“ไม่เข้าร่วมเวทีรับฟัง-จะบุกกรุง” เครือข่ายชาวเลประกาศค้านโรงแรมบนหาดไม้ขาว

เครือข่ายชาวเล และพันธมิตร ประกาศ “ไม่เข้าร่วมเวทีรับฟัง-จะมาเรียกร้องรัฐบาลที่กรุงเทพ” เพื่อคัดค้านโครงการสร้างโรงแรมบนหาดไม้ขาว เรียกร้องกระทรวงคลังยุติให้เอกชนเช่าที่ ยันกระทบสิ่งแวดล้อมและชุมชนในระดับสำคัญ 

(ภาพ : เครือข่ายชาวเล อันดามัน)

ออกแถลงการณ์อีกครั้ง

“ในนาม ประชาชน #SAVEหาดไม้ขาว ประกอบด้วย ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) หรือ พีมูฟ เครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง (คปสม.) และเครือข่ายชาวเล อันดามัน สภาองค์ชุมชน สภาประชาชนภาคใต้ 

ขอคัดค้าน BOI และกระทรวงการคลัง ที่ให้ต่างชาติเช่าทำโดรงการโรงแรมใหญ่ ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ 5 ตำบลไม้ขาว อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต อยู่ในพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลไม้ขาว

จากกรณีปัญหาของ เครือข่ายชาวเลฯ เรื่องปักเสารั้วลวดหนามทับพื้นที่ประเพณีนอนหาดชาวเล นำสู่ เครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง และ พีมูฟ ที่เห็นว่าจะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการกระจายการถือครองที่ดินอย่างไม่เป็นธรรม หวั่นกระทบพื้นที่สาธารณะของประชาชน และพื้นที่วางไข่ของเต่าทะเล สัตว์น้ำในทะเล” 

แถลงการณ์เครือข่ายในนาม “ประชาชน Saveหาดไม้ขาว” เรื่อง “คัดค้านและเรียกร้องความเป็นธรรม กรณี BOI และกระทรวงการคลังให้ต่างชาติเช่าที่ดินทำโรงแรมใหญ่” เผยแพร่วันนี้ (29 ก.ย. 2566)

(ภาพ : The Active Thai PBS)

ประกาศไม่เข้าร่วมเวทีรับฟัง 

“ในส่วนของโรงแรมที่จะมีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อการพัฒนาโครงการ โรงแรม ในวันที่ 29 กันยายน 2566 ที่ บริษัท ริว ไม้ขาว จำกัด ชึ่งกำลังจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเพื่อประกอบการยื่นขออนุญาตก่อสร้างโครงการโรงแรม เพราะจัดเป็นโครงการที่ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในบริเวณพื้นที่จังหวัดภูเก็ต พ.ศ. 2560

โดยมอบหมายให้ บริษัท ภูเก็ต เอ็นไวรอนเมนทอล เซอร์วิส จำกัด เป็นบริษัทที่ปรึกษาจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมให้กับและมีหนังสือเชิญให้เครือข่ายชาวเลฯเข้าร่วมเวที

พีมูฟ คปสม. สภาประชนภาคใต้ สภาองค์กรชุมชน เครือข่ายชาวเลเห็นร่วมกันว่า ด้วยสถานการณ์ที่ไม่ปกติ มีความเสี่ยง จึงไม่ควรเข้าร่วมประชุม แต่ให้ส่งความเห็นถึงตัวแทนโรงแรมที่เชิญมาในนามเครือข่ายชาวเลและภาคี” แถลงการณ์ระบุพร้อมให้รายละเอียดโครงการว่า

“เป็นโครงการประกอบกิจการประเภทโรงแรม จำนวน 504 ห้องพัก ภายในโครงการประกอบด้วยอาคารทั้งสิ้น จำนวน 38 อาคาร ได้แก่ อาคารห้องพัก จำนวน 16 อาคาร อาคารส่วนบริการ จำนวน 20 อาคาร และอาคารสระว่ายน้ำ จำนวน 2 อาคาร

พื้นที่โครงการก่อสร้างโรงแรมตั้งอยู่บนที่ดินราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียนที่ ภก.153 (บางส่วน) ขนาดเนื้อที่รวมทั้งสิ้น 43-0-0 ไร่ หรือ 68,800 ตารางเมตร โดยได้รับสัญญาเช่าที่ดินดังกล่าวจากสำนักงานธนารักษ์ ซึ่งพิจารณาให้มีการปลูกสร้างอาคารยกกรรมสิทธิ์ให้กระทรวงการคลัง มีกำหนดเวลา 30 ปี นับแต่วันที่ลงนามในสัญญาเช่า เพื่อพัฒนาโครงการโรงแรมแห่งนี้

สำหรับสาขาของโรงแรมนี้ เป็นเครือโรงแรมที่ถือกำเนิดขึ้นในปี 1953 ด้วยโรงแรมขนาดเล็กใน alma ประเทศสเปน โดย โรงแรมนี้ เป็นเครือข่ายอันดับที่ 32 ของโลก ซึ่งเป็นหนึ่งในเครือข่ายที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในทะเลแดริบเบียน ใหญ่เป็นอันดับสามในสเปนในแง่ของรายได้ และเป็นอันดับสี่ในด้านจำนวนห้องพัก

ปัจจุบันมีโรงแรมเครือข่ายเปิดให้บริการเกือบ 100 แห่ง ใน 20 ประเทศทั่วโลก ได้แก่ แอฟริกา อเมริกา เอเชีย และยุโรป และนี่จะเป็นครั้งแรกกับโรงแรมในเครือ ที่จะมาพัฒนาโรงแรมระดับห้าดาวในประเทศไทย บริเวณหาดทรายแก้ว จังหวัดภูเก็ต” 

(ภาพ : วิทวัส เทพสง)

ส่ง 4 ความเห็นผ่านพื้นที่สาธารณะแทน

“1. ความเห็นร่วมกับเครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง (คปสม.) , ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) หรือ พีมูฟ สภาองค์กรชุมชน สภาประชาชนภาคใต้ ให้กระทรวงการคลัง หยุด ชะลอเพื่อพิจารณาอนุญาตการดำเนินโครงการฯ เพราะด้วยผลกระทบทางการจัดสรรที่ดิน ระบบนิเวศ สังคมวัฒนธรรมจึงไม่มีความเหมาะสมเป็นโรงแรมใหญ่ได้ เนื่องจากพื้นที่บริเวณหาดไม้ขาว (หาดหินลูกเดียว) เป็นพื้นที่สาธารณะ ใช้เป็นพื้นที่หากิน เป็นที่พักผ่อนของประชาชนทั่วไป ประชาชนใช้ร่วมกันมาอย่างยาวนาน

อีกทั้งพื้นที่บริเวณหาดไม้ขาว เป็นที่อ่อนไหวทางสิ่งแวดล้อม กล่าวคือ จะเกิดผลกระทบในการวางไข่ของเต่ามะเฟืองที่กำลังสูญพันธุ์ ทางโครงการฯยังตอบไม่เคลียร์และการจัดการกับการป้องกันแก้ปัญหาไม่สามารถตอบโจทย์ระบบนิเวศชายหาดที่เหมาะสมให้เต่าขึ้นวางไข่ได้ ทั้งเป็นพื้นที่กระทบการวางไข่และเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์วัยอ่อนจากแขกโรงแรมจำนวนมากที่จะใช้พื้นที่ชายหาดเล่นน้ำ ทำกิจกรรมทางทะเล

และด้านประเด็นความเหลื่อมล้ำในการกระจายการถือครองที่ดิน ปกป้องแผ่นดินของชาติ ถ้ากระทรวงการคลังและจังหวัดภูเก็ตอ้างว่ามีความประสงค์ที่จะจัดสรรที่ดินเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ก็ควรที่จะพิจารณาจัดสรรที่ดินเหล่านั้นให้กับประชาชนคนไทยที่ยังไม่ที่ดินที่อยู่อาศัยเป็นอับดับแรก

ดังนั้นจึงมีข้อเสนอว่า ให้กระทรวงการคลัง จังหวัดภูเก็ตและภาคเอกชน จัดหาพื้นที่อื่นที่มีความเหมาะสมกว่าในการประกอบการเป็นพื้นที่เพื่อการท่องเที่ยว

2. เครือข่ายชาวเลฯ ยังไม่เชื่อมั่นที่โครงการฯได้ศึกษาและชี้แจงการประเมินผลกระทบฯ มาตรการป้องกันผลกระทบเรื่องพื้นที่ประเพณีนอนหาดของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลชนเผ่ามอแกลน มอแกน อูรักลาโว้ย ก็ย้อนแย้งกับการปฏิบัติในปัจจุบัน ไม่แสดงถึงความจริงใจ เขียนไปในมิติที่ได้รับการอนุญาตและก่อสร้างโรงแรมแล้ว แต่การปักเสาลวดหนามที่ต่อไปจะเป็นกำแพงโรงแรมในตอนนี้กลับทับบนพื้นที่ประเพณีนอนหาดชาวเล ทั้งส่วนพื้นที่ลานกิจกรรมหน้าศาลพ่อตาหินลูกเดียว สนามกีฬาประเพณี พื้นที่จอดรถ ร้านค้าชาวเล การปักเสาลวดหนามหรือการก่อสร้างกำแพงโรงแรม

3. การประเมินผลกระทบของโครงการฯ ไม่คำนึงถึงหลักสิทธิชนพื้นเมืองสากล หลักรัฐธรรมนูญไทย นโยบายต่างๆในประเทศ เช่น

  3.1 ปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิของชนเผ่าพื้นเมือง United Nations Declaration on thr Rights of Indigenous Peoples หรือ UNDRIP ตั้งแต่ปี 2007 โดยสาระสำคัญระบุว่า ชนเผ่าพื้นเมือง มีสิทธิในที่ดิน เขตแดน และทรัพยากร ซึ่งพวกเขาครอบครอง และเป็นเจ้าของตามประเพณี หรือเคยใช้ หรือเคยได้รับมาก่อน รัฐจักต้องให้การยอมรับและคุ้มครองในทางกฎหมาย

  3.2 อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ Convention on Biological Diversity หรือ CBD มีมาตราที่ส่งเสริมภูมิปัญญาชนเผ่าพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่นในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงการร่วมจัดการพื้นที่คุ้มครอง อนุสัญญานี้ ไทยเข้าร่วมให้สัตยาบันเป็นภาคีแล้ว

  3.3 สืบเนื่องจาก CBD ได้มีพิธีสารนาโงยา Nagoya Protocol ที่เน้นเรื่องการจัดการพื้นที่คุ้มครองร่วม แต่ไทยเพียงรับรอง-ไม่ร่วมผูกพันเป็นภาคี

  3.4 กรอบอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ United Nations Framework Convention on Climate change หรือ UNFCCC ซึ่งต่อมาได้มี ความตกลงปารีส Paris Agreement ซึ่งไทยได้เข้าร่วมผูกพันแล้ว มีส่วนที่กล่าวถึงการใช้ภูมิปัญญาชนเผ่าพื้นเมืองช่วยแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

  3.5 นายกรัฐมนตรีไทยได้รับรอง เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals) ในฐานะวาระ การพัฒนาแห่งสหประชาชาติภายหลังปี 2015 ซึ่งหัวใจของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนนี้คือจะเน้นการพัฒนาที่ ไม่ทอดทิ้งใครไว้เบื้องหลัง (Inclusive development principles)

  3.6 รัฐธรรมนูญ ปี 2560 มาตรา 70 ยังได้ระบุ “รัฐพึงส่งเสริมและให้ความคุ้มครองชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ให้มีสิทธิดำรงชีวิตในสังคมตามวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตดั้งเดิมตามความสมัครใจได้อย่างสงบสุข ไม่ถูกรบกวนทั้งนี้ เท่าที่ไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ หรือสุขภาพอนามัย”

  3.7 สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เสนอให้ตั้งคณะกรรมการอำนวยการบูรณาการนโยบาย เพื่อฟื้นฟูวิถีชีวิตและแก้ไขปัญหากลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล โดยยกเรื่องปัญหาที่ดิน มาเป็นอันดับแรก และระหว่างที่มี การฟ้องคดีต้องให้มีหน่วยงานดูแลคุ้มครอง ช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ประสบปัญหาอย่างทันท่วงที รวมทั้งผลักดันการพัฒนา พื้นที่คุ้มครองทางวัฒนธรรมชาติพันธุ์ชาวเล และขยายผลไปสู่ชาติพันธุ์อื่นๆ

  3.8 ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม (หน้า 44) ข้อ 4.3.5 สนับสนุนการพัฒนา บนฐานทุนทางสังคมและวัฒนธรรม ภายใต้บริบทของสังคมที่มีความหลากหลายมากขึ้นทั้งทางชาติพันธุ์ ศาสนา และวิถีชีวิต ทางวัฒนธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ ส่งเสริมความตระหนักในสิทธิมนุษยชน สร้างความเท่าเทียมกันในเรื่องสิทธิและศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์ในกลุ่มชาติพันธุ์ ให้ความสำคัญกับองค์ความรู้และภูมิปัญญา สร้างความภาคภูมิใจในรากเหง้าของคนในท้องถิ่น สร้างความเข้าใจและจุดร่วมบนความแตกต่างอย่างสร้างสรรค์ฯ

  3.9 ที่นี่เป็น 1 ในพื้นที่ 14 พื้นที่คุ้มครองครองวัฒนธรรมฯชาวเล ตามมติและคำสั่งคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาในที่อาศัย ที่ทำกิน และพื้นที่ทางจิตวิญญาณของชุมชนชาวเล ที่มี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมฯ เป็นประธาน มีกระทรวงต่างๆที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นคณะอนุกรรมการฯ ตามกรอบนโยบายในมติคณะรัฐมนตรี 2 มิ.ย. 2553 ว่าด้วยการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล ทั้งยัง มีมติ ครม. 1 ก.พ. 2565 ให้แก้ไขปัญหาขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรมและเร่งดำเนินการเรื่องพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตฯ ล่าสุด นายกรัฐมนตรีได้มีการตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาและฟื้นฟูวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลและกะเหรี่ยง โดยมีรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีการดำเนินการศึกษาข้อมูลของหน่วยงานวิชาการเพื่อเสนอให้มีนโยบายประกาศเป็นพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลฯ ใน พ.ศ. 2566

4. เนื่องจากทางจังหวัดภูเก็ตที่ได้รับเรื่องร้องเรียนให้ชะลอโครงการฯและตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อแก้ไขปัญหายังไม่มีความคืบหน้า ทำให้แนวทางใช้กลไกจังหวัดเป็นพื้นที่กลางในการหาทางออกร่วมกันอย่างชอบธรรมยังไม่เกิด จึงให้ยกระดับสู่การแก้ไขปัญหาในระดับนโยบายกับรัฐบาลและกระทรวงการคลังที่เป็นต้นเรื่องของปัญหาโดยตรง” เครือข่ายเปิดเผยความเห็น 4 ประเด็นหลักต่อโครงการฯ ผ่านแถลงการณ์

เครือข่ายฯ ยื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตเรียกร้องให้แก้ปัญหากรณีโรงแรมปักเสาแสดงการครอบครองหาดไม้ขาว เมื่อ 11 ส.ค. 2566 ที่ผ่านมา(ภาพ : กรมประชาสัมพันธ์)

ประกาศเดินทางมาเรียกร้องรัฐบาลที่กรุงเทพฯ

“กว่า 1 เดือนที่ เครือข่ายชาวเลฯและ คปสม.มีการยื่นหนังสือต่อผู้ว่าฯจังหวัดภูเก็ต จนกระทั่งเปลี่ยนผู้ว่าฯคนใหม่ก็ยังไร้ความคืบหน้า กรณีให้ต่างชาติเช่าที่ดินแปลงใหญ่ ระยะยาวแบบนี้ ต้นเหตุต้องมาจากระดับกรม กระทรวง รวมถึงนโยบายรัฐบาลที่ไม่มีการศึกษา สอบถามประชาชนก่อนให้ต่างชาติเช่า 

ดังนั้นประชาชน saveหาดไม้ขาว จึงต้องเดินทางไปกรุงเทพฯเพื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุต่อไป” เครือข่ายประกาศในแถลงการณ์