“นกปรอดหัวโขน” สปีชีส์ที่ควรคุ้มครองต่อเพื่อโลก-เลิกคุ้มครองแล้วทำเงิน-หรือ?

เมื่อข้อเสนอให้ยกเลิกการคุ้มครองสัตว์ป่าคุ้มครองที่ชื่อ “นกปรอดหัวโขน” ถูกเสนอเข้าสภา โดย สส.ภาคใต้ ด้วยเหตุผล “เป็นสปีชีส์ทำเงินบนรากและอัตลักษณ์คนใต้” และน่าจะเรียกได้ว่าเป็น “ซอฟต์พาวเวอร์” ตามหนึ่งในนโยบายธงของรัฐบาลชุดปัจจุบัน “ครม.เศรษฐา”

ท่ามกลางคำถามตัวโตของนักอนุรักษ์ ที่เชื่อว่า “สปีชีส์นี้ยังต้องการการคุ้มครอง” และ “ไม่เชื่อว่าการปลดนกปรอดหัวโขน หรือ นกกรงหัวจุก ออกจากบัญชีสัตว์คุ้มครองคือทางออกที่ดีที่สุดสำหรับเมืองไทย” 

นราวิชญ์ เชาวน์ดี ผู้สื่อข่าว GreenNews พาไปสำรวจความเคลื่อนไหลครั้งล่าสุดของ “ดีเบตนกปรอดหัวโขน” ยุค “ซอฟต์พาวเวอร์-รัฐบาลเศรษฐา” พร้อมท่าทีจากหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรง “กรมอุทยาน”

(ภาพ : agric.wa.gov.au)

การกลับมาของ “ดีเบทนกปรอดหัวโขน” ยุคซอฟต์พาวเวอร์

ความเคลื่อนไหวระลอกใหม่ของการเรียกร้องปลดล็อก ถอดถอน นกปรอดหัวโขน หรือนกกรงหัวจุก ออกจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง เริ่มต้นอีกครั้งหลังจาก พล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ นำเสนอเรื่องการถอดถอนนกปรอดหัวโขนออกจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 14 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1 เมื่อ 7 ก.ย. 2566 

โดย พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่แทนประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า เรื่องการถอดถอนเป็นเรื่องที่คาราคาซังมานาน หลังจากนี้จะพูดคุย หารือกับผู้ที่เกี่ยวข้อง และจะเสนอเรื่องไปยัง พล.ต.อ. พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต่อไป 

นกปรอดหัวโขน หรือนกกรงหัวจุก ปัจจุบันจัดอยู่ในกลุ่มสัตว์ป่าคุ้มครองจำพวกนก ลำดับที่ 550 ตามกฎกระทรวงกำหนดให้สัตว์ป่าบางชนิดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง พ.ศ. 2546 ห้ามล่า หรือจับมาจากธรรมชาติ 

แต่เนื่องจากเป็นนกชนิดนี้เป็นที่นิยมเลี้ยงกันมาตั้งแต่อดีต เพื่อการประกวดประชันเสียงร้องโดยเฉพาะในภาคใต้ ทำให้มีการเคลื่อนไหวเพื่อผลักดันให้ปลดนกปรอดหัวโขนออกจากบัญชีรายชื่อสัตว์ป่าคุ้มครอง เพื่อให้ทำการเลี้ยงได้อย่างเสรี มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจจะย้อนไปได้ถึง 30 ม.ค. 2553 ที่อาจจะเป็นครั้งแรก ๆ ที่มีการทำประชาพิจารณ์เรื่องการปลดนกปรอดหัวโขน ออกจากบัญชีรายชื่อสัตว์ป่าคุ้มครอง โดยเป็นการแสดงความคิดเห็นกันสามฝ่าย ได้แก่ฝ่ายผู้เลี้ยง ฝ่ายอนุรักษ์ และฝ่ายรัฐ ได้ข้อสรุปเป็นเอกฉันท์ในครั้งนั้นว่า ไม่ควรปลดออกจากบัญชีรายชื่อสัตว์ป่าคุ้มครอง เนื่องจากยังมีการคุกคามนกตามธรรมชาติอยู่ 

เมื่อไม่นานมานี้ 25 มี.ค. 2565 ในสมัยรัฐบาลที่แล้ว ก็มีความเคลื่อนไหวเพื่อปลดนกปรอดหัวโขนออกจากบัญชีรายชื่อสัตว์ป่าคุ้มครองอีกครั้ง ในครั้งนั้นที่ประชุมคณะกรรมการผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้เห็นชอบให้ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เสนอเรื่องให้กรมอุทยานฯ ดำเนินการรับฟังความเห็นของประชาชน แต่ก็ไม่มีความคืบหน้าเพิ่มเติม

โดย วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในขณะนั้น ออกมาเปิดเผยว่าเรื่องนี้ต้องพิจารณากับหลายฝ่ายให้ถี่ถ้วนก่อนที่จะตัดสินใจ เนื่องจากการปลดออกจากบัญชีสัตว์คุ้มครองอาจจะไม่ใช่คำตอบ และการปลดอาจส่งผลกระทบต่อธรรมชาติ เพราะนกปรอดหัวโขนถือเป็นนกที่สำคัญต่อระบบนิเวศ

“กลุ่มที่ต้องการให้ปลดนั้น เนื่องจากคนเลี้ยงกันเยอะแล้ว แต่ยังอยู่ในพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 ซึ่งการไปขึ้นทะเบียนมีความยุ่งยาก วุ่นวาย และลำบากกับพี่น้องประชาชนใช่หรือไม่ 

ดังนั้นหากเป็นประเด็นนี้ ตนคิดว่าการไปปลดนกปรอดหัวโขนออกจากบัญชีสัตว์ป่าสวงน คงไม่ใช่คำตอบ ในทางกลับกันควรทำระบบที่ไปขึ้นทะเบียนให้พี่น้องประชาชนไปขึ้นทะเบียนได้ง่ายขึ้น” วราวุธ กล่าว 

(ภาพ : กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช)

เหตุผลของคน “หนุน”

“ตนเองได้หารือในสภาผู้แทนราษฎร ถึงปัญหานกปรอดหัวโขน ซึ่งเป็นนกเศรษฐกิจ เช่นเดียวกับนกเขาชวา การได้มาของนกปรอดหัวโขนคือการผสมพันธุ์ มีผู้เกี่ยวข้องกับนกดังกล่าวจำนวนหลายพันครัวเรือน มีผู้นิยมเลี้ยงเป็นแสนคน ปัจจุบันนกปรอดหัวโขน ยังเป็นนกที่อยู่ในบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง จึงขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มาแก้ไขด้วยตัวเอง เพราะที่ผ่านมา มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงานได้ทำหนังสือ ขอให้ปลดนกปรอดหัวโขนออกจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ ขณะที่ตนเคยร้องเรียนเรื่องดังกล่าวเป็นเวลานานก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขแต่อย่างใด

โดยอยากจะส่งเสริมให้ นกปรอดหัวโขน เป็นซอฟเพาเวอร์แดนใต้ ซึ่งปัจจุบันนี้นั้น มีการเลี้ยงอย่างแพร่หลาย ทั้งยังส่งเสริมอาชีพของเกษตรกร พ่อค้าแม่ขาย อาหารนกปรอดหัวโขนไม่ว่าจะเป็นกล้วย เป็นมะละกอ ก็มีรายได้เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย ในอนาคต หากมีการปลดล็อก ก็จะเป็นการส่งเสริมการส่งออกได้เพิ่มมากขึ้นด้วย” พล.ต.ต.สุรินทร์ กล่าว

การดำเนินการดังกล่าวมีผู้เห็นด้วยอาทิ กำธร เส็มสะแอ ประธานชมรมผู้เลี้ยงนกปรอดหัวโขนอำเภอจะนะ ที่เปิดเผยว่าหากสามารถปลดล็อกได้ การเพาะขยายพันธุ์จะทำได้แพร่หลายมากขึ้น รวมถึงจะสามารถส่งออกนกปรอดหัวโขนได้อย่างถูกต้อง ซึ่งจะนำเม็ดเงินเข้าประเทศได้มากขึ้นด้วย 

“นกปรอดหัวโขนในอำเภอจะนะเลี้ยงกันมากกว่าหมื่นตัว และยังมีการเลี้ยงอย่างแพร่หลายใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีการเพาะ พัฒนาพันธุ์ ซื้อขายกันในราคาตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักแสนบาท นอกจากนั้นชาวบ้านในพื้นที่ก็ได้นำผลไม้ ไม่ว่าจะเป็นกล้วย มะละกอ ซึ่งเป็นอาหารของนกปรอดหัวโขนก็ขายได้ราคาแพงอีกด้วย จึงอยากให้มีการปลดล็อก เพื่อที่จะเป็นการส่งเสริมอาชีพให้กับชาวบ้านในพื้นที่ ที่ปัจจุบันมีการเลี้ยงกันอย่างแพร่หลาย” กำธร กล่าว

ด้าน ธีระศักดิ์ บริพันธ์ เจ้าของฟาร์ม ยอดบริพันธุ์ฟาร์ม เพาะพันธุ์นกปรอดหัวโขน หรือนกกรงหัวจุก ตำบลกระบี่ใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ ให้สัมภาษณ์กับข่าว 8 ว่า ปัจจุบันธุรกิจที่เกี่ยวข้องกันการเลี้ยงนกปรอดหัวโขน มีมูลค่ามหาศาล ถ้ามีการปลดล็อกให้นกปรอดหัวโขนออกจากบัญชีสัตว์คุ้มครองจะช่วยสร้างรายได้ให้กับชุมชน เช่น การเปิดฟาร์มเพาะพันธุ์ผสมนก ทำกรงนก ขายกล้วย เลี้ยงหนอน อาหาร เวชภัณฑ์ เกี่ยวกันนกปรอดหัวโขน

“ปัจจุบันการลักลอบจับนกปรอดหัวโขนตามธรรมชาติมีจำนวนลดลง หาได้ยาก เนื่องจากนกตามธรรมชาติลักษณะสีสัน เสียงร้อง สู้นกที่ได้จากการเพาะเลี้ยงนำพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ที่ดีมาผสมกันไม่ได้” ธีระศักดิ์ กล่าวเสริมถึงอีกหนึ่งเหตุผล

(ภาพ : มูลนิธิสืบนาคะเสถียร)

เหตุผลของคน “ค้าน”

การเรียกร้องให้มีการปลดนกปรอดหัวโขนออกจากบัญชีสัตว์คุ้มครองก็มีผู้คัดค้านเช่นกัน หมอหม่อง นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ ประธานชมรมอนุรักษ์นกและธรรมชาติล้านนา ออกมาเผย 4 เหตุผลคัดค้านการปลดนกปรอดหัวโขนออกจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง ผ่านเฟสบุ๊ก Rungsrit Kanjanavanit เมื่อ 14 ก.ย. 2566  ที่ผ่านมา ระบุว่า

1. เหตุผลเดียวที่จะถอด สัตว์ชนิดใด ๆ ออกจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครองก็คือ ประชากรในธรรมชาติมีมากพอ คงที่ หรือเพิ่มจำนวน จนไม่ต้องการการคุ้มครองทางกฏหมาย แต่ในความเป็นจริงสถานภาพของนกปรอดหัวโขนลดลงอย่างต่อเนื่อง

จากการสำรวจประชากรนกปรอดหัวโขนในพื้นที่ธรรมชาติในภาคเหนือตลอดช่วงเวลา 20 ปีที่ผ่านมา ประชากรนกปรอดหัวโขน ลดลง มากกว่า 90% (ข้อมูล โครงการสำรวจประกรนกประจำปีดอยอินทนนท์)

หลายคนให้เหตุผลแย้งว่าที่นกมันลดเพราะป่าหมด หากมัวแต่อนุรักษ์นกในป่าก็สูญพันธุ์กันพอดี การนำมาเพาะพันธุ์จะช่วยให้ไม่สูญพันธุ์ ซึ่งสำหรับกรณีนกปรอดหัวโขนนั้น การลดลงของพื้นที่ป่าไม่ใช่เหตุผลที่ประชากรลดลง เพราะมันไม่ใช่นกที่อาศัยในป่าสมบูรณ์ ถิ่นอาศัยหลักคือ ชายป่า พื้นที่การเกษตร ในขณะที่ ประชากรของนกปรอดอีกชนิดคือ ปรอดหัวสีเขม่า Sooty-headed Bulbul ที่อาศัยอยู่ในถิ่นอาศัยแบบเดียวกัน ไม่ได้ลดลงแต่อย่างใดทั้งนี้เพราะมันไม่ใช่เป้าหมายของตลาดค้านก จึงไม่ถูกจับออกจากธรรมชาติ

สำหรับในภาคใต้นั้น นกปรอดหัวโขน เหลือน้อยมากในธรรมชาติ หลายแห่งสูญพันธุ์ไปจากพื้นที่ สวนทางกับจำนวนนกเลี้ยงในกรง

2. หากยินยอมให้ถอดนกปรอดหัวโขนออกจากสัตว์ป่าคุ้มครองด้วยข้ออ้างความนิยมของตลาดแล้ว จะเปิดทางให้มีการถอดถอนสัตว์ชนิดอื่น ๆ ที่คนนิยมเลี้ยงตามมาอีกแน่นอน เช่น นกกางเขนดง ฯลฯ ที่กำลังโดนแรงกดดันจากความต้องการของตลาดทำให้ประชากรในธรรมชาติลดลงอย่างรวดเร็ว

3. นกปรอดหัวโขนเป็นนกที่มีระเบียบอนุญาตให้เพาะพันธุ์ได้อยู่แล้ว หากเป็นนกที่ได้การขึ้นทะเบียน ขออนุญาตอย่างถูกต้อง หากต้องการเพาะพันธุ์ให้ได้สะดวกกว้างขวางขึ้นควรมุ่งเน้นที่การแก้ไขระเบียบขั้นตอน ให้การขออนุญาตเพาะพันธุ์ และการขึ้นทะเบียนนกสะดวกขึ้น จึงเป็นแก้ปัญหาที่ตรงจุดโดยไม่เกิดผลข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์

4. การถอดถอนชื่อออกจากสัตว์ป่าคุ้มครอง นกในธรรมชาติจะไม่ได้รับการคุ้มครองใด ๆ โดยกฏหมายอีกต่อไปจะมีการล่า การจับออกจากธรรมชาติมากขึ้นแน่นอน

ทางชมรมอนุรักษ์นกและธรรมชาติล้านนา ขอวิงวอนถึง หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องให้คงการคุ้มครองทางกฏหมายให้นกปรอดหัวโขน ต่อไป และการตัดสินใด ๆ ให้ตั้งอยู่อยู่บนฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เป็นสำคัญ

“1. ประชากรของนกปรอด​หัวโขน​ในธรรมชาติ​ลดลง สาเหตุ​หลักมาจาก การนำเอาผลผลิตนกปรอดหัวโขนออกมา เพื่อใช้ประโยชน์ในทุกรูปแบบโดยไม่มีการควบคุม การทำลายที่อยู่อาศัย และสภาวะมลพิษ (ยิ่งยอด, 2555) ปัญหาเหล่านี้จะมีการแก้ปัญหา​อย่างไร 

2. การเพาะเลี้ยงนกเพื่อเศรษฐกิจ​ ไม่ใช่แนวทางในการนำมาใช้ฟื้นฟูประชากร​นกในธรรมชาติ​ และอันตรายหากมีการนำไปปล่อยคืน​ธรรมชาติ​ โดยไม่ได้ตรวจสอบพันธุกรรม​ก่อน

3. การปลดออกจากบัญชี​รายชื่อสัตว์ป่าคุ้มครอง หากเกิดขึ้น เราจะไม่มีอะไรช่วยคุ้มครองนกปลอดหัวโขน​ในธรรมชาติ​ได้อีก เพราะพื้นที่อาศัยหลักของเขาอยู่บริเวณ​ป่าโปร่ง หรือพื้นที่ใช้ประโยชน์​ของชุมชน ซึ่งอยู่นอกเขตอนุรักษ์​

4. ความพยายามปลดล็อก​ครั้งนี้ หากสำเร็จ​ จะเป็นจุดเริ่มต้นขอการขอปลดสัตว์ป่า​คุ้มครองอื่น ๆ ตามมา เช่น สัตว์​นักล่าอย่างเหยี่ยว​ นกกางเขนดง ฯลฯ” ภาณุเดช เกิดมะลิ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร เผยถึงเหตุผลในการคัดค้าน

อีกหนึ่งความเห็นคัดค้านมาจาก ผศ.ดร.สาระ บำรุงศรี อาจารย์ประจำหลักสูตรชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งกล่าวว่า

ปัจจุบันนกปรอดหัวโขนเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองที่เลี้ยงได้ แต่ปัญหาคือการขึ้นทะเบียน งั้น pain point จริง ๆ คือจัดการการขึ้นทะเบียนให้มันเรียบร้อยครอบคลุม คนที่มีนกจะไปแข่งก็สามารถจะแข่ง หรือจะค้าขายก็ยังได้ แต่การที่จะเลยเถิดไปถึงขั้นการปลดล็อคซึ่งแปลว่าสามารถจะจับนกที่ไหนก็ได้เอามาจากประเทศไหนก็ได้อันนี้มันไม่ถูกเพราะการปลดล็อคจะส่งผลเสียต่อนกที่จะค่อย ๆ สูญพันธุ์ไปบวกกับอีกมุมหนึ่งคือ นกเหล่านี้คือทรัพยากรพันธุกรรมที่จะเอามาใช้เพื่อการปรับปรุงภายในอนาคต

(ภาพ : กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช)

ความเคลื่อนไหวจากหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรง “กรมอุทยานฯ”

หลังจาก พล.ต.ต.สุรินทร์ นำเสนอเรื่องการถอดถอนนกปรอดหัวโขนออกจากบัญชีสัตว์คุ้มครองต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 14 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1 เมื่อ 7 ก.ย. 2566 ที่ผ่านมา หลังจากนั้น 23 วัน กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ร่วมกับอำเภอจะนะ และชมรมผู้เลี้ยงนกกรงหัวจุกอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา จัดประชุมสัมมนาผู้เลี้ยง (นกปรอดหัวโขน) นกกรงหัวจุก ณ ศาลาประชาคม อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เมื่อ 30 ก.ย. 2566 เพื่อทำประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นแนวทางแก้ไขปัญหาการครอบครองนกปรอดหัวโขน โดยมีพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 เป็นประธานในเวที และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าร่วม ประมาณ 200 คน 

การรับฟังความคิดเห็นดังกล่าวมีผู้ยกมือคัดค้าน การปลดล็อกนกปรอดหัวโขนออกจากการเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ที่อนุญาตให้เพาะขยายพันธุ์ได้ จำนวน 4 คน จากผู้เข้าร่วมประชุม 200 กว่าคน ทำให้ได้รับการตั้งคำถามว่าอาจจะไม่ได้สะท้อนถึงความต้องการที่แท้จริง รวมถึงสถานที่จัดเวทีซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีคนผู้เลี้ยงนกปรอดหัวโขนจำนวนมาก แทนที่จะจัดในพื้นที่กลาง

ดังนั้นเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งดังกล่าว และให้เกิดการยอมรับในทุกภาคของประเทศไทย กรมอุทยานฯ จึงได้กำหนดให้มีการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทั่วประเทศ ในวันที่ 18 ต.ค. 2566 ที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

นอกจากนั้นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวล่าสุดจากกรมอุทยานแห่งชาติ อรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รักษาราชการแทนอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช ออกมาเปิดเผยวานนี้ (3 ต.ค. 2566) ว่าได้สั่งการให้สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า ยกระดับการให้บริการแก่ประชาชนในเรื่องการขออนุญาตค้า และครอบครองสัตว์ป่าคุ้มครองทุกชนิดให้มีความสะดวก และรวดเร็วยิ่งขึ้น 

โดยเร่งหารือร่วมกับสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ทุกพื้นที่ ในการลดขั้นตอนการปฏิบัติที่ยุ่งยากเป็นภาระกับประชาชน ผู้ประสงค์ แจ้งครอบครองเพาะพันธุ์ หรือค้านกปรอดหัวโขนโดยให้บริการทุกประเภทให้มีความสะดวก และรวดเร็วยิ่งขึ้น และให้เข้มงวดกับการลักลอบดักจับนกปรอดหัวโขนในธรรมชาติ