“ก้าวไกลจะทำอะไรบ้างใน-นอกสภา กรณีเขื่อนปากแบง” สส.วิโรจน์

“3 ช่องทางในสภา : ตั้งกระทู้สด ตั้งกระทู้ทั่วไป กลไกกรรมาธิการ – คู่ขนานกับการทำงานร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชน – ชี้สาธารณะภาพใหญ่ความเชื่อมโยง “เขื่อนปากแบง-ค่าไฟแพง-โครงสร้างไม่เป็นธรรม” ยอมรับ “ไม่ง่าย-แต่ต้องทำ” ดันผ่านกลไกกรรมาธิการสภา” 

วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวในเวทีเสวนาออนไลน์ “เขื่อนปากแบง ผลประโยชน์ของชาติ หรือผลประโยชน์ของใคร?” วันนี้ (26 ก.ย. 2566) จัดโดย The Reporters (ดูย้อนหลังเวทีเสวนา)

(ภาพ : ประชาชาติธุรกิจ)

3 ช่องทางดันในสภา : ตั้งกระทู้สด-ตั้งกระทู้ทั่วไป-กลไกกรรมาธิการ

“มีกลไกที่ทำได้หลายข้อ (กรณีเขื่อนปากแบง)

1. คือการตั้งกระทู้ถามทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ถ้ากระทู้สด คุณพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ยังหนีอีกเป็นคำรบที่ 2  ไม่ว่าจะอ้างเรื่องภารกิจทางราชการอะไรก็ตาม แต่ว่าหนีไป 2 สัปดาห์ ไปเที่ยว 2 สัปดาห์ ผมคิดว่าประชาชนก็วิพากษ์วิจารณ์หนักละ เพราะเรื่องนี้เป็นผลประโยชน์ของชาติ เป็นผลประโยชน์ของประชาชนทั้งประเทศ ผมก็เตือนไว้ตรงนี้ว่าให้มาตอบเถอะ ถามตรง ๆ ตอบตรง ๆ 

2. ถ้าไม่มาจริง ๆ ก็ต้องตั้งกระทู้ทั่วไป อาจจะให้ตอบในที่ประชุมสภา หรือตอบในห้องกระทู้ถามก็ได้ หรือถ้าจะต้องการให้ตอบเป็นลายลักษณ์อักษรก็ดีเหมือนกัน คือให้ตอบในราชกิจจานุเบกษาเลย จะได้เป็นหลักฐานซึ่งสามารถเผยแพร่ให้กับประชาชนทราบด้วย

3. ยังมีคณะกรรมาธิการการพลังงาน ซึ่งเราสามารถที่จะเอาเรื่องนี้เข้าไปหารือ หรือจะเป็นคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งพรคคก้าวไกลเป็นประธาน ซึ่งคาดว่าจะสามารถจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพหน่อย เพราะว่าถ้าเป็นคณะกรรมาธิการที่พรรคก้าวไกลไม่ได้เป็นประธาน คราวนี้ก็จะมียื้อละ ขอให้เซ็นเอกสารประธานก็ไม่เซ็นให้ จะเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องมาหารือ ประชาชนพร้อมอยู่แล้ว แต่ราชการเดี๋ยวก็ไม่มาอีก หรือส่งข้าราชการในระดับที่ไม่สามารถตัดสินใจได้ เพื่อซื้อเวลาไปเรื่อย ๆ อันนี้ถ้าเราชั่งใจว่าคณะกรรมาธิการไหนที่คิดว่าเหมาะ อาจจะเป็นคณะกรรมาธิการทางด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ 

หรือในกรณีที่เราพบว่ามีการใช้จ่ายงบประมาณด้วย  เราก็ยังมีกลไกของคณะกรรมาธิการติดตามตรวจสอบงบประมาณ ซึ่งพรรคก้าวไกลก็เป็นประธานด้วย ก็สามารถใช้กลไกของคณะกรรมาธิการเหล่านี้ในการติดตาม ตรวจสอบไปเรื่อย ๆ” สส.วิโรจน์ กล่าว

วิโรจน์ ลักขณาอดิศร (ภาพ : PPTVHD)

ภารกิจคู่ขนาน : ทำงานร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชน

“แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องทำงานกับภาคประชาชนด้วย เพราะว่าการสะท้อนของประชาชน และปัญหาหน้างานจริง หลักฐานทางกายภาพที่เกิดขึ้นจริง ความเป็นห่วงของประชาชนจริง ๆ อันนี้เป็นหลักฐานที่ดีที่สุด เป็นหลักฐานที่มีลมหายใจ มันไม่ใช่ว่าอยู่ดี ๆ คุณไปตั้งที่ปรึกษาใครก็ไม่รู้ แล้วก็มาศึกษา ได้เอกสารมากองหนึ่ง แล้วเราก็เชื่อเอกสารกองนั้น 

หลายครั้งเราก็ตั้งประเด็นคำถามในเรื่องนี้ว่า เวลารัฐไปจ้างที่ปรึกษา คุณก็ต้องจ้างที่ปรึกษาที่จะทำการศึกษาเพื่อให้รัฐสามารถจัดสร้างโครงการนั้นให้ได้หรือไม่ มันคือการตั้งประเด็นจากประชาชนที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นเสียงสะท้อนของประชาชน และการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างประชาชนในพื้นที่ 

และที่สำคัญที่สุด ต้องขยายผลเรื่องนี้ให้กับภาคประชาชนอื่น ๆ ด้วย อย่ามองปัญหาเขื่อนปากแบงเป็นปัญหาเฉพาะของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อนเท่านั้น เพราะนี่จะกระทบกับค่าไฟฟ้า ซึ่งคุณแยม คุณเพียรพร ญาติคุณเพียรพร ญาติครูตี๋ ญาติคุณทองสุข แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ตรงนั้น สุดท้ายก็ต้องร่วมจ่ายค่าไฟที่แพงขึ้น และมันผูกพัน 29 ปี 

ตอนนี้ผมอายุ 46 ปี อีก 29 ปี ผมอาจจะตายไปแล้ว ลูกผมยังต้องมานั่งรับภาระจากเขื่อนนี้เลย แล้วถ้าเกิดวันนี้เราไม่ขยับอะไร ผมกลัวว่าในอนาคต ลูกผม หลานผม จะจุดธูปดอกเดียวมานั่งด่าผมอีก ว่าทำไมวันนี้ผมไม่พยายามที่จะจัดการปัญหานี้เลย ก็ต้องขับเคลื่อนร่วมกัน ถ้าใครเคยดูการ์ตูน โจโจ้ ล่าข้ามศตวรรษ เขื่อนนี่ล่าข้ามศตวรรษจริง ๆ เพราะมันจะผูกพันยาว” สส.วิโรจน์ กล่าว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (ภาพ : ประชาชาติธุรกิจ)

ชี้สาธารณะ : ความเชื่อมโยง-ภาพใหญ่ “เขื่อนปากแบง-ค่าไฟแพง”

“เวลามีการสร้างเขื่อน หรือสร้างโรงไฟฟ้า ประชาชนคนไทยจะรู้สึกว่าผลกระทบมันจะเกิดขึ้นเฉพาะบริเวณรอบนอกโรงไฟฟ้า หรือชุมชนรอบ ๆ  ที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อนเท่านั้น คือรู้สึกว่าโรงไฟฟ้าไม่ว่าจะถ่านหิน หรือก๊าซธรรมชาติ มันไม่ได้สร้างขึ้นที่ข้างบ้านเรา หรือหลังบ้านเรา เราเลยคิดว่าเราไม่ได้รับผลกระทบอะไร บางคนกลับคิดว่าดีซะอีกจะได้มีพลังงานไฟฟ้าเอาไว้ใช้เยอะ ๆ มันเป็นเรื่องปกติที่เรามักจะมองไม่เห็นภัยที่อยู่ไกลตัว ดังนั้นการจะต้องสู้เรื่องเขื่อนก็จำเป็นเฉพาะประชาชนที่อยู่ในละแวกนั้นเป็นส่วนใหญ่ หรือประชาชนที่อยู่ใกล้กับที่ตั้งโรงไฟฟ้าเสียเป็นส่วนใหญ่

แต่ปัจจุบันเราคิดอย่างนั้นไม่ได้แล้ว ที่วันนี้ค่าไฟฟ้าแพงมากมหาศาล จนเราสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน ก็เป็นเพราะเราสั่งสมปัญหาที่เราละเลย ที่มองว่ามันเป็นปัญหาเฉพาะกลุ่มคนที่อยู่ใกล้เขื่อน ที่อยู่ใกล้โรงไฟฟ้าเท่านั้น สุดท้ายค่าไฟฟ้าเราเลยอยู่ที่ 4 บาทกว่า 

การที่ลดลงเหลือ 3.99 บาท คือการใช้เงินอุดหนุน ไม่ได้เป็นการแก้ไขสัญญา สุดท้ายก็เอาเงินภาษีของเราไปจ่ายอยู่ดี ซึ่งถ้าไม่ได้รับการแก้ปัญหาที่โครงสร้าง สุดท้ายค่าไฟที่มันแพง ๆ มันก็จะงอกขึ้นมาอีก และมันอาจจะแพงกว่าเดิมด้วยซ้ำไป

ดังนั้นผมคิดว่าปัญหานี้มันไม่ใช่ปัญหาของคนกลุ่มใด กลุ่มหนึ่งที่อยู่ใกล้กับโรงไฟฟ้า หรืออยู่ใกล้เขื่อนอีกต่อไป แต่มันเป็นปัญญาของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ 

“เพราะเวลาค่าไฟมันขึ้นจากโครงสร้างที่มันบิดเบี้ยว มันจะไม่สามารถแก้ไขได้โดยทันที ต่อให้มีรัฐบาลใหม่ อยู่ดี ๆ จะไปแก้ไขสัญญาทาส สัญญาที่ไม่เป็นธรรมที่ทำขึ้นไว้ในสมัยรัฐบาลก่อนกับนายทุนกลุ่มหนึ่ง มันไม่สามารถที่จะทำได้อย่างง่ายดายนัก”

ดังนั้นผมอยากจะชวนภาคประชาชนที่กำลังรับฟัง เรามาทำงานร่วมกัน ผมคิดว่าการแก้ไขปัญหาให้ลุล่วง ให้ประสบความสำเร็จ มันจะต้องไม่ปล่อยให้ประชาชนในพื้นที่ต้องต่อสู้ตามลำพัง 

ภาคการเมืองก็คือภาคประชาชนจะต้องเข้ามามีส่วนร่วม และทำงานภายใต้ข้อเท็จจริง รวมทั้งจะต้องมีการสื่อสารให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมให้มากขึ้น ร่วมติดตาม ร่วมขับเคลื่อนด้วย เพราะหากความผิดพลาดในเชิงโครงสร้างของพลังงานอย่างนี้เกิดขึ้น ผมยืนยันว่าผลกระทบมันไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับคนตรงนั้น แต่มันเกิดขึ้นกับคนทั่วประเทศ” วิโรจน์กล่าว

(ภาพ : Paskorn Jumlongrach)

ยอมรับ “ไม่ง่าย-แต่ต้องทำ” ดันผ่านกลไกกรรมาธิการสภา

“ยืนยันว่าในกลไกกรรมาธิการต่าง ๆ ผมก็หวัง ทุกคนหวังว่าเข้ากรรมาธิการแล้วปัญหานี้มันจะจบ แต่ผมขอพูดอย่างตรงไปตรงมาแต่มันอาจจะเป็นข่าวร้าย ก็คือว่า เข้ากรรมาธิการหนึ่งรอบมันไม่จบ แต่สำหรับก้าวไกลก็จะเข้าไปเรื่อย ๆ ไปปรับเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องเรื่อย ๆ 

ซึ่งผมก็ต้องขอความกรุณาจาก (วิทยากรร่วมเวที) ทั้งครูตี๋ คุณทองสุข คุณไผ่ เพียรพร ว่าเราต้องทำงานร่วมกันในเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดกับทั้งข้อมูล ข้อเท็จจริง ทั้งฝั่งครูตี๋ ฝั่งคุณทองสุข ฝั่งคุณไผ่ เพียรพร แล้วก็ภาคประชาชนอื่น ๆ ในการขับเคลื่อนเรื่องนี้ เพื่อสุดท้ายเป้าหมายคือความเป็นธรรมที่เกิดขึ้นกับทุกคน ตรงนี้สำคัญที่สุด ไม่ควรต้องมีใครเสียสละ และเรื่องนี้มันไม่ใช่เรื่องเสียสละ สมัยก่อนชอบบอกว่าให้คนที่อยู่ใกล้โรงไฟฟ้า ใกล้เขื่อนก็เสียสละสิ คุณก็ใช้ไฟเหมือนกัน 

“เราต้องไม่หลงในมายาคติเหล่านี้ เพราะสุดท้ายการเสียสละที่ไม่เป็นธรรม มันทำให้ประชาชนทุกคนต้องจ่ายค่าไฟอย่างไม่เป็นธรรม มีแต่นายทุนที่รวย”

ผมยืนยันเรื่อง(ค่า)ไฟฟ้าว่า ทำไมผมต้องย้ำเรื่องนี้หลายครั้ง สมมติว่าคุณฐาปนีย์ติดหนี้นายทุนเงินกู้นอกระบบ ผมใจดีบอกว่าเดือนหน้าเดี๋ยวค่อยจ่ายก็ได้ เดี๋ยวดอกเบี้ยก็ทบไป มันอาจจะดูโหด แต่คุณฐาปนีย์ก็ยังได้หายใจหายคอ แต่สำหรับค่าไฟฟ้าที่แพงหูฉี่ 15 วันเท่านั้นก็โดนตัดไฟ อีกซักพักไม่จ่ายโดนยกหม้อไฟออกจากบ้าน มันโหดจริง ๆ มันสภาพเหมือนกับมาเฟียที่คอยไถเงิน คนไทยทั่วประเทศ 

สังเกตไหมว่าคนจนคนยากทุกคนต้องใช้ไฟหมด ไม่มีใครอยู่ได้โดยไม่ต้องใช้ไฟฟ้าอีกแล้ว ถ้าไม่มีเงินไปจ่ายโดนตัดไฟ โดนยกหม้อไฟ ในขณะที่นายทุนที่สร้างโรงไฟฟ้าเกินจำเป็น ทั้งโรงไม่ได้จ่ายไฟเลยแม้แต่เมกะวัตต์เดียว แต่นั่งนับเงินค่าพร้อมจ่ายฟรี ๆ โดยไม่ต้องทำงาน 

นี่แหละครับความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้น นี่ยังไม่นับถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิตที่หลาย ๆ ท่านก็ได้แลกเปลี่ยนไปแล้วด้วย ซึ่งเรื่องนี้เราต้องทำงานอย่างใกล้ชิด และดึงภาคประชาชนนอกพื้นที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย” วิโรจน์กล่าว

(ภาพ : Paskorn Jumlongrach)