทั้งฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ ผลักดันข้อเรียกร้องของเราอย่างถึงที่สุด 

หากภายหลังรัฐบาลแสดงท่าทีไม่จริงใจต่อการแก้ไขปัญหา หรือจะสร้างผลกระทบด้วยการผลักดันนโยบายที่เอื้อพวกพ้องตนและกลุ่มทุน ทิ้งประชาชนไว้ข้างหลัง เราก็พร้อมจะกลับมาชุมนุมเคลื่อนไหวทุกเมื่อ ตามสิทธิ เสรีภาพ ในการชุมนุมที่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ และหลักการสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ” นัฐาพันธ์ แสงทับ รองประธานกรรมการบริหารขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม เปิดเผยส่วนหนึ่งของแถลงการณ์

(ภาพ : P-move)

16 วัน การชุมนุมพีมูฟ

ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม เดินทางมาปักหลักชุมนุมตั้งแต่ช่วงเย็นของวันที่ 2 ต.ค. 2566 เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลนำข้อเสนอเชิงนโยบาย 10 ด้านของทางพีมูฟ มาผลักดันให้เป็นนโยบายที่จับต้องได้ เนื่องจากพีมูฟเห็นว่านโยบายทั้ง 10 ด้านจะสามารถแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่เผชิญอยู่ในปัจจุบันได้ นอกจากนั้นพีมูฟได้เสนอให้รัฐบาลต้องแก้ไขปัญหากรณีเร่งด่วน และกรณีอื่น ๆ รวมทั้งสิ้น 266 กรณี รวมถึงต้องมีกลไกในการติดตามการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง

โดยทางพีมูฟยืนยันว่าจะต้องนำเสนอนโยบายทั้ง 10 ด้าน ต่อเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี โดยให้ทางนายกฯ มารับข้อเสนอด้วยตัวเอง แต่จนถึงปัจจุบันทางนายกฯ ก็ยังไม่ได้เข้ามาพูดคุยกับทางพีมูฟโดยตรง เนื่องจากนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี เป็นตัวแทนในการเจรจากับทางพีมูฟ 

ผลจากการเจรจาทำให้มีการตั้ง คณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ขึ้น ในวันที่ 9 ต.ค. 2566 และที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อ 10 ต.ค. 2566 ก็ได้รับทราบข้อเสนอเชิงนโยบายทั้ง 10 ด้าน ของทางพีมูฟ

คณะกรรมการชุดดังกล่าวมี ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการฯ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นรองประธานคณะกรรมการฯ โดยมีสัดส่วนกรรมการฯ ระหว่างภาครัฐ และพีมูฟในสัดส่วนที่เท่าเทียมกัน และได้เปิดประชุมครั้งแรก เมื่อ 12 ต.ค. 2566 ที่ผ่านมา ซึ่งที่ประชุมได้มีมติรับหลักการแนวทางแก้ปัญหา 6 ประการ และเห็นชอบให้ตั้งคณะอนุกรรมการ 7 คณะ เพื่อผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายทั้ง 10 ด้าน โดยทางพีมูฟได้เรียกร้องให้นำผลสรุปจากการประชุมดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี 16 ต.ค. 2566 

ซึ่งที่ประชุมครม. มีมติเห็นชอบเห็นชอบในหลักการ และแนวทางการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม 6 ประการ เห็นชอบให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ จำนวน 7 คณะ ดังนี้

1. คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินทั้งระบบ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานอนุกรรมการ

2. คณะอนุกรรมการด้านกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานอนุกรรมการ

3. คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากโครงการพัฒนาของรัฐ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานอนุกรรมการ

4. คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนสวัสดิการโดยรัฐ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานอนุกรรมการ

5. คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาสิทธิและสถานะบุคคล โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยหรือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยที่ได้รับมอบหมาย เป็นประธานอนุกรรมการ

6. คณะอนุกรรมการสิทธิที่อยู่อาศัยและการเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานอนุกรรมการ

7. คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยในที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานอนุกรรมการ

และเห็นชอบให้คณะอนุกรรมการข้อเสนอของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ทั้ง 10 ข้อไปดำเนินการ

ข้อเสนอเชิงนโยบายทั้ง 10 ด้าน ได้แก่ สิทธิ เสรีภาพ ประชาธิปไตย, การกระจายอำนาจ, ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม, กระจายการถือครองที่ดินและคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม, การจัดการทรัพยากร, การจัดการภัยพิบัติ, ชาติพันธุ์, สิทธิสถานะบุคคล, รัฐสวัสดิการ และที่อยู่อาศัยและสาธารณูปโภค