“เข้าร่วม-ไม่ลงทะเบียน” สกน.-พีมูฟในเวทีรับฟังแรก ประกาศอุทฯถ้ำผาไท

เครือข่าย “สกน.-พีมูฟ ลำปาง” ส่งตัวแทนเข้าร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็นเวทีแรก กรณี“ประกาศเขตอุทยานแห่งชาติถ้ำผาไท” แต่ยัน “ไม่ลงทะเบียน-ไม่ให้ประกาศ”

ชี้ “เอกสารสะท้อนอคติชาติพันธุ์-แผนที่ประกอบไม่ชัดเจน” หัวหน้าอุทยานฯ ยอมรับ–ขอโทษ-ชี้แจง “ยังต้องกลับไปทำต่อ”

จบเวทีฯ เครือข่ายยื่น 5 ข้อเรียกร้อง ถึง “นายกฯ-รมต.ทรัพยากรคนใหม่” พร้อมแถลงชวนสาธารณะ “จับตาเวทีต่อไป”

(ภาพ : พชร คำชำนาญ)

“ยันไม่ให้ประกาศ-เข้าร่วมแต่ไม่ลงทะเบียน” 

“4 ก.ย. 2566 สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) จ.ลำปาง สมาชิกขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) ร่วมสะท้อนผลกระทบประกาศอุทยานแห่งชาติทับที่ชุมชนในเวทีรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียจากการประกาศอุทยานแห่งชาติถ้ำผาไท (เตรียมการ) ณ ห้องประชุมที่ว่าการอำเภองาว จ.ลำปาง 

โดยชาวบ้านต่างยังไม่ยินยอมให้ประกาศอุทยานฯ ดังกล่าวเนื่องจากยังไม่มีความชัดเจนในแนวเขตว่าทับซ้อนกับชุมชนหรือไม่ รวมทั้งกระบวนการประชาสัมพันธ์ก่อนเปิดเวทีดังกล่าวก็ไม่ทั่วถึง อาจขัดกับหลักการมีส่วนร่วม

เวลา 08.30 น. กลุ่มชาวบ้าน ประมาณ 300 คน ได้ตั้งขบวนหน้าปั๊ม ปตท. อ.งาว และเดินเท้าประมาณ 800 ม. มายังหน้าห้องประชุมที่ว่าการอำเภองาว และปราศรัยประมาณ 30 นาที โดยยืนยันว่าไม่ได้คัดค้านการประกาศเขตอุทยานฯ แต่จะต้องมีการกันแนวเขตที่ดินของชาวบ้านออกไปก่อน และชาวบ้านยังกล่าวถึงอคติทางสังคมของเจ้าหน้าที่รัฐที่มีต่อชาวบ้านกลุ่มชาติพันธ์ุ เนื่องจากเจ้าหน้าที่เห็นชาวบ้านกลุ่มชาติพันธุ์ด้อยกว่าตน ซึ่งเป็นอคติที่กลุ่มชาติพันธุ์ได้รับมาโดยตลอด ก่อนจะเดินเข้าห้องประชุม และร่วมสะท้อนความเห็นต่อการประกาศอุทยานแห่งชาติถ้ำผาไท

โดยในช่วงท้ายของเวทีปรากฏว่าไร้ข้อยุติ ชาวบ้านยืนยันไม่ลงทะเบียนเข้าร่วมรับฟังความเห็น และยืนยันให้เจ้าหน้าที่กลับไปทำความเข้าใจกับทุกชุมชนก่อน” มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ รายงานวันนี้ (4 ก.ย. 2566)

“เรามายืนยันสิทธิในการใช้ที่ดินของเราในการทำมาหากิน ทุกวันนี้ที่ชาวบ้านอยู่ในเขตป่าสงวนก็ลำบากมากพออยู่แล้ว ถ้ามีการประกาศเขตอุทยานแล้วชาวบ้านจะทำอย่างไร อยากจะฝากไปยังเจ้าหน้าที่อุทยาน ถึงแม้ว่าเราจะอยู่ในป่าในเขาแต่เราก็ไม่ได้ทำลายป่าอย่างที่พวกท่านกล่าวหาพวกเรา เราอยู่ในป่าตั้งแต่เกิด” ตัวแทนกล่าวปราศัย

“การประกาศอุทยานแห่งชาติถ้ำผาไทนั้นเป็นไปตามนโยบายป่าไม้แห่งชาติ และ แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่กำหนดให้ประเทศไทยต้องมีพื้นที่ป่า 40 เปอร์เซ็นต์ โดยเป็นป่าอนุรักษ์ 25 เปอร์เซ็นต์ และ ป่าเศรษฐกิจ 15 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอุทยานแห่งขาติถ้ำผาไทนั้นอยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 25 เปอร์เซ็นต์นั้น

ประเทศไทยนั้นมีเรื่องน้ำแล้ง น้ำหลาก ก็ต้องมีพื้นที่ป่าอุดมสมบูรณ์ มีระบบนิเวศกลับมาเหมือนเก่า เราต้องดูในภาพรวม อยากให้พี่น้องเข้าใจว่าทุกอย่างมันเป็นไปตามนโยบาย เราจึงต้องมาคุยกันว่าจะอยู่ร่วมกันอย่างไรให้สมดุล และยั่งยืน”  พีระเมศร์ ตื้อตันสกุล ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 13 ลำปาง ชี้แจงในเวทีฯ

พีระเมศร์ ตื้อตันสกุล ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 13 ลำปาง (ภาพ : พชร คำชำนาญ)

ชี้ “เอกสารสะท้อนอคติชาติพันธุ์-แผนที่ไม่ชัดเจน”

“มีผู้นำหลายชุมชนไม่ได้มาเข้าร่วม แต่เป็นปัญหาที่การประสานงานของอุทยานฯ หรือไม่ และหากประกาศไปโดยไม่มีส่วนร่วมจะสร้างผลกระทบต่อชุมชน

ถ้าประกาศอุทยานฯ ไปแล้วมันจะเป็นการตัดสิทธิของคนอยู่กับป่า อย่ามามีอคติกับชุมชน ที่บอกว่าจะมีการส่งเสริม และมีผลประโยชน์กับชุมชน นี่ขนาดตอนนี้ผมอยู่ป่าสงวนฯ ยังไม่ได้รับสิทธิเลย แล้วถ้าอยู่อุทยานฯ เราจะได้ได้ยังไง” สมพงษ์ ยาง ชาวปกาเกอะญอบ้านขวัญคีรีนอก หมู่ที่ 11 ต.บ้านร้อง อ.งาว จ.ลำปาง กล่าวถึงความไม่ชอบธรรมจากการจัดเวทีรับฟังความเห็นครั้งนี้

“หลังจากนั้นชาวบ้านจากชุมชนอื่น ๆ ก็ได้ร่วมสะท้อนความกังวล โดยเป็นความกังวลต่อกระบวนการสำรวจแนวเขตการประกาศอุทยานฯ ที่ไม่มีความชัดเจน ทับซ้อนกับชุมชน ความกังวลต่อข้อจำกัดทางกฎหมายในด้านการทำกิน เก็บหาของป่า เลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ป่า การพัฒนาสาธารณูปโภค และกระบวนการมีส่วนร่วมที่ไม่ใช่การมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

นอกจากนั้นยังพบว่าชาวบ้านไม่พอใจต่อหลักการ และเหตุผลในเอกสารประกอบรับฟังความเห็น ที่ปรากฏมีอคติต่อชุมชนในเขตป่า อาทิ การกล่าวหาว่าชาวบ้านค้าไม้ บุกรุกป่า และทำให้เกิดไฟป่า โดยชุมชนต่างร่วมกันยืนยันว่าชาวบ้านอยู่กับป่ามาก่อน และต่อสู้กับการทำสัมปทานป่าไม้ ฟื้นฟูป่าจนอุดมสมบูรณ์ โดยเรียกร้องให้อุทยานฯ ขอโทษชาวบ้านในประเด็นนี้” มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ รายงาน

ธนากร สิงห์เชื้อ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติถ้ำผาไท (เตรียมการ) ได้ขอโทษชาวบ้านในประเด็นดังกล่าว

เมื่อชาวบ้านขอให้ชี้แจงแนวเขตแผนที่แต่ชุมชน โดยให้พิมพ์เอกสารรายละเอียดให้ทุกบุมชนที่เกี่ยวข้อง แต่หน่วยงานชี้แจงกลับว่าข้อมูลการสำรวจแผนที่นั้นยังต้องกลับไปทำต่อ ซึ่งทำให้ชาวบ้านยืนยันว่า ยังไม่สามารถรับฟังความเห็นได้ เนื่องจากข้อมูลการสำรวจแนวเขต และกระบวนการในระดับพื้นที่ยังไม่ชัดเจนเป็นที่ยุติ

(ภาพ : The Standard / ไทยรัฐ)

5 ข้อเรียกร้อง ถึง “นายกฯ-รมต.ทรัพยากรคนใหม่”

“หลังจากยุติเวทีรับฟังความคิดเห็นตัวแทนชาวบ้านยื่นหนังสือถึง เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และยื่นถึงผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 13 ลำปาง ผ่าน พีระเมศร์ ตื้อตันสกุล ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 13 ลำปาง โดยมีข้อเรียกร้อง ได้แก่

1. ดำเนินการสำรวจข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดินร่วมกับชุมชนให้เป็นที่ยุติร่วมกัน และกันแนวเขตที่ดินเดิมของชุมชนออกจากพื้นที่เตรียมการประกาศอุทยานแห่งชาติถ้ำผาไท

2. กำกับดูแลหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับพื้นที่ โดยเฉพาะหน่วยงานภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มิให้ดำเนินการใด ๆ อันเป็นการกระทบต่อสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ละเมิดสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง และวิถีวัฒนธรรมของชุมชน ไม่ข่มขู่ คุกคาม และผลิตซ้ำอคติทางชาติพันธุ์ และอคติต่อคนอยู่กับป่า

3. เร่งปรับแก้กฎหมายด้านการจัดการป่าไม้ให้รับรองหลักสิทธิชุมชนท้องถิ่นตามรัฐธรรมนูญ และให้เร่งบรรจุแนวทางการบริหารจัดการที่ดิน ป่าไม้ รูปแบบสิทธิชุมชน โฉนดชุมชน ในนโยบายของรัฐบาล ให้เป็นไปตามปฏิญญาสากลที่ประเทศไทยได้ลงนามไว้ โดยเฉพาะปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง นายกรัฐมนตรีควรแถลงขอโทษต่อกลุ่มชาติพันธุ์ และชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทยต่อกรณีการดำเนินนโยบายต่าง ๆ ที่ละเมิดต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยต้องแถลงต่อสาธารณะ

4. เร่งผลักดันกฎหมายส่งเสริมและคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ที่มีแนวทางตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 3 ส.ค. 2553 ว่าด้วยแนวนโยบาย และหลักปฏิบัติในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง

5. นายกรัฐมนตรีควรแถลงขอโทษต่อกลุ่มชาติพันธุ์ และชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทยต่อกรณีการดำเนินนโยบายต่าง ๆ ที่ละเมิดต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยต้องแถลงต่อสาธารณะ” มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ เปิดเผยเนื้อหาหนังสือเรียกร้อง

(ภาพ : พชร คำชำนาญ)

ออกแถลงการณ์ “จับตาเวทีต่อไป”

“พวกเราคือผู้คนในผืนป่า ชุมชนชาติพันธุ์-ชนเผ่าพื้นเมือง ที่เป็นแนวหน้าในการดูแลและจัดการทรัพยากรธรรมชาติให้สมบูรณ์ เป็นผู้ฟื้นฟูผืนป่าจากการที่รัฐเปิดสัมปทานไม้ให้นายทุนมารุมทึ้งทำลายหลายทศวรรษ จนสามารถฟื้นกลับมาอุดมสมบูรณ์ เราได้ลงแรง ลงใจในการจัดการไฟป่า แต่กลับถูกกล่าวหาด้วยอคติว่าเป็นผู้ทำลาย แม้เราจะพิสูจน์ให้ภาครัฐและสังคมได้เห็นมาแล้วหลายชั่วอายุคนว่าวิถีวัฒนธรรมของเราคือสิ่งสำคัญที่ทำให้ผืนป่าอยู่ได้มาถึงปัจจุบัน

วันนี้ ณ ที่ว่าการอำเภองาว จ.ลำปาง พวกเราสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) จ.ลำปาง ได้มาเข้าร่วมกระบวนการรับฟังความเห็นในฐานะผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการประกาศอุทยานแห่งชาติถ้ำผาไท เพื่อส่งเสียงข้อเรียกร้องของเราต่อหน่วยงานรัฐภายใต้สังกัดของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้หยุดละเมิดสิทธิมนุษยชน หยุดลิดรอนสิทธิของคนอยู่กับป่า หยุดเพิกเฉยต่อปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง และรูปธรรมการตอบรับข้อเรียกร้องเหล่านี้ที่ชัดเจนที่สุด คือการกันแนวเขตพื้นที่ชุมขนทั้งหมดออกก่อนประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ ซึ่งเราเรียกร้องมาแล้วหลายยุคสมัย

เราจึงขอส่งเสียงไปถึงสังคมไทย โปรดจับตาเวทีการรับฟังความเห็นประกาศอุทยานแห่งชาติถ้ำผาไท อันจะเป็นภาพสะท้อนว่าทิศทางการจัดการที่ – ป่าไม้ทั้งประเทศจะล้มเหลว สร้างผลกระทบ ข้อพิพาทความขัดแย้งเช่นเดิมหรือไม่ และร่วมกันยืนยันข้อเรียกร้องว่า อย่าเอาบ้านเราไปประกาศอุทยานฯ ขอเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนช่วยกันส่งเสียงให้เร่งแก้นโยบายป่าไม้ – ที่ดินเผด็จการที่ไม่เห็นหัวคนอยู่กับป่า และผลักดันกฎหมายคุ้มครองสิทธิกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองโดยเร็วที่สุด

และขอจงร่วมกันเปล่งเสียงเรียกร้องให้ดังก้องทั่วสังคม ว่ารัฐจะต้องกันแนวเขตบ้านเราออกทั้งหมดก่อนประกาศอุทยานฯ จึงจะเป็นเวทีรับฟังความเห็น และการเปิดมีส่วนร่วมที่แท้จริง และหากภายหลังภาครัฐยังไม่สนอง เรายืนยันจะเคลื่อนไหวเรียกร้องอย่างถึงที่สุดหลังจากนี้” แถลงการณ์จากสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) จ.ลำปาง ระบุ

สำหรับกำหนดการเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งต่อไป เวทีที่ 2 จะจัดในวันอังคารที่ 5 ก.ย. 2566 เวลา 09.00 – 12.00 น. ณ ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแลง อ.เมืองลำปาง จ.ลำปาง เวทีที่ 3 วันพุธที่ 6 ก.ย. 2566 เวลา 09.00 – 12.00 น. ณ หอประชุมที่ว่าการอำเภอแจ้ห่ม อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง เวทีที่ 4 วันพฤหัสบดีที่ 7 ก.ย. 2566 เวลา 09.00 – 12.00 น. ณ ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลวังทอง อ.วังเหนือ จ.ลำปาง และเวทีที่ 5 ในวันศุกร์ที่ 8 ก.ย. 2566 เวลา 09.00 – 12.00 น. ณ ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านดง อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง