พีมูฟ-กรีนพีซเคลื่อนไหว “ค้านนโยบายฟอกเขียว” รัฐบาลเศรษฐาที่งาน TCAC

นายกเศรษฐาปฏิเสธพบพีมูฟอีกครั้ง หลังพีมูฟส่งตัวแทนไปดักพบที่งานขับเคลื่อนลดโลกร้อน TCAC 

ก่อนกล่าวเปิดงาน ด้วยสิ่งที่ประกาศในเวทียูเอ็น นิวยอร์กในเดือนที่ผ่านมา “จะบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี 2050 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี 2065 – เพิ่มเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contribution) จากร้อยละ 20 เป็นร้อยละ 40 ภายในปี ค.ศ. 2030 – ยกเลิกผลิตพลังงานโดยใช้เชื้อเพลิงถ่านหิน ภายในปี 2050 – การเงินสีเขียว (Green Finance) – ออกพันธบัตรเพื่อความยั่งยืน (Sustainability Bond) 12.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ” และย้ำ “ความร่วมมือเอกชนสู่ความยั่งยืน”

พีมูฟแถลง “ค้านนโยบายฟอกเขียว” ด้านกรีนพีซส่งสารถึงรัฐบาลเศรษฐา “หยุดฟอกเขียว หยุดใช้ผืนป่าแลกคาร์บอน” พร้อม 7 ข้อเสนอ “ทบทวนกรอบท่าทีรัฐบาลไทยในการเจรจา COP28 ที่กำลังจะมาถึงปลายปีนี้” รวมถึงเรียกร้องให้จัดตั้งคณะกรรมาธิการรัฐสภาว่าด้วย “ความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ”

(ภาพ : P-move)

ดักพบนายกที่ศูนย์สิริกิติ์

เมื่อเวลาประมาณ 11:00 น. วันนี้ (6 ต.ค. 2566) ตัวแทนขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) นำโดย พชร คำชำนาญ ได้เดินทางจากทำเนียบรัฐบาลไปยังบริเวณหน้าศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ด้วยทราบว่า เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีกำหนดการพูดคุย และหารือกับภาคเอกชนเพื่อรับมือกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หลังนายกฯ เป็นประธานในพิธีเปิดงานประชุมภาคีการขับเคลื่อนการปฏิบัติงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย ครั้งที่ 2 (TCAC 2023) ในช่วงเช้า

การเคลื่อนไหวดังกล่าวสืบเนื่องมาจากทางภาคีฯ เดินทางมาปักหลักชุมนุมบริเวณทำเนียบรัฐบาล ตั้งแต่ 2 ต.ค. 2566 เพื่อมาเรียกร้องให้รัฐบาลโดยนายกฯ เศรษฐา นำนโยบาย 9 ด้านของทางภาคี ไปดำเนินการให้เป็นรูปธรรม แต่เป็นเวลากว่า 5 วัน นายกฯ ก็ยังไม่มาพบกับทางภาคีฯ 

หลังจากเดินทางมาถึง ทางภาคีฯ ได้ปราศัยเรียกร้องให้นายกฯ เข้ามาพูดคุยกับชาวบ้านที่มารอพบ และพูดถึงความย้อนแย้งของนโยบายแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของรัฐบาล ที่ไปผิดทาง ไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริง แต่เป็นการเอื้อกลุ่มทุน รังแกชาวบ้าน รวมถึงตั้งข้อสังเกตท่าทีของนายกฯ ที่เลือกที่จะพูดคุยกับภาคธุรกิจเพื่อแก้ปัญหาแทนที่จะมาพูดคุยกับชาวบ้าน ทั้ง ๆ ที่ ภาคธุรกิจถือเป็นต้นตอสำคัญของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปัจจุบัน 

ทางภาคีฯ ยังได้ปราศัยถึงความยากลำบากที่เกิดขึ้นจากการออกมาเรียกร้องสิทธิที่ดินทำกินของชาวบ้าน ซึ่งส่งผลให้มีประชาชนถูกอุ้มหาย เสียชีวิต รวมถึงต้องโดยคดีความในปัจจุบันกว่า 50,000 คดี

รวมไปถึงทางภาคีฯ มองว่านโยบายของภาครัฐ อาทิ เพิ่มพื้นที่สีเขียวทุกประเภทให้ครอบคลุมร้อยละ 55 ของพื้นที่ทั้งหมดภายในปี ค.ศ. 2037 จะเป็นการสานต่อความขัดแย้งระหว่างรัฐกับชาวบ้าน ดังที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วเป็นเวลายาวนาน จากการแย่งยึดที่ดินทำกินของหน่วยงานรัฐ

“บอกว่าจะไปสู่ Net Zero carbon แต่ปัจจุบันยังให้ประทานบัตรทำเหมืองในป่าลุ่มน้ำชั้น 1 เอ อยู่เลย บริษัทน้ำมันขุดเจาะไปกี่ที่แล้ว เหมืองถ่านหินแม่เมาะก็ยังไม่เลิก ไปเลิกโครงการโรงไฟฟ้า นิคมอุตสาหกรรมให้ได้ก่อน ก่อนที่จะมาพูดเรื่องแก้ปัญหาเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

แล้วมาบอกว่าพวกเรารุกป่า พวกเราทำลายป่า ทั้ง ๆ ที่เรามองป่าเป็นชีวิต ป่าคือความมั่งคงทางอาหาร คือความหลากหลายทางชีวภาพ คือชีวิต คือจิตวิญญาณ คือบ้าน ” พชร กล่าว

สุดท้ายแล้วทางภาคีฯ ก็ยังไม่สามารถเข้าพบกับ เศรษฐา ทวีสิน ได้ โดยล่าสุดนายกฯ ได้ลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานี เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วม 

(ภาพ : P-move)

แถลง “ค้านนโยบายฟอกเขียว”

ในช่วงท้าย พชร คำชำนาญ ตัวแทน ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) ได้อ่านแถลงการณ์ เรียกร้องให้รัฐบาลหยุดนโยบายซื้อขายคาร์บอนเครดิต เนื่องจากทางภาคีฯ มองว่าเป็นนโยบายที่ให้ประโยชน์กับกลุ่มทุนขนาดใหญ่เท่านั้น ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใดกับประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในป่า นอกจากนั้นการเดินตามนโยบายที่ผิดพลาดของรัฐบาลก่อนจะสานต่อการละเมิดสิทธิ จากการแย่งยึดที่ดินโดยหน่วยงานรัฐ

“ทันทีที่การจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จ นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย เศรษฐา ทวีสิน ได้มีท่าที่ที่ชัดเจนในการเดินหน้านโยบายเอื้อกลุ่มทุนใหญ่ และทิ้งประชาชนคนจนไว้ข้างหลัง อันปรากฎเป็นภาพผ่านสื่อมวลชนว่าได้มีการเข้าพบปะกับกลุ่มทุนใหญ่ทั้งใน และนอกประเทศ รวมถึงแถลงนโยบายด้านที่ดิน และสิ่งแวดล้อมที่ส่อเค้ากระทบกับสิทธิชุมชนท้องถิ่น และจะยิ่งทวีความเหลื่อมล้ำของสังคมไทยให้รุนแรงมากยิ่งขึ้น

และทันทีเช่นกันที่มีการจัดตั้งรัฐบาล เศรษฐาได้ไปแถลงนโยบาย ณ มหานครนิวยอร์ก เดินหน้านโยบายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero และการเป็นกลางทางคาร์บอน หรือ Carbon neutrality อ้างว่าจะแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แก้ไขปัญหาโลกร้อน แต่นายกรัฐมนตรีคนรวยเคยได้รับทราบบ้างหรือไม่ ว่าการแถลงนโยบายเช่นนั้นจะสร้างผลกระทบกับประชาชนคนจนจำนวนมหาศาล

ท่านได้แถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาเดินหน้านโยบายเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมดังกล่าวเช่นกัน และท่านทราบหรือไม่ว่าการแถลงนโยบายเช่นนั้น สร้างความระส่ำระสายต่อหลากหลายชีวิตในชุมชนท้องถิ่นที่กำลังต่อสู้ในสิทธิในการจัดการที่ดิน และทรัพยากรมากว่าหลายทศวรรษ ในขณะที่พวกเราพีมูฟกำลังปักหลักชุมนุมอยู่บริเวณหน้าประตู 5 ทำเนียบรัฐบาลเป็นเวลา 5 วัน เพราะอยากจะพบกับนายกรัฐมนตรี อยากจะเจรจา พูดคุย หารือ ทำความเข้าใจต่อความบิดเบี้ยวของนโบายดังกล่าว เพราะว่าท่านกำลังสานต่อนโยบายเพื่อเอื้อกลุ่มทุน และริดรอนสิทธิของคนจน สานต่อนโยบายของรัฐบาลเผด็จการ ประยุทธ์ จันทร์โอชา และในขณะที่ท่านกำลังเดินหน้าแนวนโยบายเช่นนั้น พวกเราพี่น้องคนอยู่กับป่า ต่างเดินหน้ากันติดคุก ถูกยึดที่ดินทำกิน กลายเป็นคนจนที่ยิ่งไร้สิทธิ ไร้เสียง ไร้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ในรัฐบาลที่เป็นของอภิสิทธิชนเช่นนี้ 

ท่านทราบหรือไม่ว่ามีคนต้องตายจากการออกมาต่อสู้เพื่อปกป้องผืนป่าผืนดิน จากการแย่งยึดที่ดินโดยหน่วยงานรัฐ คนต้องตาย ถูกอุ้มหาย เพราะความเป็นธรรมยังไปไม่ถึง เพียงเพราะท่านต้องการแย่งยึดที่ดินของเราไปทำนโยบายคาร์บอนเครดิต แล้วท่านยังจะเดินหน้าแนวนโยบายเช่นนี้จริง ๆ หรือ 

เรามาที่นี่เพื่อประกาศเจตนารมย์ของพวกเราในนามประชาชนคนยากคนจน ที่มีความเป็นคนไม่ต่างจากทุกท่านในห้องประชุมแห่งนี้ และไม่ต่างจากกลุ่มทุนมากมายที่กำลังหนุนหลังพวกท่านอยู่ พวกเราไม่เห็นด้วยกับนโยบายคาร์บอนเครดิต เพราะกำลังเอื้อกลุ่มทุนให้ยังสามารถทำลายล้างโลกนี้ได้ต่อไป ท่านกำลังฟอกตัวคนบาปให้กลับมาขาวสะอาด ฟอกเขียวกลุ่มทุนให้ยังเดินหน้าริดรอนสิทธิประชาชน กอบโกยผลประโยชน์บนผืนดินต่อไปอย่างมูมมาม ตะกละตะกลาม

เราขอเรียกร้องให้เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี หยุดนโยบายคาร์บอนเครดิตโดยทันที และเริ่มฟังเสียงของพวกเรา เห็นหัวของพวกเราประชาชนคนจน เหมือนเห็นหัวพวกพ้องกลุ่มทุนของพวกท่านบ้าง และเราขอเรียกร้องให้รัฐบาลของท่านต้องเร่งเดินหน้าสังคายนากฎหมาย และนโยบายด้านที่ดินป่าไม้ใหม่ทั้งระบบคืนความเป็นธรรม คืนความเป็นคนให้กับประชาชนคนจนทุกคนที่อยู่ในผืนป่า เพราะประชาชนคนจนคือผู้หล่อเลี้ยงประเทศนี้ ก่อนที่สถานการณ์การละเมิดสิทธิจะยิ่งย่ำแย่ และศรัทธาของประชาชนต่อตัวท่าน และพรรคการเมืองของท่านจะหมดสิ้นลงหลังจากนี้ หยุดฟอกเขียวกลุ่มทุนเพื่อคืนที่ดิน เสรีภาพ ประชาธิปไตยสู่มือคนจน” แถลงการณ์ คัดค้านนโยบายขายคาร์บอนเครดิตฟอกเขียวกลุ่มทุน จากพีมูฟ

(ภาพ : สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล)

นายกย้ำ “สิ่งที่ประกาศที่เวทียูเอ็นนิวยอร์ก”

วันนี้ (6 ตุลาคม 2566) เวลา 09.50 น. ณ SX Grand Plenary Hall ชั้น G ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน และกล่าวปาฐกถาพิเศษ ในพิธีเปิดการประชุมภาคีการขับเคลื่อนการปฏิบัติงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย ครั้งที่ 2 (2nd Thailand Climate Action Conference : TCAC 2) โดยชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญ ดังนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งได้กลายมาเป็นปัญหาเร่งด่วน และทวีความรุนแรงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รัฐบาลไทยให้ความสำคัญ และพยายามอย่างเต็มที่ในทุกวิถีทางเพื่อต่อสู้กับวิกฤตสำคัญนี้ ดังกล่าว อย่างไรก็ดี การแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม การประชุมฯ ในวันนี้จึงเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนความคิด สร้างความร่วมมือกับพันธมิตรใหม่ ๆ และร่วมกันขับเคลื่อนในเชิงปฏิบัติ พร้อมเชื่อมั่นว่า หากทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างจริงจัง จะสามารถบรรลุเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ร่วมกันได้

โดยไทยยืนยันกับโลกว่าไทยยังคงมุ่งมั่นจะบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี ค.ศ. 2050 และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี ค.ศ. 2065 สอดคล้องกับเป้าหมายการพยายามควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ภายใต้ข้อตกลงปารีส นอกจากนี้ ไทยยังเพิ่มเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contribution) จากร้อยละ 20 เป็นร้อยละ 40 ภายในปี ค.ศ. 2030 โดยรัฐบาลได้นำเป้าหมายเหล่านี้ บูรณาการในนโยบายที่สำคัญของประเทศ ซึ่งรวมถึงในยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13

ภาคพลังงาน รัฐบาลมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่ง รวมถึงการเตรียมการยกเลิกผลิตพลังงานโดยใช้เชื้อเพลิงถ่านหิน ภายในปี ค.ศ. 2050 ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในด้านพลังงานได้ร้อยละ 15 พร้อมวางแผนเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทน ผ่านโครงการ Utility Green Tariff สนับสนุนการใช้โซลาร์รูฟท็อปและการวัดแสงสุทธิ (net metering) รวมถึงสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ

ภาคการเกษตร เป็นอีกหนึ่งภาคส่วนที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงทางอาหาร รัฐบาลนำร่องปรับเปลี่ยนวิธีการทำนาแบบปัจจุบันไปสู่การทำนาที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ยั่งยืน มีประสิทธิภาพ เพิ่มผลผลิต รวมถึงมุ่งเน้นการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ BCG เพื่อพัฒนาสังคมแบบองค์รวม โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง พร้อมทั้งเพิ่มคุณค่าให้กับความหลากหลายทางชีวภาพ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และเศรษฐกิจที่เน้นนวัตกรรม ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพของทรัพยากรหมุนเวียนและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

ภาคป่าไม้ รัฐบาลมุ่งมั่งปกป้องป่าไม้ และเพิ่มแหล่งกักเก็บคาร์บอน โดยตั้งเป้าหมายเพิ่มพื้นที่สีเขียวทุกประเภทให้ครอบคลุมร้อยละ 55 ของพื้นที่ทั้งหมดภายในปี ค.ศ. 2037 ซึ่งจะช่วยเพิ่มการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 120 ล้านตันต่อปี 

ภาคการเงินสีเขียว (Green Finance) นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำระหว่างการเข้าร่วมการประชุม Financing for the Future Summit ว่ารัฐบาลส่งเสริมกลไกการเงินสีเขียวอย่างแข็งขัน ผ่านการออกพันธบัตรเพื่อความยั่งยืน (Sustainability Bond) ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากนักลงทุนทั่วโลก ปัจจุบันสามารถระดมทุนได้ถึง 12.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนำไปสนับสนุนโครงการต่าง ๆ ได้มากมาย รวมถึงโครงการรถไฟฟ้าใต้ดินสายใหม่ และโครงการปรับปรุงระบบบริหารจัดการน้ำ ตลอดจนสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการลงทุนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงวางแผนออกพันธบัตรที่เชื่อมโยงกับความยั่งยืน(Sustainability Linked Bonds)อีกชุดในปีหน้า และจะระดมทุนให้ได้ประมาณ 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมทั้งพัฒนาการจัดทำมาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย (Thailand Green Taxonomy) เพื่อเป็นเครื่องกำหนดมาตรฐาน ซึ่งจะช่วยให้ภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคการเงิน สามารถกำหนดนโยบาย การพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และการลงทุน ให้สอดคล้องกับการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยในทุกมิติ

(ภาพ : Greenpeace Thailand)

ย้ำ “ความร่วมมือเอกชนสู่ความยั่งยืน”

“นายกรัฐมนตรียังเห็นถึงโอกาสสำหรับประเทศไทย และภาคเอกชนในการก้าวไปสู่ความยั่งยืน ด้วยการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในภาคการผลิต และบริการ ซึ่งหลายองค์กรได้ผลักดันและส่งเสริมมาตรการที่ยั่งยืนในปัจจุบัน โดยรัฐบาลเตรียมการเพื่อก้าวไปพร้อมกับองค์กรเหล่านี้ อาทิ การเตรียมการผลิตภายในประเทศและการค้าระหว่างประเทศอย่างเต็มที่ สำหรับการบังคับใช้มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (CBAM) ในระยะแรก ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้แก่ ซีเมนต์ กระแสไฟฟ้า ปุ๋ย เหล็ก และเหล็กกล้า และอลูมิเนียม ก่อนการบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบในปี ค.ศ. 2026 

ทั้งนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญกับ “โอกาส” ในการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยไปสู่การเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน ปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรมด้านการผลิตและการบริโภค โดยยึดหลักความยั่งยืนมากขึ้น ซึ่งต้องได้รับความร่วมมืออย่างแข็งขันและสร้างสรรค์จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย

นอกจากนี้ รัฐบาลตระหนักถึงความเร่งด่วนในการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจัง จึงจัดตั้งกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมขึ้น เพื่อตอบสนองต่อวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยนายกรัฐมนตรีผลักดันให้ผ่านพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อควบคุมการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบบังคับ ซึ่งส่วนนี้จะวางรากฐานที่มั่นคงสำหรับการเปลี่ยนแปลงสู่สังคมคาร์บอนต่ำ 

ทั้งนี้ ในการประชุม COP28 ที่กำลังจะมาถึง นายกรัฐมนตรียืนยันความมุ่งมั่นที่จะให้มีการสนับสนุนในหลายมิติ เช่น การเข้าถึงเทคโนโลยี การสนับสนุนทางการเงิน และการเสริมสร้างขีดความสามารถ เพื่อให้มั่นใจว่าจะบรรลุตามเป้าหมายร่วมกัน 

สุดท้ายนี้ นายกรัฐมนตรีขอขอบคุณสำหรับบทบาทและการสนับสนุนการรักษาโลกใบนี้ เพื่อคนรุ่นใหม่ในอนาคตของเรา อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหลายสิ่งที่ต้องทำ เพื่อให้แน่ใจว่าความสำเร็จในวันนี้จะยั่งยืน พร้อมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีการจัดกิจกรรมดี ๆ และการอภิปรายที่ประสบผลสำเร็จ ซึ่งรัฐบาลยินดีรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากการอภิปรายในวันนี้” ชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงวันนี้

(ภาพ : Greenpeace Thailand)

“หยุดฟอกเขียว หยุดใช้ผืนป่าแลกคาร์บอน” กรีนพีซ

หลังจากนายกฯ กล่าวปาฐกถาพิเศษในพิธีเปิดการประชุมฯ เรียบร้อยแล้ว นักกิจกรรมจากกรีนพีซ ประเทศไทย ได้ออกมาชูป้าย “ผืนป่าไม่เท่ากับคาร์บอนเครดิต หยุดฟอกเขียว” และฉายโปรเจคเตอร์ “หยุดใช้ผืนป่าแลกคาร์บอน Real Zero Not Net Zero” เพื่อส่งสารไปถึงนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลให้ทบทวนกรอบท่าทีเจรจา ในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 28 (COP28) ที่จะมีขึ้นช่วงปลายปี 2566 นี้ ที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) 

ทางกรีนพีซมองว่านโยบายด้านสภาพภูมิอากาศของไทยยังคงขาดสมดุล ไม่ได้สัดส่วน โดยทุ่มทรัพยากรทางการเงินส่วนใหญ่ไปกับมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (mitigation)  ให้ความสำคัญกับการรับมือปรับตัวจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ (adaptation) น้อยมาก และแทบไม่พูดถึงความสูญเสียและความเสียหาย (loss and damage) และเปิดช่องให้มีการฟอกเขียว (greenwashing) มากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการชดเชยคาร์บอนภาคป่าไม้ (forest carbon offset) ซึ่งเป็นวิธีที่ผิดพลาดในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

“ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่า เราไม่สามารถทำการชดเชยคาร์บอนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายความตกลงปารีส ที่มุ่งจำกัดมิให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มเกิน 1.5 องศาเซลเซียสได้ 

การนำผืนป่ามาชดเชยคาร์บอนไม่ใช่ทางออกจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ แต่คือแนวทางที่เปิดโอกาสให้บรรษัทอุตสาหกรรม และกลุ่มประเทศที่ร่ำรวยแสวงหาผลกำไรโดยการแย่งยึดที่ดิน และทรัพยากรป่าไม้ที่ดูแลโดยชุมชนท้องถิ่น ขณะเดียวกัน บรรษัทอุตสาหกรรม และกลุ่มประเทศที่ร่ำรวยเหล่านั้นก็หลีกเลี่ยงภาระรับผิดต่อความสูญเสีย และความเสียหายจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ตนก่อขึ้น” ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการกรีนพีซ ประเทศไทยกล่าว

ดังนั้น กรีนพีซ ประเทศไทย เรียกร้องให้รัฐบาลไทยทบทวนกรอบท่าทีเจรจาที่ COP28 บนพื้นฐานดังต่อไปนี้

1. จัดตั้งคณะกรรมาธิการรัฐสภาว่าด้วย “ความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ” โดยมีตัวแทนจากกลุ่มชาติพันธุ์ ชุมชนท้องถิ่น กลุ่มสตรี กลุ่มเยาวชน กลุ่มแรงงาน และกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ และออกแถลงการณ์ “ภาวะฉุกเฉินสภาพภูมิอากาศ (Climate Emergency Declaration)” ที่เปรียบดังสัญญาณชีพ (vital signs) ที่เอื้อให้ผู้กำหนดนโยบาย ภาคเอกชน และสาธารณะชน ตลอดจนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดเข้าใจถึงขนาดของวิกฤต คณะกรรมาธิการรัฐสภาดังกล่าวนี้จะมีบทบาทในการติดตามตรวจสอบการดำเนินนโยบายสภาพภูมิอากาศของประเทศ และจัดทำข้อเสนอต่อกลยุทธ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในแต่ละภาคส่วน การลดผลกระทบจากหายนะภัยทางธรรมชาติ และการสร้างศักยภาพในการฟื้นคืนจากวิกฤต (Resilience) ของชุมชน และสังคมโดยรวม

2. ให้ความสำคัญและเปิดพื้นที่อย่างกว้างขวางต่อองค์ความรู้ และภูมิปัญญาชุมชนท้องถิ่นใน การต่อกรกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ และการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและเป็นธรรม และรับรองว่ามาตรการทางเศรษฐกิจและสังคมต่าง ๆ เพื่อฟื้นฟูผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศนั้นมุ่งส่งเสริม และปกป้องสิทธิมนุษยชน และเคารพศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์

3. กำหนดจุดยืนในเวทีโลกที่ชัดเจน และหนักแน่นในการจัดตั้งและดำเนินการกองทุนว่าด้วยความสูญเสีย และความเสียหาย (Loss and Damage) เพื่อกลุ่มประเทศและชุมชนที่เสี่ยง และเปราะบางมากที่สุดจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

4. ตระหนักว่าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อบรรลุเป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียส ตามความตกลงปารีสต้องมีการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ (systemic change) และกลยุทธ์ที่โปร่งใสเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์อย่างแท้จริง (real zero) เริ่มจากการปลดระวางถ่านหิน และปลดแอกเชื้อเพลิงฟอสซิล การปฏิวัติระบบอาหาร และลดนโยบายสนับสนุนการผลิต และบริโภคเนื้อสัตว์เชิงอุตสาหกรรม ตลอดจน ยุติโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ก่อมลพิษ และเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานของแหล่งสำรองเชื้อเพลิงฟอสซิลแห่งใหม่

5. ป้องกันการครอบงำของบรรษัทข้ามชาติเหนือสิทธิบัตรพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ และสิ่งมีชีวิตซึ่งบ่อนทำลายศักยภาพการปรับตัวจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศของเกษตรกรรายย่อย ชุมชนท้องถิ่น ชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์

6. คุ้มครอง และสนับสนุนสิทธิชุมชน และประชาชนในการอนุรักษ์ฟื้นฟูระบบนิเวศทะเล พื้นที่ชุ่มน้ำ และชายฝั่งที่เป็นรากฐานของเศรษฐกิจแบบเกื้อกูล (supportive economy) และแหล่งความมั่นคงทางอาหารของชุมชน และประเทศ

7. สร้างความร่วมมือด้านสภาพภูมิอากาศกับประชาคมโลกในด้านเงินทุน การแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี การแบ่งปันองค์ความรู้ และการสร้างศักยภาพ โดยปฏิเสธแนวทางการชดเชยคาร์บอน (carbon offset) ที่เป็นเรื่องการฟอกเขียว (greenwash) และเปิดโอกาสให้ประเทศร่ำรวย และบรรษัท อุตสาหกรรมใช้ประโยชน์จากวัฏจักรคาร์บอนตามธรรมชาติ แย่งยึดที่ดิน และทรัพยากรธรรมชาติในประเทศให้เป็นสินค้าแสวงผลกำไร แต่กลับหลีกเลี่ยงภาระรับผิดชอบ (accountability) ต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ตนก่อขึ้น