เครือข่ายองครักษ์ประกาศเคลื่อนไหวยกใหม่ “ค้านนิวเคลียร์องครักษ์”

เริ่ม 8 ก.ย. สองวันก่อนเวทีรับฟังโครงการฯ ของสำนักงานพลังานปรมาณูเพื่อสันติ เครือข่ายเปิดเผย พร้อมเรียกร้องสาธารณะร่วมจับตาติดตาม “เมกะโปรเจกต์ 20,000 ล้าน” ที่กลับมาผลักดันภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และผลกระทบอาจไม่ได้เกิดแค่กับคนองครักษ์ นครนายก

(ภาพ : Suthee Rattanamongkolgul)

ประกาศเคลื่อนไหว

“วันที่ 8 กันยายน 2566 เวลา 07.00 น. ณ ที่ว่าการอำเภอองครักษ์ เครือข่ายชาวองครักษ์ จะเดินรณรงค์ไปตามตลาด และบ้านคนในชุมชนในเขตเทศบาลและบริเวณใกล้เคียง เพื่อเชิญชวนออกมาร่วมกันคัดค้านโครงการสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์องครักษ์ในเวทีครั้งที่ 3” ผศ.ดร.นพ.สุธีร์ รัตนะมงคลกุล ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) หนึ่งในแกนนำเครือข่ายฯ เปิดเผย

โครงการดังกล่าวถูกคัดค้านจากประชาชนในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง และชาวนครนายกเคยยื่นหนังสือเพื่อคัดค้านโครงการสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ถึงนายกรัฐมนตรีผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายกมาแล้ว เมื่อ 6 ส.ค. 2563

เครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูวิจัย 1 ปรับปรุงครั้งที่ 1 (ภาพ: สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ)

การกลับมาของโครงการฯ ภายใต้แผน-ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

สำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) สร้างและติดตั้งเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูวิจัยเครื่องแรกขนาดกำลัง 1 เมกะวัตต์ในปี 2505 เริ่มเดินเครื่องใช้งาน 27 ตุลาคม 2505 บนที่ดินของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ถนนศรีรับสุข (ปัจจุบันคือถนนวิภาวดีรังสิต) เพื่อผลิตไอโซโทปรังสีใช้ในกิจการทางการแพทย์ อุตสาหกรรม และเกษตรกรรม ต่อมามีการปรับปรุงเปลี่ยนอะไหล่ในส่วนของแกนปฏิกรณ์ฯ ระบบควบคุมและอุปกรณ์ประกอบบางส่วนในปี 2520

27 ธันวาคม 2532 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้ ปส. ย้ายเครื่องปฏิกรณ์ฯ จากบางเขนไปยังตำบลทรายมูล อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก ด้วยเหตุผล “ที่ตั้งเดิมนั้นอยู่ท่ามกลางชุมชนที่ขยายตัวออกมา และห่างจากสนามบินดอนเมืองเพียง 8 กิโลเมตร ไม่ตรงตามหลักความปลอดภัยสากลที่ต้องอยู่ห่างจากสนามบินพาณิชย์ 16 กิโลเมตร” แต่ในทางเทคนิคไม่สามารถ “ย้ายเครื่องปฏิกรณ์ฯ” ได้ จึงต้องเปลี่ยนเป็นโครงการก่อสร้าง “โครงการศูนย์วิจัยนิวเคลียร์องครักษ์” แทน

โครงการออกแบบสร้างบนพื้นที่ 361 ไร่ ด้วยงบประมาณจัดซื้อเครื่องปฏิกรณ์ฯ ขนาด 10 เมกะวัตต์ราว 7 พันล้านในเบื้องต้น แต่ต่อมาต้องยุติไป เนื่องจากเกิดปัญหา “ความไม่โปร่งใส” และ “กระแสการคัดค้าน” จากนักวิชาการและคนในพื้นที่ อาคารสำนักงานที่ก่อสร้างเสร็จในพื้นที่โครงการจึงถูกใช้เป็นสำนักงานของสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สทน.) มาจนถึงปัจจุบัน 

โครงการฯ ถูกผลักดัน และถูกชะลอมาหลายครั้ง ตามนโยบายของแต่ละรัฐบาล จนกระทั่งการผลักดันล่าสุดเกิดขึ้นในรัฐบาล คสช. ในนาม ‘โครงการจัดตั้งเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์วิจัยเครื่องใหม่เพื่อการแพทย์ เกษตรกรรม และอุตสาหกรรม’ ที่ถูกบรรจุไว้ใน “แผนปฏิบัติการของนโยบายและแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านพลังงานนิวเคลียร์ของประเทศระยะ 5 ปี พ.ศ. 2560-2564” ตาม “กรอบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในประเทศ” โดยออกแบบสร้างเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์วิจัยกำลังผลิต 20 เมกะวัตต์ ในพื้นที่โครงการศูนย์วิจัยนิวเคลียร์องครักษ์ ด้วยงบประมาณเกือบ 20,000 ล้านบาท

ชาวนครนาวกเข้ายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อคักค้านโครงการสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ.2563 (ภาพ : ปรัชญ์ รุจิวนารมย์)

เวทีรับฟังครั้งสุดท้าย?

สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์กรมหาชน) เจ้าของโครงการกำหนดจัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นประชาชนครั้งที่ 3 สำหรับโครงการจัดตั้งเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์วิจัยเครื่องใหม่เพื่อการแพทย์เกษตรกรรมและอุตสาหกรรมในวันที่ 10 กันยายน 2566 ณ ศูนย์กีฬาเทศบาลตำบลองครักษ์ อ.องครักษ์ จ.นครนายก ร่วมกับการประชุมทางไกลผ่านระบบออนไลน์อิเล็กทรอนิกส์ (แอพพลิเคชั่น Zoom) รวม 4 ชั่วโมง 30 นาที (08.00-12.30 น.) เพื่อนำข้อมูลประกอบการนำเสนออนุมัติโครงการ (ดูรายละเอียดเวทีรับฟัง : https://greennews.agency/?p=35185)

การประชุมรับฟังความเห็นของประชาชนครั้งที่ 1 และ 2 เกิดขึ้นเมื่อ 19 และ 21 กันยายน 2563 ก่อนที่ล่าสุดปส. จะมีกำหนดจัดเวทีรับฟังครั้งที่ 3 ในวันที่ 10 ก.ย. 2566 ดังกล่าว

ตามกฏหมาย สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้กำหนดให้มีการรับฟังความคิดเห็นประชาชนสำหรับโครงการฯ ว่าต้องดำเนินการ 3 ครั้งเป็นอย่างน้อย 

โครงการฯ ได้จัดเวทีฯ ไปแล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อ 26 ธันวาคม 2561 ในรูปแบบเวทีรับฟังความคิดเห็น มีผู้เข้าร่วมรวม 730 คน และครั้งที่ 2 เมื่อ 24 เมษายน ถึง 17 พฤษภาคม 2562 ในรูปแบบการประชุมกลุ่มย่อย ใช้แบบสอบถามและการศึกษาดูงาน ณ ศูนย์ สทน. 

การรับฟังความคิดเห็น ครั้งที่ 3 เดิมกำหนดไว้วันที่ 14 มีนาคม 2563 แต่ต้องเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 

(ภาพ : สมาคมพลเมืองนครนายก)

บางส่วนของความกังวลที่ผ่านมา

สมาคมพลเมืองนครนายก ระบุว่าโครงการดังกล่าวมีปัญหาหลายข้อทั้ง การคัดเลือกพื้นที่โครงการเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ปัจจุบันใช้ข้อมูลการคัดเลือกในปี 2533 มาใช้ในการทำโครงการซึ่งเป็นข้อมูลย้อนหลังเมื่อ 33 ปีก่อน โดยบริบทของนครนายกในปัจจุบันมีการขยายตัวของเมือง ประชากร รวมถึงยุทธศาสตร์ของจังหวัดนครนายกที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว เกษตรกรรม และมีผังเมืองที่ปลอดอุตสาหกรรม การสร้างเตาปฏิกรณ์ในพื้นที่จึงขัดกับยุทธศาสตร์ของจังหวัด

รังสรรค์ ผดุงธรรม ตัวแทนชาว จ.นครนายก เปิดเผยถึงความกังวลต่อโครงการดังกล่าวกับ GreenNews เมื่อ 16 ส.ค. 2563 ว่า พื้นที่โครงการสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์อยู่ห่างจากแม่น้ำนครนายกเพียง 600 เมตร ดังนั้นหากเกิดอุบัติเหตุสารกัมมันตรังสีรั่วไหล สารกัมมันตรังสีอาจแพร่กระจายไปตามสายคลอง ส่งผลกระทบลุกลามไปทั่วทั้งลุ่มน้ำเจ้าพระยา และลุ่มน้ำบางปะกง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ที่จะตั้งเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ยังเป็นพื้นที่แก้มลิงรับน้ำในช่วงน้ำท่วม ทำให้บริบทของพื้นท่ีไม่เหมาะสมกับการเป็นพื้นที่ตั้งของเตาปฏิกรณ์ฯ

“อำเภอองครักษ์ นครนายกมีชุมชนหนาแน่น และภูมิประเทศไม่เหมาะแก่การสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์อีกทั้งยังขัดกับยุทธศาสตร์ของจังหวัด ที่รายได้มาจากการท่องเที่ยวและ การผลิตอาหารเพื่อคนไทย” ผศ.ดร.นพ.สุธีร์ เปิดเผยถึงเหตุผลต่อการคัดค้านโครงการ