“ยังคงไร้ความชัดเจน” ที่พุระกำ

รายงานสถานการณ์ล่าสุดของผู้คนและสรรพชีวิตในพื้นที่พุระกำในวันที่ยังคงไร้ความชัดเจนต่ออนาคต หากมีเขื่อนหนองตาดั้งที่กรมชลประทานกำลังเดินหน้าผลักดัน

เรื่องและภาพโดย วิศรุต วีระโสภณ / Thai News Pix

ภาพมุมสูงทำให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของป่าบ้านพุระกำ ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชี ซึ่งเป็น 1 ใน 4 ของกลุ่มป่าแก่งกระจาน ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก หากโครงการอ่างเก็บน้ำบ้านหนองตาดั้งเกิดขึ้นบริเวณเดียวกันนี้กลายจะเป็นพื้นที่ก่อสร้างสันเขื่อน (ภาพ :วิศรุต วีระโสภณ / Thai News Pix)

หลายปีที่ผ่านมา กรมชลประทานมีความพยายามผลักดันโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำบ้านหนองตาดั้ง ต.ตะนาวศรี อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี โดยให้เหตุผลว่าอ่างเก็บน้ำแห่งนี้จะสามารถบรรเทาผลกระทบจากภัยแล้งและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมให้กับผู้ที่อาศัยอยู่บริเวณตอนล่างของอ่าง รวมถึงสนับสนุนการท่องเที่ยวที่กำลังเติบโต แม้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเคยมีมติให้กรมชลประทานกลับไปทบทวนผลการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) อีกครั้ง เพราะโครงการนี้ตั้งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชี ซึ่งเป็น 1 ใน 4 ของกลุ่มป่าแก่งกระจาน ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก หากมีการสร้างอ่างเก็บน้ำจะทำให้น้ำท่วมป่ามีผลกระทบต่อความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่ามรดกโลก รวมไปถึงสัตว์ป่าหายากที่พบเจอเป็นจำนวนมากและที่สำคัญคือทำให้ชาวบ้านชาติพันธุ์กระเหรี่ยงปกาเกอะยอในหมู่บ้านพุระกำ จำนวน 86 หลังคาเรือน 325 คน และชาวบ้านหนองตาดั้งบางส่วนจะต้องอพยพย้ายถิ่นฐานและที่ทำมาหากินอีกครั้ง

ชาวบ้านพุระกำส่วนใหญ่ทำอาชีพเกษตรกรรมเพาะปลูกผักหลากหลายชนิดบนพื้นที่จัดสรรของเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่า ที่อนุญาตและแบ่งปันพื้นที่ให้กับชาวบ้านตามโครงการพื้นที่นำร่องคนอยู่ร่วมกับผืนป่าและสัตว์ป่าของรัฐบาล ภายใต้ พ...สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ..2562 แม้จะต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำไร่หมุนเวียนตามวิถีดั้งเดิมของชาวปกาเกอะยอ แต่ก็ทำให้ชาวบ้านสามารถอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ได้ จนหลายครอบครัวทำมาหากินมีรายได้ส่งลูกหลานเรียนจบชั้นปริญญาตรี

พวกเราไม่ต้องการจะย้ายไปที่ไหนอีก เพราะที่นี่คือบ้านของเรา

ปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินซึ่งจะถูกน้ำท่วมทั้งหมดหากมีโครงการอ่างเก็บน้ำเข้ามาทำให้ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย พร้อมยืนยันว่าสามารถอยู่ร่วมกับป่านี้ได้ การสร้างเขื่อนทับผืนป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์นั้นไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไร นอกจากผลเสียทางระบบนิเวศน์ในทุกๆ ด้าน

ภาพถ่ายสมเสร็จ คือหลักฐานหนึ่งที่สามารถยืนยันความอุดมสมบูรณ์ของป่าแห่งนี้ได้ จากการสำรวจภาพที่ได้จากกล้อง Camera Trap ซึ่งเจ้าหน้าที่และชาวบ้านร่วมกันติดตั้ง พบสมเสร็จถึง 3 ตัว เช่นเดียวกับสัตว์ป่าอื่นๆ ที่มีสถานภาพเป็นสัตว์ป่าถูกคุกคามและใกล้ถูกคุกคามที่สำรวจพบเป็นจำนวนมาก

ล่าสุด เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2566 คณะทำงานขับเคลื่อนโครงการ อ่างเก็บน้ำบ้านหนองตาดั้ง(เขื่อนพุระกำ) ได้ลงพื้นที่รับฟังปัญหาของชาวบ้านชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่ได้รับผลกระทบจากโครงการก่อสร้างเขื่อนพุระกำ โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี, ..จังหวัดราชบุรี, ผู้แทนกรมชลประทาน และฝ่ายปกครองเข้าร่วมแต่กลับยังไม่มีความชัดเจน ขณะที่ชาวบ้านพุระกำยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าจะไม่ยอมให้มีโครงการดังกล่าวขึ้น หากต้องแลกกับที่อยู่อาศัย พื้นที่เกษตรกรรมที่ใช้หากินและพื้นที่ป่าต้นน้ำลำภาชีที่มีความอุดมสมบูรณ์

ผู้หญิงและเด็กๆ ปกาเกอะญอ ออกมาเดินเล่นรอบๆ หมู่บ้านพุระกำและทำกิจกรรมต่างๆ ในยามเช้า (ภาพ :วิศรุต วีระโสภณ / Thai News Pix)
ชาวบ้านกำลังเก็บพืชผักจากไร่ของตัวเอง เพื่อจะนำในขายและเก็บไว้สำหรับประกอบอาหารกินเอง ชาวบ้านพุระกำส่วนใหญ่มีอาชีพทำการเกษตรเป็นหลัก และมีผลผลิตเป็นผักท้องถิ่นที่ขายได้ตลอดทั้งปีเนื่องจากพื้นที่มีความอุดมสมบูรณ์ (ภาพ :วิศรุต วีระโสภณ / Thai News Pix)
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พื้นที่นี้โดนรัฐหรือนายทุนรุกล้ำจนระบบนิเวศได้รับความเสียหาย ขณะที่ชาวบ้านโกยเศษดินขึ้นมาให้ดูก้อนกรวดขนาดใหญ่ที่ผสมในดิน ผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ในอดีตทำให้หน้าดินเสื่อมสภาพกลายเป็นดินทรายและก้อนกรวด (ภาพ :วิศรุต วีระโสภณ / Thai News Pix)
ชาวบ้านกำลังติดตั้งป้ายคัดค้านอ่างเก็บน้ำหนองตาตั้งที่จะมาสร้างทับพื้นที่ป่า และหมู่บ้านพุระกำ (ภาพ :วิศรุต วีระโสภณ / Thai News Pix)
หมู่บ้านพุระกำตั้งอยู่ใจกลางหุบเขา วิถีชีวิตชาติพันธุ์ปกาเกอะญอของพวกเขาอยู่ร่วมกับป่าและดูแลรักษาป่ามาเนิ่นนาน (ภาพ :วิศรุต วีระโสภณ / Thai News Pix)
ชาวบ้านกำลังขนกระสอบข่าจากไร่ของตัวเองข้ามลำธารบริเวณใกล้ๆ กับหมู่บ้าน ก่อนจะนำไปคัดแยกขายและใช้ประกอบอาหาร (ภาพ :วิศรุต วีระโสภณ / Thai News Pix)
ชาวบ้านพุระกำคือชาวปกาเกอะญอที่อพยพมาจากบ้านใจแผ่นดิน พวกเขาคือญาติพี่น้องกับชาวกะเหรี่ยงบางกลอย อช.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี (ภาพ :วิศรุต วีระโสภณ / Thai News Pix)
บ้านเรือนของชาวบ้านในหมู่บ้านพุระกำ สร้างจากไม้ มีผนังไม้ไผ่หลังคามุมด้วยใบไม้และสังกะสี (ภาพ :วิศรุต วีระโสภณ / Thai News Pix)
เด็กๆในหมู่บ้านออกมาวิ่งเล่นและทำกิจกรรมต่างๆ บริเวณสนามเด็กเล่นใกล้กับหมู่บ้าน (ภาพ :วิศรุต วีระโสภณ / Thai News Pix)
เจ้าหน้าที่รัฐจากหน่วยงานต่างๆ ที่มาพูดคุยและเจรจากับชาวบ้านพุระกำ เดินผ่านป้ายคัดค้านโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำบ้านหนองตาดั้งที่ชาวบ้านออกมายืนถือเพื่อสื่อสารไปถึงหน่วยงานเจ้าของโครงการและรัฐบาลเพื่อแสดงออกว่าไม่เห็นด้วยกับการสร้างเขื่อน (ภาพ :วิศรุต วีระโสภณ / Thai News Pix)
ชาวบ้านพุระกำแสดงจุดยืนว่าไม่ต้องการให้มีการสร้างอ่างเก็บน้ำหนองตาตั้ง ซึ่งจะมีผลกระทบต่อ คน สัตว์ และป่ารวมถึงระบบนิเวศน์ทั้งหมดในพื้นที่บริเวณนี้ต้องจมลงใต้ก้นอ่างหากโครงการนี้สำเร็จ (ภาพ :วิศรุต วีระโสภณ / Thai News Pix)
ปวิตรา สวัสดิ์รักษ์ หนึ่งในแกนนำชาวบ้านที่ออกมาเรียกร้องให้ยุติการสร้างอ่างเก็บน้ำหนองตาตั้ง กล่าวว่า ชาวบ้านไม่ต้องการให้มีโครงการนี้เพราะมีผลกระทบกับพื้นที่การเกษตร บนพื้นที่จัดสรรที่ทางเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชีได้มีนโยบายตามกฏหมาย แบ่งปันพื้นที่ให้กับชาวบ้านในละแวกนี้ทำการเพาะปลูก ซึ่งส่วนใหญ่ชาวบ้านที่นี้มีอาชีพเป็นเกษตรกรปลูกพืชผักชนิดต่างๆ ขาย เพราะรายได้จากอาชีพเกษตรกรของปวิตรา ทำให้เธอมีทุนจนสามารถส่งลูกสาว 2 คนเรียนจบชั้นปริญาตรีได้ (ภาพ :วิศรุต วีระโสภณ / Thai News Pix)
พ่อลูกอ่อนชาวบ้านพุระกำให้ข้อมูลว่า ถ้าโครงการอ่างเก็บแห่งนี้ขึ้นจริงๆ พวกเขาคงต้องอพยพกันอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้จะเป็นครั้งที่ 3 ของชาวบ้านพุระกำที่ต้องอพยพย้ายที่อาศัยและที่ดินทำกิน พวกเขากังวลว่าจะไม่มีที่อยู่อาศัยที่สามารถประกอบอาชีพได้ และไม่มั่นใจว่าพื้นที่นั้นเหมาะสำหรับให้เด็กๆ ได้อยู่อาศัยและเติบโตด้วยหรือไม่ (ภาพ :วิศรุต วีระโสภณ / Thai News Pix)
เปเล่ กัวพู้(คนยืนกลาง) หนึ่งในแกนนำชาวบ้านอธิบายถึงผลกระทบต่างๆ ที่จะตามมาหากมีการสร้างอ่างเก็บน้ำให้เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานภาครัฐฟัง พร้อมยืนยันว่าจะไม่ย้ายออกจากพื้นที่นี้ “เพราะพื้นที่แห่งนี้ คือบ้านของพวกเขา” (ภาพ :วิศรุต วีระโสภณ / Thai News Pix)
ไม่ไกลจากหมู่บ้านพุระกำ เคยมีการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำไว้แห่งหนึ่ง แต่กลับนำมาใช้ประโยชน์ไม่ได้อย่างเต็มที่ โดยช่วงฤดูร้อนพื้นที่อ่างเก็บน้ำก็กลายเป็นพื้นที่แห้งแล้งไม่มีน้ำ ขณะที่ในฤดูฝนถึงแม้ว่าฝนจะตกลงมาตลอด แต่อ่างเก็บน้ำแห่งนี้กลับมีปริมาณน้ำน้อยมาก จนชาวบ้านบริเวณโดยรอบมีน้ำไม่พอใช้ ทั้งที่จริงๆ แล้วก่อนก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแห่งนี้พวกเขามีน้ำใช้ตลอดทั้งปี แต่หลังจากสร้างเสร็จพวกเขาต้องเสียค่าน้ำและต้องรอซื้อน้ำจากรถขนส่งน้ำที่จะเข้ามาในหมู่บ้านสัปดาห์ละ1ครั้ง ราคาครั้งละ 200 บาท ต่อหนึ่งครัวเรือน ซึ่งถือว่าเป็นเงินจำนวนไม่น้อยสำหรับชาวบ้านที่ต้องจ่ายทุกสัปดาห์ (ภาพ :วิศรุต วีระโสภณ / Thai News Pix)