“เมกะโปรเจ็กต์น้ำ 46,250 ล้าน-จัดผังเมืองใหม่?” ทิศรับมือน้ำท่วมอุบล

ขณะที่ ทั้งกลิ่น ภาพ และเสียง ดูจะยังไม่จางไปจากความทรงจำชาวอุบล ถึง “ความเดือดร้อนและความเสียหายจากเหตุน้ำท่วมใหญ่เมืองอุบล” ในปี 65 ที่ผ่านมา ที่ถือว่ารุนแรงที่สุดในรอบ 43 ปี 

บทสนทนาและข้อถกเถียงถึง “สาเหตุ การรับมือ และทางออกระยะยาว” ยังคงคุกรุ่นต่อเนื่องในพื้นที่ ปะทุเป็นระยะตามวาระโอกาส และยังคงไม่มีการตกผลึกอย่างเป็นทางการ

นราวิชญ์ เชาวน์ดี พาไปส่องบทสนทนาล่าสุด จากวงเสวนาวันนี้ ที่จัดขึ้นใจกลางเมืองอุบล บทสนทนาที่มีคำว่า “เมกะโปรเจ็กต์น้ำ 46,250 ล้าน” “จัดผังเมืองใหม่” และ “เขื่อน” เป็นส่วนสำคัญของการถกเถียงเรื่องข้อเสนอทางออก

(ภาพ : MAEW2023)

“เมกะโปรเจ็กต์น้ำ 46,250 ล้าน” หอการค้าเสนอทางออก

“เมื่อก่อนน้ำท่วมครั้งใหญ่ ๆ ของจังหวัดอุบลราชธานี จะเกิดขึ้นทุก ๆ 8 – 9 ปี แต่พอมาถึงปี 2562 มา 2565 มันเหลือ 3 ปี หลังจาก 2565 มาปีนี่ ตอนนี้มันเกิดขึ้นทุกปีแล้วครับ ด้วยบริบทพื้นที่ของจังหวัดอุบลราชธานีเป็นแอ่งกะทะ เป็นพื้นที่รับน้ำก่อนลงแม่น้ำโขง ดังนั้นปฏิเสธไม่ได้เลยว่าอุบลฯ มีโอกาศที่จะเกิดน้ำท่วมทุกปี

ปี 2565 มีพื้นที่โดนน้ำท่วมกว่า 3 แสนไร่ ปี 2562 ท่วมพื้นที่เสียหายไปกว่า 5 แสนไร่ ความเสียหายทางเศรษฐกิจของปี 2562 เสียหายไป 5,800 ล้านบาท แต่ความเสียหายที่เรายังไม่ได้คำนวนถึงความเสียหายที่มากกว่านั้น คือ โอกาศทางธุรกิจ และโอกาศทางรายได้ของพี่น้องประชาชน” 

มงคล จุลทัศน์ ประธานกรรมการหอการค้าจังหวัดอุบลราชธานี เปิดเผยวันนี้ (27 ก.ย. 2566) ภายในงานเสวนา คุณค่าและทรัพยากรเมืองอุบล เมืองริมฝั่งน้ำมูลและแม่น้ำโขง ณ ร้านส่งสาร ย่านเมืองเก่า ต.ในเมือง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในงานสัปดาห์สิ่งแวดล้อมแม่โขง – อาเซียน ประจำปี 2566 หรือ Mekong – ASEAN Environmental Week 2023: MAEW2023

ซึ่งมีผู้ร่วมเสวนาได้แก่ มงคล จุลทัศน์ ประธานกรรมการหอการค้าจังหวัดอุบลราชธานี นิกร วีสเพ็ญ ทนายความสิทธิมนุษยชน และนักกิจกรรมอาวุโสชาวอุบลราชธานี สมปอง เวียงจันทน์ ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อนปากมูล และรองศาสตราจารย์ ดร.กนกวรรณ มะโนรมย์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยสังคมอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (MSSRC) คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

ประธานกรรมการหอการค้าจังหวัดอุบลราชธานี อธิบายเพิ่มเติมถึงความหนักหนาสาหัสของค่าเสียโอกาศ เนื่องจากเวลาเกิดน้ำท่วม พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักคือ อำเภอเมือง และอำเภอวารินซำราบ ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่อยู่ใกล้กัน และเป็นพื้นที่ที่รัฐเก็บภาษีได้เป็นอันดับต้น ๆ ของจังหวัดอุบลราชธานี ดังนั้นเวลาน้ำท่วมการสัญจรระหว่างเมืองหยุดชะงัก ทำให้คนในอุบลราชธานีกว่า 1 ล้าน 8 แสนคน ไม่สามารถไปทำงานได้ สูญเสียทั้งต่อรายได้ต่อครัวเรือน และต่อเศรษฐกิจ รวมถึงการขนส่งสินค้าระหว่างเมืองก็หยุดชะงักเช่นกัน

“ถ้าไม่มีการแก้ไขมันก็จะเกิดขึ้นซ้ำ ๆ เหมือนเดิม มีหลายความคิดเห็นในการแก้ปัญหา แนวทางหนึ่งที่มีการศึกษามาแล้วคือการทำคลองผันน้ำ 97 กิโลเมตร 46,250 ล้าน ทำให้น้ำที่มาจาก 2 แม่น้ำระบายได้ไว้ขึ้น ซึ่งก็ต้องศึกษาผลกระทบกันต่อไป โครงการนี้ก็เป็นโครงการหนึ่งที่เรามีหมุดหมายที่จะทำ

อีกโครงการหนึ่งที่ทางหอการค้าเป็นคนเสนอก็คือ การตัดถนนยกระดับเหมือนโทลเวย์สูงขึ้นไป เพื่อบรรเทาโอกาศทางธุรกิจที่จะเสียหายจากการหยุดชะงักของการขนส่ง ซึ่งไม่ใช่แค่มีประโยชน์ทางธุรกิจอย่างเดียว แต่ยังช่วยให้ประชาชนเดินทางได้สะดวกขึ้นถ้าเกิดน้ำท่วม

ผมเสนอไป 2 เส้น 1.7 กิโลเมตร งบประมาณอยู่ที่ 450 ล้านบาท อีกเส้นหนึ่งระยะทาง 4.7 กิโลเมตร งบประมาณอยู่ที่ 800 ล้านบาท ถ้าเส้นไหนทำได้ก็ทำเส้นนั้น เพื่อไม่ให้การขนส่งเป็นอัมพาต” มงคล กล่าว

คลองผันน้ำ 97 กิโลเมตร คู่ขนานลำน้ำมูล เบี่ยงปริมาณน้ำส่วนเกินเลี่ยงเมือง และชุมชนริมน้ำมูล (ภาพ : ฐานเศรษฐกิจ)

มองต่างมุม “สาเหตุน้ำท่วม”

ประธานหอการค้าฯ มองว่าปัญหาน้ำท่วมของจังหวัดอุบลราชธานีมีสาเหตุมาจากปริมาณน้ำฝนที่มากขึ้น ความเจริญของเมืองทำให้พื้นที่รับน้ำน้อยลง และเขื่อนปากมูลไม่ใช่สาเหตุหลักของปัญหาน้ำท่วมเมืองอุบล 

ขณะที่ นิกร วีสเพ็ญ ทนายความสิทธิมนุษยชน และนักกิจกรรมอาวุโสชาวอุบลราชธานี มองว่าสาเหตุหลักของน้ำท่วมมาจากการบริหารจัดการระบบชลประทานที่มีปัญหาของหน่วยงานรัฐ ซึ่งเขื่อนปากมูลก็เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญ เนื่องจากเขื่อนดังกล่าวเป็นตัวขวางน้ำจากแม่น้ำมูลไม่ให้ไหลลงสู่แม่น้ำโขงอย่างเป็นธรรมชาติ

“ต่อให้เขื่อนเปิดบานประตูทั้งหมด 8 บานก็ยังไม่พอ เหมือนการจราจรที่ในอดีตมี 20 เลนให้เดินทาง แต่ปัจจุบันกลับได้มากที่สุดเพืยง 8 บาน” นิกร กล่าว

“ล่าสุดได้ไปดูการจัดผังเมืองจังหวัดอุบลราชธานี พบว่ามีการกักพื้นที่สำหรับเป็นแหล่งรับน้ำน้อยมากแทบไม่มีเลย ทั้ง ๆ ที่แต่ก่อนมีเยอะมาก 

การวางผังเมืองไม่ได้กำหนดพื้นที่แบบนี้ไว้เลย มีน้อยมาก นี่คือปัญหาหลักที่ทำให้น้ำท่วมอุบล โดยเฉพาะปัจจุบันที่มีน้ำเยอะมากจากการเกิดพายุที่ถี่ขึ้น บวกกับโครงสร้างพื้นฐานอย่างถนน และการก่อกำแพงที่กั้นน้ำไว้ไม่ให้ไหลสู่พื้นที่รองรับน้ำ” ร.ศ. ดร.กนกวรรณ ให้ความเห็น

(ภาพ : DXC Thai PBS)

จัดผังเมืองใหม่ ทางเลือกทางออก” นักวิชาการเสนอ

ด้วยเหตุผลดังกล่าวทำให้ รองศาสตราจารย์ ดร.กนกวรรณ มะโนรมย์ เสนอว่า ควรจะมีการจัดผังเมืองใหม่ โดยกำหนดให้ชัดเจนว่าจะใช้พื้นที่ตรงไหนเป็นพื้นที่รับน้ำ ซึ่งต้องมีการพูดคุยกันอย่างจริงจังระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับประชาชนในพื้นที่

“คุยกันให้ชัดไปเลยว่าทิศทางการพัฒนาเมืองอุบลจะไปในทิศทางไหน จะขยายตัวทางเศรษฐกิจไปโซนไหน ถนนจะเป็นอย่างไร อาจจะลอยอยู่ข้างบนอย่างที่ประธานหอการค้าเสนอก็ได้ หรือทำทางลอดแม่น้ำก็ได้ 

ถ้าทำได้ โครงการ 4 หมื่น 5 พันล้าน อาจจะไม่จำเป็น” อาจารย์จากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าว

เรื่องค่าชดเชยเยียวยาเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ รองศาสตราจารย์ ดร.กนกวรรณ มะโนรมย์ ยกขึ้นมาพูดในวงเสวนา เนื่องจากปัจจุบันหลังจากเกิดเหตุน้ำท่วม ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบได้รับค่าชดเชยเยียวยาน้อยมาก จากการเก็บข้อมูลค่าเยียวจากความเสียหายจากน้ำท่วมเมื่อปี 2562 ที่ชาวบ้านได้รับพบว่าได้รับค่าชดเชยเพียง 10% ของความเสียหายทั้งหมดเท่านั้น 

นอกจากค่าชดเชยที่น้อยกว่าที่ต้องได้รับแล้ว อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องจัดการคือความล่าช้าของการจ่ายค่าชดเชย ซึ่ง ดร.กนกวรรณ ยกตัวอย่างถึงกรณีน้ำท่วมล่าสุดเมื่อปี 2565 แต่ผู้ได้รับผลกระทบเพิ่งได้เงินชดเชยเมื่อประมาณ 1 เดือนที่ผ่านมา

“อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องหันมาพูดถึงให้มากขึ้นคือจะทำอย่างไรหลังจากน้ำลดแล้ว จะจัดการอย่างไรกับโคลน สัตว์มีพิษที่เข้ามาในบ้านช่วงน้ำท่วม อันนี้คือปัญหาหลังน้ำท่วมที่ต้องให้ความสำคัญ” ดร.กนกวรรณ กล่าว

บริเวณพื้นที่ที่จะสร้างเขื่อนภูงอย (ภาพ : สำนักข่าวชายขอบ)

“เขื่อนเก่า-เขื่อนใหม่” อีกปัญหาใหญ่คนอุบล

“ก่อนที่จะมีเขื่อนปากมูลปลาในแม่น้ำมูลมีความอุดมสมบูรณ์มาก แต่พอมีเขื่อนขึ้นมาช่วงปี 2535 ส่งผลให้ปลาสูญพันธุ์ เราที่ทำอาชีพประมงก็ได้รับผลกระทบด้วย ก่อนหน้านี้ที่ได้กำไรจากการจับปลา พอเขื่อนมารายได้ก็หายหมด

จริง ๆ ก่อนหน้านั้นพอได้ยินว่าจะมีการสร้างเขื่อนปากมูลหัวใจมันก็สลายแล้ว เราเห็นมาก่อนจากตอนเปิดเขื่อนสิรินธร พอเปิดเขื่อนปลาในแม่น้ำลำโดมน้อยไม่ว่ายข้ามมาในแม่น้ำมูลเลย” สมปอง เวียงจันทน์ ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อนปากมูล เปิดเผยในวงเสวนา

สมปอง เล่าต่อว่า จากผลกระทบที่เกิดขึ้น ทำให้มีการรวมตัวกันเพื่อพิสูจน์ว่าการมาของเขื่อนสร้างผลกระทบต่อรายได้ที่เคยได้รับจากการหาปลา จนนำไปสู่การไปชุมนุมที่กรุงเทพฯ ในปี 2538 แต่ก็ไม่ได้รับการเหลียวแล หลังจากนั้นก็มีนักข่าวมาทำข่าวชาวบ้านออกไปจับปลากว่า 200 ลำเรือ แต่จับปลาไม่ได้แม้แต่ตัวเดียว พอข่าวเผยแพร่ออกไป รัฐบาลก็ยอมรับทำให้มีการเจรจาสมัยรัฐบาลพลเอกชวลิต ยงใจยุต มีมติให้ตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาค่าชดเชยแต่มตินั้นก็ล้มไปในสมัยรัฐบาล ชวน หลีกภัย 

นอกจากเขื่อนปากมูลที่ตั้งอยู่ในปรเะทศแล้วเขื่อนภูงอยที่วางแผนจะสร้างในอนาคต ก็สร้างความกังวลให้กับผู้คนในจังหวัดอุบลราชธานีด้วยเช่นกัน ถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นเนื่องจากเขื่อนดังกล่าวตั้งฝั่งตรงข้ามกับ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี

“โจทย์เก่าอย่างเขื่อนปากมูลก็ยังอยู่ แถมยังจะมีโจทย์ใหม่อย่างเขื่อนภูงอยที่จะตั้งอยู่ทางใต้เมืองปากเซ เมืองหลวงของแขวงจำปาสัก ฝั่งตรงข้ามกับ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี 

เขื่อนนี้ก็จะทำให้น้ำเท้อมาถึง อ.โขงเจียม เข้าไปในแม่น้ำปากมูล ปัญหาที่เรายังตอบไม่ได้ก็คือ น้ำในแม่น้ำมูลทั้งหมด จะไหลลงสู่แม่น้ำโขงยังไงเมื่อฤดูน้ำมา มันจะไหลลงไปยังไง แล้วเมืองจะอยู่ยังไง” นิกร วีสเพ็ญ กล่าว

ผังเมืองรวมจังหวัดอุบลราชธานี (ภาพ : สำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ)