แก้น้ำท่วมอุบล “ติดกระดุมเม็ดแรกใหม่ ไม่ใช่ดันทุรังด้วยเมกะโปรเจกต์ผันน้ำ”

แก้น้ำท่วมอุบลทางสองแพร่งระหว่างปลดกระดุมแล้วใส่ใหม่ กับตัดคอ ยัดลงเสื้อที่กลัดกระดุมผิด

บทวิพากษ์-ข้อเสนอ ว่าด้วยทิศการจัดการแก้ปัญหาน้ำท่วมเมืองอุบลราชธานีของรัฐบาลเศรษฐา ทวีสินหลังการลงพื้นที่น้ำท่วมอุบลฯ ล่าสุด โดยกฤษกร ศิลารักษ์กรรมการเสียงข้างน้อย คณะทำงานบริหารจัดการน้ำเขื่อนปากมูล และตัวแทนสมัชชาคนจน กรณีเขื่อนปากมูล เผยแพร่ 8 ตุลาคม 2566

(ภาพ : ไทยรัฐ)

วงจรการแก้ปัญหาที่ไร้หวัง ที่เป็นอยู่

ดูเหมือนจะเป็นประเพณีที่ต้องทำของทุกปีว่าในช่วงเดือนกันยายนเดือนตุลาคมน้ำจะต้องท่วมอุบลทุกปีและพอน้ำท่วมปั๊บรัฐมนตรีนายกรัฐมนตรีก็จะเดินทางมาตรวจติดตามสถานการณ์น้ำท่วมพร้อมกับแจกมาม่าปลากระป๋อง

ขณะที่หน่วยงานราชการก็จะฉวยโอกาสเสนอไอเดีย แนวคิดแก้ไขปัญหา โน่นนี่นั่น และตามมาด้วยงบการศึกษา พอศึกษาเสร็จ ออกแบบเสร็จ ประชาชนรุมด่า ก็ทิ้งไป แล้วเสนอไอเดียใหม่ ตามมาด้วยงบการศึกษาใหม่ ศึกษาเสร็จ กินงบศึกษาเสร็จ โดนชาวบ้านด่า คิดไอเดียศึกษาใหม่ น้ำท่วมครั้งใหม่ รัฐบาลใหม่ ลงพื้นที่ใหม่ ในพื้นที่เดิมซ้ำ ๆ เป็นอยู่แบบนี้มานับ 10 ปีกลายเป็นประเพณีที่ชาวบ้านตกเป็นผู้รับกรรมแบกรับความเสียหายความทุกข์ยากเรื่อยมา

น้ำท่วมใหญ่เมืองอุบลฯ 2565 (ภาพ : คมชัดลึก)

รัฐบาลเศรษฐา กับการมาของข้อเสนอระเบิดแก่ง แก้น้ำท่วม

เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2566 นายกรัฐมนตรี (นายเศรษฐา ทวีสิน) พร้อมด้วยรัฐมนตรี และ หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วม 3 จุด ได้แก่ ที่สำนักงานชลประทานที่ 7 และที่ M7 และที่แก่งสะพือ ในทุกจุด (ทั้ง 3 จุด) ที่นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ ก็จะมีผู้ให้ข้อมูลกลุ่มเดิมหน้าเดิม การลงพื้นที่ 3 จุดก็เป็นเพียงเปลี่ยนสถานที่ให้ข้อมูลมูลเท่านั้น ส่วนคนให้ข้อมูลและข้อมูลก็เป็นข้อมูลชุดเดิม ซ้ำเดิม เดียวกัน

น้ำท่วมอุบลในขณะนี้นั้น ประชาชนทั่วไปล้วนมองว่าเกิดจากการบริหารจัดการน้ำที่ผิดพลาดของหน่วยงานภาครัฐ เพราะเกิดน้ำท่วม ทั้ง ๆ ที่ไม่มีพายุเข้ามาในแถบนี้หรือพื้นที่ใด พื้นที่หนึ่งของประเทศไทยด้วยซ้ำ น้ำท่วมอุบลปีนี้ หน่วยงานภาครัฐจึงอ้ำอึ้งโยนความผิดไปให้ธรรมชาติไม่ได้ แต่เมื่อนายกรัฐมนตรีเดินทางถึงพื้นที่ สนทช. และชลประทานซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบการบริหารจัดการน้ำทั้งหมดจึงต้องมีคำตอบถึงแผนการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและมาตรการแก้ไขปัญหาในระยะยาว

ก่อนหน้านี้ ตั้งแต่รัฐบาลชุดที่ผ่านมา รมว.กษ.นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ก็เคยมาที่สะพานพิบูล ฯ แล้วชี้เปรี้ยงว่าต้องระเบิดแก่งสะพือหลังจากนั้นก็โดนชาวบ้านด่าทั่วบ้านทั่วเมืองแล้วเรื่องการระเบิดแก่งสะพือก็เงียบไป

20 กันยายน 2566 มท.4 เกรียง กัลป์ตินันท์ ลงพื้นที่อุบล และออกมาให้สัมภาษณ์เรื่องการระเบิดเขื่อน โดยเลี่ยงใช้คำว่า ระเบิดแก่งสะพือ แต่ประชาชนเข้าใจว่า สิ่งที่ มท.4 พูดถึงก็คือการระเบิดแก่งสะพือ จากนั้น ในวันที่ 6 ตุลาคม 2566 แก่งสะพือจึงเป็นจุดลงพื้นที่แห่งหนึ่งในกำหนดการของนายกรัฐมนตรีในการลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี

และพอประชาชนทราบว่านายกรัฐมนตรีจะมาดูแก่งสะพือผู้คนต่างก็พากันกังวลว่านายกรัฐมนตรีจะมาดูแก่งสะพือเพื่อทำการระเบิดทิ้งดังที่รัฐมนตรีหลายคนเคยออกมาพูดไว้ก่อนหน้านี้จึงทำให้ประชาชนชาวอำเภอพิบูลมังสาหารและบุคคลทั่วไปต่างแสดงความไม่เห็นด้วยกันอย่างแพร่หลาย

(ภาพ : ไทยรัฐ)

เมกะโปรเจกต์ผันน้ำ แก้น้ำท่วมการผลักดันจากกรมชลฯ

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2566 ที่ชลประทานได้นำเสนอแผนแนวทางในการแก้ปัญหาน้ำท่วม ทั้งในระยะเฉพาะหน้าและระยะยาว ชลประทานไม่ได้กล่าวถึงการระเบิดแก่งสะพือหรือ การทำอุโมงค์ลอดแก่งสะพือ เลย แต่กลับปัดฝุ่นโครงการคลองผันน้ำยักษ์ยาว 97 กิโลเมตร ใช้งบประมาณ 45,000 บาท และบายพาสน้ำจากยโสธร ยาว 180 กิโลเมตรงบประมาณไม่เปิดเผย

โดยโครงการทั้ง 2 โครงการทำได้แค่ชักน้ำอ้อมแก่งสะพือเท่านั้น โดยน้ำที่ถูกชักอ้อมแก่งสะพือ จะไปลงในแม่น้ำมูนหน้าแก่งคันไร่ ก่อนถึงเขื่อนปากมูน อยู่ห่างจากแม่น้ำโขงถึงกว่า 33 กิโลเมตร และที่สำคัญ จากปลายทางที่น้ำออก จะมีแก่งขนาดใหญ่ 4 แห่ง ทอดขวางแม่น้ำมูน ก่อนถึงเขื่อนปากมูล ได้แก่ แก่งคันไร่ แก่งตาดไฮ แก่งคันเปือย และ แก่งคันหัวงัว จากนั้น ยังมีตัวเขื่อนปากมูล ซึ่งเป็นคอขวดบล็อกทางน้ำให้แคบลงและยังมีแก่งตะนะอีกแห่ง

รวมแล้ว จะมีเขื่อนขวางทางน้ำอยู่ 6 เขื่อน เป็นเขื่อนธรรมชาติ 5 แห่ง และเขื่อนปากมูล 1 แห่ง ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงแล้ว โครงการผันน้ำอ้อมแก่งสะพือทั้ง 2 โครงการ จึงไม่น่าจะแก้ปัญหาน้ำท่วมอุบลราชธานี ได้จริง

(ภาพ : ไทยรัฐ)

ติดกระดุมเม็ดแรกผิด? คำถามที่ต้องถูกถาม

เหมือนกับว่า เรากำลังหลงทาง คิดเตลิด เปิดเปิง เฟอะฟะ มั่วไปเรื่อย เหมือนกับการใส่เสื้อที่ติดกระดุมเม็ดแรกผิด เรากลับไม่ยอมทบทวน กลับมาปลดกระดุมเม็ดแรกใหม่ กลับไปคิด แก้เสื้อ เปลี่ยนทรงเสื้อ และตอนนี้ เรากำลังเตลิด จะทำศัลยกรรมร่างกายด้วยการตัดลำคอระเบิดแก่งสะพือเพียงเพื่อให้ใส่เสื้อได้ ทั้ง ๆ ที่คนคิดเรื่องการตัดคอก็ไม่การันตีว่า เมื่อตัดคอ” (ระเบิดแก่งสะพือ) แล้ว จะยัดเข้าไปในเสื้อได้ไหม ด้วยซ้ำ

การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอุบลราชธานี ในขณะนี้ จึงเป็นทางสองแพร่งที่จะเลือก ระหว่างการปลดกระดุมเม็ดแรก เพื่อติดใหม่ กับ การตัดคอเพื่อยัดใส่เสื้อที่ติดกระดุมผิดเม็ด

เขื่อนปากมูล กระดุมเม็ดแรกที่ติดผิด

น้ำท่วมอุบล ฯ ในปีนี้ เป็นเหตุการณ์น้ำท่วม ที่ประชาชนทั่วไป ทำใจรับไม่ได้ เพราะเกิดน้ำท่วม ทั้ง ๆ ที่ไม่มีพายุเข้ามาแม้แต่ลูกเดียว ทุกคนจึงเห็นว่าเกิดจากความล้มเหลวในการบริหารจัดการน้ำที่ผิดพลาด และ ความผิดพลาดนี้ หน่วยงานภาครัฐ ก็พยายามโยนบาปให้แก่งสะพือ

จากนั้นจึงมีแนวคิดในการทำทุกวิถีทางเพื่อจะเอาน้ำผ่านแก่งสะพือ ทั้งการทำบายพาสน้ำอ้อมแก่งสะพือ รวมถึงการระเบิดทิ้งแก่งสะพือโดยผมซึ่งเป็นคณะทำงานทำงานบริหารจัดการน้ำเขื่อนปากมูลเห็นว่าแนวคิดนี้ไม่ถูกต้อง

ในที่นี้จึงขอเสนอตัวเลขคณิตศาสตร์เขื่อนปากมูลดังนี้

1. ค่าก่อสร้างเขื่อนปากมูล จำนวน 6,000 ล้านบาท

2. รายได้จากการผลิตกระแสไฟฟ้า เฉลี่ยปีละ 99 ล้านบาท (99 ล้านบาท X 29 ปี) เป็นรายได้ประมาณ 2,871 ล้านบาท ( อ้างอิงข้อมูลจากรายงานคณะอนุกรรมการรวบรวมงานวิจัย : สำนักนายกรัฐมนตรี : ปี 2554 )

3. รายได้ที่หายไปจากการประกอบอาชีพประมง เฉลี่ยปีละ 140 ล้านบาท (140 ล้านบาท X 29 ปี) เป็นรายได้ที่หายไป ประมาณ 4,060 ล้านบาท ( อ้างอิงข้อมูลจากรายงานคณะอนุกรรมการรวบรวมงานวิจัย : สำนักนายกรัฐมนตรี : ปี 2554 )

4. รายได้ที่หายไปจากการท่องเที่ยวแก่งสะพือ (ตัวเลขจากการทดลองเปิดเขื่อนส่งเสริมการท่องเที่ยวแก่งสะพือ 9 วัน) เฉลี่ยปีละ 114 ล้านบาท (114 ล้านบาท X 29 ปี) เป็นรายได้ที่หายไป ประมาณ 3,306 ล้านบาท (อ้างอิงข้อมูลจากเทศบาลพิบูลมังสาหาร : ปี 2566)

รายได้ที่หายไป (4,060 + 3,306) = 7,366 ล้านบาทรายได้จากการผลิตกระแสไฟฟ้า 2,871 ล้านบาท ขาดทุน 4,495 ล้านบาท

ตัวเลขนี้ จึงสะท้อนข้อเท็จจริงว่า นับแต่เปิดใช้งานเขื่อนปากมูล เมื่อปี 2537 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ตัวเลขทางเศรษฐกิจ ที่หายไปมากถึง 7,366 ล้านบาท   ตัวเลขที่น่าสนใจ พิเศษคือ รายได้จากการท่องเที่ยวแก่งสะพือ ที่มีการทดลองเปิดเขื่อนปากมูล เพียง 9 วันเท่านั้น หากมีการเปิดเขื่อนปากมูล ตลอด 30 วัน ในเดือนเมษายน มูลค่าทางเศรษฐกิจอาจสูงมากกว่านี้ และ นั่นหมายถึงว่า รายได้ที่หายไปจากการสร้างเขื่อนปากมูล อาจสูงถึง 10,000 ล้านบาท

(ภาพ : ไทยรัฐ)

ทางสองแพร่ง-ทางเสี่ยง-ทางออก

กระดุมเม็ดแรก ที่กลัดผิดคือ เขื่อนปากมูล ที่ทำให้มูลค่าตัวเลขทางเศรษฐกิจหายไปมากถึง 7,366 ล้านบาท นี่ยังไม่นับรวมทั้งปัญหาผลกระทบต่อระบบนิเวศน์แม่น้ำมูน และ ยังไม่นับรวมถึง มูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจากน้ำท่วมอุบลราชธานี ซ้ำซากทุกปี ซึ่งจะเป็นตัวเลขที่สูงมาก นอกจากนี้ สิ่งที่สำคัญอีกอย่างคือความเชื่อมั่นในการลงทุนในจังหวัดอุบลราชธานีที่แทบหยุดนิ่งและหลายกิจการต้องเลือกปิดตัวลงเพราะความไม่มั่นใจในการบริหารจัดการน้ำที่ผิดพลาดทำให้เกิดน้ำท่วมซ้ำซากแทบทุกปี

การติดกระดุมเม็ดแรกที่ผิดแล้ว หน่วยงานภาครัฐ ยังพยายามผลักดันการลงทุนใหม่ ที่แย้งกับสายตาของสังคม เช่น โครงการคลองผันน้ำยักษ์ 45,000 ล้านบาท หรือ บายพาสน้ำ ความยาว 180 กิโลเมตร ที่ยังไม่มีการเปิดเผยงบประมาณออกมา แต่แม้ว่าจะมีการทำคลองผันน้ำยักษ์ สำเร็จ ก็ไม่ทำให้รายได้ที่หายไป เฉลี่ยปีละ 254 ล้านบาท หรือที่หายไปแล้ว 7,366 ล้านบาทกลับคืนมา ที่สำคัญโครงการเหล่านั้น ยังมีแนวโน้มสร้างปัญหาต่อ ก่อปัญหาใหม่ ให้ต้องวิ่งไล่แก้ไม่จบ ไม่สิ้น บานปลาย ต่อไปอีก จนเมืองอุบลอาจร้างผู้คน

เขื่อนปากมูล คือ กระดุมเม็ดแรก ที่ติดผิด ทำไม เราไม่แก้ที่กระดุมเม็ดแรก ด้วยการยกเลิกการใช้งานเขื่อนปากมูล เพียงเท่านี้ รายได้ที่หายไปก็จะกลับมา ความเสี่ยงจากน้ำท่วมก็จะลดลง จะดีกว่าไหมครับ