2 กมธ.ขยับเร่งแก้ “บางกลอย-นโยบายคาร์บอนเครดิตแย่งยึดที่ดินชุมชน”

พีมูฟ-บางกลอยคืนถิ่นยื่น “กมธ.ศาลฯ-กมธ.ที่ดินฯ” เร่งแก้ปัญหา “บางกลอย-นโยบายคาร์บอนเครดิตแย่งยึดที่ดินชุมชน” 

2 กมธ.รับ-ขยับนำเข้าที่ประชุมสัปดาห์หน้า ทั้งกรณีคดีความ-การดำเนินการตามมติคณะกรรมการอิสระ “บางกลอย” และ กรณีนโยบายคาร์บอนเครดิต

(ภาพ : P-move)

ยื่น กมธ.ศาล เร่งแก้ “คดีความ 29 ชาวบางกลอย”

วันนี้ (11 ต.ค. 2566) เวลาประมาณ 13:10 น. กลุ่มบางกลอยคืนถิ่น ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) กิจการศาล องค์กรอิสระองค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน ที่รัฐสภา โดยมี เบญจา แสงจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะรองประธาน กมธ.ศาลฯ และพนิดา มงคลสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล ในฐานะโฆษก กมธ.ศาลฯ เป็นตัวแทนรับหนังสือ เพื่อเร่งรัดแก้ไขปัญหาคดีความของชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี

หลังจากรับหนังสือ พนิดา มงคลสวัสดิ์ ฐานะโฆษก กมธ.ศาลฯ กล่าวว่า จะนำเรื่องนี้เสนอต่อประธานคณะกรรมาธิการเพื่อบรรจุเข้าสู่วาระพิจารณาในการประชุมครั้งต่อไป

“จะใช้อำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ กลไกรัฐสภาในการแก้ไขปัญหา และนำความเป็นธรรมมาสู่พี่น้องประชาชนบางกลอยให้ได้อย่างเต็มที่ เต็มความสามารถ” พนิดา กล่าว

อัครินทร์ ต้นน้ำเพชร ตัวแทนกลุ่มบางกลอยคืนถิ่น กล่าวว่า หลังจากชาวบางกลอยถูกอพยพจากบางกลอยบน-ใจแผ่นดิน มาสู่บางกลอยล่าง ก็ได้รับผลกระทบจากการไม่มีที่ดินทำกิน ทั้ง ๆ ที่ก่อนจะอพยพลงมา เจ้าหน้าที่อุทยานก็รับปากว่าจะจัดสรรที่ดินให้แต่ก็ไม่เป็นไปตามนั้น รวมกับในช่วงที่โควิดระบาด ไม่สามารถมาทำงานในเมืองได้ จึงมีชาวบ้านบางส่วนตัดสินใจกลับไปยังพื้นที่บางกลอยบน-ใจแผ่นดิน และถูกเจ้าหน้าที่อุทยานแก่งกระจานจับกุมดำเนินคดีซึ่งปัจจุบันคดีดังกล่าวอยู่ในชั้นอัยการ ที่มาในวันนี้จึงอยากจะมาเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐยุติการดำเนินคดีกับพี่น้องบางกลอย

“คดีความที่เกิดขึ้นกับพี่น้องบางกลอย ถือเป็นอีกหนึ่งกรณีของการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงจากภาครัฐ 

พี่น้องบางกลอยถูกกว้านจับลงมาทั้งหมด 85 คน ในจำนวนนี้มีหมายศาล 29 คน ชาวบ้านถูกสอบสวน และถูกจับเข้ากุมขังทันทีในคืนนั้นโดยเจ้าหน้าที่อุทยานฯ การสอบสวนก็ทำไปโดยไม่มีล่าม ทั้ง ๆ ที่พี่น้องชาวบางกลอยบางส่วนพูดภาษาไทยไม่ได้ รวมถึงไม่มีทนายความของชาวบ้าน และมีการบังคับตรวจ DNA ด้วย ชาวบ้านถูกแจ้งข้อหาว่ากระทำผิดตาม พ.ร.บ. 3 ฉบับ ถูกดำเนินคดีถึง 10 ข้อหา และมี 2 คนเป็นเยาวชน

จากการที่พวกเราไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการดำเนินคดีดังกล่าว พวกเราจึงเห็นว่าการดำเนินการของพนักงานสอบสวนไม่ก่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่พวกเรา หากยึดตามข้อกฎหมาย และระเบียบของสำนักงานอัยการ พนักงานอัยการมีอำนาจมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องในคดีนี้ได้ ซึ่งจะเป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย หลักการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง ประกอบกับสิทธิในกระบวนการยุติธรรมที่ผู้ต้องหา หรือจำเลยมีสิทธิได้รับการสอบสวนหรือการพิจารณาคดีที่ถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรม มีโอกาสในการต่อสู้คดีอย่างเพียงพอ และมีสิทธิที่จะให้คดีของตนได้รับการพิจารณาอย่างถูกต้อง และเป็นธรรม” พชร คำชำนาญ ภาคีSaveบางกลอย กล่าว

(ภาพ : P-move)

2 ข้อเรียกร้อง เสนออัยการสูงสุดไม่สั่งฟ้อง-ผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรม

“สืบเนื่องจากกรณีปัญหาของชุมชนกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย ที่ได้รับผลกระทบจากประกาศอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และได้ถูกอพยพโยกย้ายชุมชนจากบ้านบางกลอยบน – ใจแผ่นดิน ตั้งแต่ปี 2539 จนถึงยุทธการตะนาวศรี ในช่วงปี 2553 – 2554 ซึ่งเป็นต้นเหตุของการขาดที่ดินทำกิน การสูญเสียวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ และชนเผ่าพื้นเมือง ไม่สามารถทำกินในรูปแบบไร่หมุนเวียนได้ กระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของชุมชน จนทำให้ชาวบ้านบางกลอยในนาม บางกลอยคืนถิ่น ต้องตัดสินใจต่อสู้ด้วยการกลับขึ้นไปทำกินที่บ้านบางกลอยบนอีกครั้งเมื่อต้นปี 2564 จนถูกอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานจับกุมดำเนินคดีจนถึงปัจจุบัน

ในทางคดีความนั้นพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรแก่งกระจาน ได้แจ้งข้อกล่าวหา หน่อแอะ มีมิ กับพวก ว่ากระทำความผิดตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2564 โดยพนักงานสอบสวนได้รวบรวมสำนวนส่งฟ้องให้พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี 

แต่ต่อมาพนักงานอัยการได้ส่งสำนวนกลับไปให้พนักงานสอบสวน เพื่อให้แจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ซึ่งพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2564 และได้นำส่งสำนวนต่อพนักงานอัยการในวันที่ 27 พฤษภาคม 2564

ภายหลังชาวบางกลอยได้ยื่นคำร้องขอความเป็นธรรมจากอัยการสูงสุดให้ชะลอคดี หรือมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องระหว่างกระบวนการแก้ไขปัญหาในกลไกคณะกรรมการอิสระ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง และแก้ไขปัญหาชุมชนกะเหรี่ยงบางกลอย แต่อัยการสูงสุดได้ยกคำร้องในภายหลัง

เราจึงมีข้อเรียกร้องมายังคณะกรรมาธิการศาลฯ ดังนี้ 

1. ให้คณะกรรมาธิการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน ได้เร่งรัดพิจารณาจัดทำความเห็นเพิ่มเติมไปยังอัยการสูงสุด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอยที่ถูกดำเนินคดีทั้ง 29 คน เพื่อให้มีความเห็นสั่งไม่ฟ้องคดีที่สร้างผลกระทบต่อประชาชน และไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน ทั้งนี้เพื่อขจัดภาระทางคดีของประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากกฎหมาย และนโยบายด้านป่าไม้-ที่ดิน และเปิดทางสู่การแก้ไขปัญหาด้านที่ดินทำกินของชาวบางกลอยต่อไป

2. ให้คณะกรรมาธิการศาลฯ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันกฎหมายว่าด้วยการนิรโทษกรรมแก่ราษฎร ซึ่งได้รับความเสียหายหรือได้รับผลกระทบจากการดำเนินการตามนโยบายของรัฐ ให้มีผลบังคับใช้โดยเร็วที่สุด” หนังสือข้อเรียกร้องระบุ

(ภาพ : P-move)

ยื่นกมธ. ที่ดิน ร้องเร่งดำเนินการตามมติคณะกรรมการฯ ให้ชาวบ้านกลับใจแผ่นดินได้

ต่อมากลุ่มบางกลอยคืนถิ่น ได้ยื่นหนังสือต่อ อภิชาติ ศิริสุนทร เลขาธิการพรรคก้าวไกล ในฐานะประธานกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรียกร้องให้เร่งรัดดำเนินการตามมติคณะกรรมการอิสระเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง และแก้ไขปัญหาชุมชนกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย เพื่อให้กลุ่มบางกลอยคืนถิ่นสามารถกลับขึ้นไปทำกินในรูปแบบไร่หมุนเวียนที่บ้านบางกลอยบน อันเป็นพื้นที่ดั้งเดิมได้

“เรื่องบางกลอยเป็นเรื่องสืบเนื่องจากการดำเนินงานของ กมธ. ที่ดินฯ ในสมัยรัฐบาลที่แล้ว ซึ่ง กมธ. มีความเห็นว่าต้องลดผลกระทบทางคดี ใช้อำนาจทางนโยบายไปช่วยชะลอคดีความได้ และเห็นว่าชาวบางกลอยเดือดร้อนจากพื้นที่ทำกินที่ไม่สามารถทำกินได้ เห็นถึงความเดือดร้อนของชาวบางกลอย ในสมัย กมธ. นี้จึงจะตั้งคณะทำงานขึ้นมาติดตามเรื่องการแก้ไขปัญหาของบางกลอยอย่างเร่งด่วน ซึ่งจะเสนอในการประชุมวันพุธหน้า (18 ต.ค. 2566)” อภิชาติ กล่าวหลังรับหนังสือ

สืบเนื่องจากกรณีที่กลุ่มบางกลอยคืนถิ่น ได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายภาคประชาชนขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาในระดับพื้นที่ รวมถึงปัญหาเชิงนโยบายและโครงสร้าง จนเกิดเป็นการแต่งตั้ง คณะกรรมการอิสระเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและแก้ไขปัญหาชุมชนกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย ที่ลงนามแต่งตั้งโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2565 ปัจจุบันได้มีการประชุมไปแล้ว 3 ครั้ง เห็นชอบให้ชุมชนกะเหรี่ยงบางกลอย-ใจแผ่นดิน เป็นชุมชนดั้งเดิม ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 และมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 3 สิงหาคม 2553 ว่าด้วยแนวนโยบายและหลักปฏิบัติในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง จนเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2566 พล.อ.ประยุทธ์ ได้ลงนามเห็นชอบแนวทางการแก้ไขปัญหาตามข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระฯ ชุดดังกล่าว ที่มอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่งตั้งคณะทำงานร่วม 3 ฝ่าย ประกอบด้วย

1. ผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์ชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย ที่ประสงค์จะกลับไปดำรงวิถีชีวิตด้วยระบบเกษตรแบบไร่หมุนเวียน 2. กรรมการอิสระ และ 3. ผู้แทนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นข้อเสนอที่เป็นแนวทางที่ดีที่สามารถรับรองข้อเรียกร้อง ในการกลับขึ้นไปทำกินในรูปแบบไร่หมุนเวียนที่บ้านบางกลอยบนได้

จากการที่เจ้าหน้าที่พยายามบ่ายเบี่ยงให้การแก้ไขปัญหาบ้านบางกลอย จำกัดอยู่เพียงบ้านโป่งลึก-บางกลอย กล่าวอ้างว่าไม่จำเป็นต้องผลักดันแนวทางพื้นที่คุ้มครองทางวัฒนธรรมของชาวกะเหรี่ยง ตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 3 สิงหาคม 2553 ตลอดจนการไม่ยอมรับแนวทางการผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองและฟื้นฟูวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองด้วย 

ถือเป็นการละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่แก้ไขปัญหาประชาชนตามที่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี ทำให้ชาวบ้านบางกลอยกำลังได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักจากการดำเนินงานของหน่วยงาน ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 

เป็นต้นว่าการขาดความมั่นคงทางอาหารเนื่องจากความล่าช้าในการปฏิบัติตามมติคณะกรรมการอิสระฯ และขณะนี้ชุมชนกำลังได้รับผลกระทบจากด่านแม่มะเร็วที่กีดขวางเส้นทางสัญจรของชาวบ้าน ทำให้ไม่สามารถเดินทางเข้า-ออกในสถานการณ์เร่งด่วนได้

รวมถึงการดำเนินการสำรวจพื้นที่การใช้ประโยชน์จากฐานทรัพยากรในพื้นที่ป่า ที่สามารถเกิดใหม่ทดแทนได้ตามมาตรา 65 ของพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ก็ไม่มีความชัดเจน และยังปรากฏว่ามีการบีบบังคับให้ชาวบ้านต้องทำหนังสือขออนุญาตเข้าพื้นที่ป่าจากผู้ใหญ่บ้าน และหน่วยงานอุทยานแห่งชาติในพื้นที่ กระทบต่อวิถีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรตามปรกติธุระ และยังปรากฏว่ามีผลกระทบไปถึงการนำเข้าวัสดุถาวรเข้าไปในพื้นที่บ้านเพื่อสร้าง หรือซ่อมแซมบ้าน ที่ต้องมีการขออนุญาต และตรวจสอบอย่างเคร่งครัดจากอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

รวมถึงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาที่กลุ่มบางกลอยคืนถิ่น ได้ร่วมการเคลื่อนไหวกับขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือ พีมูฟ ได้มีสื่อมวลชนลงพื้นที่บ้านบางกลอยเพื่อสัมภาษณ์ชาวบ้านถึงปัญหาความเดือดร้อน แต่ปรากฏว่าหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานได้ให้เจ้าหน้าที่ติดตามเก็บภาพสื่อมวลชน และชาวบ้านในระหว่างการพูดคุย รวมถึงไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนพักค้างแรมที่ชุมชน แต่กลับให้ไปพักที่หน่วยของอุทยานแห่งชาติ แสดงถึงความลุแก่อำนาจของหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และเจ้าหน้าที่ในระดับพื้นที่จนกระทบต่อสิทธิ เสรีภาพ ของประชาชนกลุ่มชาติพันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ

พวกเราจึงมีข้อเรียกร้องแก่ กมธ.การที่ดินฯ ดังนี้ 

1. ให้ประสานงานกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้เร่งปฏิบัติตามข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและแก้ไขปัญหาชุมชนกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย หมู่ที่ 1 ตำบลห้วยแม่เพรียง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี โดยเร่งด่วน และให้ชี้แจงความคืบหน้าการดำเนินการต่อกลุ่มบางกลอยคืนถิ่นเป็นลายลักษณ์อักษร

2. ให้ประสานงานกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเข้าชี้แจงว่าการส่งเจ้าหน้าที่เข้าติดตามถ่ายภาพสื่อมวลชน และชาวบ้าน รวมถึงไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนพักค้างแรมในบ้านของชาวบ้านกลอยนั้น อาศัยอำนาจตามกฎหมายใด และตรวจสอบว่าการใช้อำนาจนั้นชอบธรรมหรือไม่ รวมถึงสร้างหลักประกันร่วมกันว่า เหตุการณ์การจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนในระดับพื้นที่จะไม่เกิดขึ้นอีก

3. ให้ประสานงานให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ชี้แจงผลการดำเนินการสำรวจตามมาตรา 65 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 ทั้งเรื่องแนวเขต ทรัพยากรที่อาจเก็บหาได้ รวมถึงรูปแบบการอนุญาตเก็บหาของป่า 

ซึ่งเรายืนยันว่าต้องไม่กระทบต่อวิถีการทำกินตามปรกติธุระของประชาชน โดยให้กรมอุทยานฯ ทำหนังสือชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรมาให้กลุ่มบางกลอยคืนถิ่น พร้อมทั้งเข้าไปชี้แจงกับกลุ่มบางกลอยคืนถิ่นชาวบ้านบางกลอยให้รับทราบโดยทั่วกัน

4. ให้กรรมาธิการฯ ลงพื้นที่ชุมชนบ้านบางกลอย หมู่ที่ 1 ตำบลห้วยแม่เพรียง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี เพื่อรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานตามข้อ 1-3 ร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงภาคประชาชน

(ภาพ : P-move)

พีมูฟยื่นกมธ. ที่ดิน กรณี “คาร์บอนเครดิต”

นอกจากนั้นตัวแทนกลุ่มพีมูฟ นำโดย ณัฐธยาน์ แท่นมาก ได้ยื่นหนังสืออีกฉบับ กมธ. ที่ดินฯ ตรวจสอบการดำเนินนโยบายคาร์บอนเครดิตกับการแย่งยึดที่ดินชุมชน โดยเรียกร้องให้ตรวจสอบข้อมูลทางนโยบายเกี่ยวกับการค้าคาร์บอนเครดิต และโครงการปลูกป่าที่ถูกสอดแทรกอยู่ในนโยบายด้านที่ดิน-ป่าไม้ ของรัฐบาล 

ตรวจสอบการดำเนินการของหน่วยงานรัฐร่วมกับกลุ่มทุนเอกชน ว่ามีการแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรมกับชุมชนหรือไม่ มีพื้นที่เป้าหมายในการดำเนินการอย่างไร กระทบกับสิทธิในการจัดการที่ดินและทรัพยากรของชุมชนหรือไม่ โดยเฉพาะกระบวนการเจรจาที่ทำให้ชาวบ้านยินยอมเข้าร่วมโครงการนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และให้ตรวจสอบแผนการดำเนินงานของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ว่าจะดำเนินการในพื้นที่ที่ตรวจยึด และดำเนินคดีความอย่างไม่เป็นธรรมกับชาวบ้านหรือไม่

ประธาน กมธ. ที่ดินฯ ชี้แจงว่าสมาชิก กมธ. หลายท่านได้หยิบยกกรณีนี้ขึ้นมาพูดคุย เอาไปเอามาเป็นการไปเบียดขับชาวบ้านออกจากพื้นที่ เป็นนโยบายที่อาจไม่ถูกต้อง แทนที่จะมาลดปัญหาที่ต้นตอจริง ๆ การปลูกป่าต้องไม่ใช่การปลูกป่าที่ไม่ไปตอบโจทย์ นำไปสู่การฟอกเขียวให้นายทุน โดยประเด็นนี้ต้องตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษาเช่นกันในเรื่องความคุ้มได้ คุ้มเสีย นโยบายถูกต้องหรือไม่ โดยมอบให้เลขานุการ กมธ. ที่ดิน เลาฟั้ง บัณฑิดเทอดสกุล เป็นผู้จัดทำประเด็น และดำเนินการตั้งคณะทำงานดังกล่าว