ส่องวิกฤต-มาตรการรับมือภัยแล้ง “เอลนีโญ” ระหว่างรอรัฐบาลใหม่

“ยันแล้งแน่-เริ่มแล้ว-ต่อเนื่องสองปี-ต้องปรับตัวด่วน” ผู้เชี่ยวชาญเผยสถานการณ์และการคาดการณ์ล่าสุด “เอลนีโญในไทย” 

“รัฐบาลเตรียมไว้แล้ว 12 มาตรการรับมือ-หวังบทบาท อปท.” หน่วยงานด้านน้ำสูงสุด “สทนช.” เผย ขณะตัวแทนเกษตรกรชี้ “กลไกดำเนินการในพื้นที่ อุปสรรคสำคัญ” 

ด้านผู้แทนพรรคก้าวไกลเสนอ “4 มาตรการเร่งด่วนถึงรัฐบาลใหม่” รับมือเอลนีโญ–ภัยแล้งที่น่าหวังผลได้จริง

นราวิชญ์ เชาวน์ดี รายงานจากวงเสวนาล่าสุดของ Bangkok Tribune และชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม

รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ที่ปรึกษาศูนย์วิจัยอนาคตศึกษา MQDC และผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต (ภาพ : GreenNews)

“แล้งแน่-เริ่มแล้ว-สองปี-ต้องปรับตัว” คาดการณ์เอลนีโญ

“ขณะนี้ (ไทย) กำลังเข้าไปสู่โหมดสูงสุด (ของเอลนีโญ) จากกรกฎาคมปีนี้ต่อเนื่อง 2 ปีไปถึงมกราคม 68 ฝนจะไม่ค่อยดี อุณหภูมิ ไม่มีทางที่จะต่ำลง มีแต่สูงขึ้น เราจะร้อนที่สุดเมษายนแน่นอน

คาดการณ์ว่าราวพฤศจิกายน-ธันวาคม ปีนี้(ความรุนแรง) จะลดลง(ชั่วคราว) กันยายนจะยังมีฝน แต่พอเข้าตุลาคมฝนจะฟุ๊บหายไปเลย ปลายฝนปีนี้เลยไม่ค่อยดี ฤดูฝนปีหน้าก็ไม่ค่อยดี เพราะฉะนั้นต้องผ่านแล้งนี้ไปให้ได้ ฤดูแล้งที่จะถึง 6 เดือนข้างหน้า 

ถ้าดูประเทศไทย ณ ปัจจุบัน ประมาณ ก.ย.-พ.ย. คาดการณ์ว่าอุณหภูมิจะเพิ่มขึ้นประมาณ 1- 1 เศษๆ ก็คือเท่ากับการเพิ่มเฉลี่ยของอุณหภูมิโลก ซึ่งดูแล้วยังดีกว่าที่อื่น(ในโลก) เยอะในเชิงของอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น

มันหนีไปพ้นหรอกเดี๋ยวแล้งเดี๋ยวท่วม มันหนีไม่พ้น แล้วมันจะหนักขึ้นไง ข้อมูลชี้ไปทางนั้น ส่วนรายละเอียดก็ต้องไปวิเคราะห์แต่ละพื้นที่ต่อไป คำถามสำคัญคือเราจะอยู่ยังไง และต้องปรับตัวยังไง

กรมชลประทานก็ต้องสำรองน้ำตอนฤดูฝน ปลูกข้าวตอนนี้ต้องมีน้ำสำรอง จะไปอาศัยพึ่งน้ำจากชลประทาน เขาไม่ให้นะ เพราะว่าอะไร ฝนก็ไม่มาให้คุณ ยิ่งไปพฤศจิกายนยิ่งหายหนักเลย เห็นไหม ปลายฝนปีนี้เลยไม่ค่อยดี ปลายฝน เพราะฉะนั้นคนที่จะปลูกข้าวตอนนี้ต้องตระหนักนิดนึง มีแหล่งน้ำของตัวเองหรือเปล่า ใช้น้ำฝนอย่างเดียว ไม่รอด แน่นอน 

ตอนเจอเอลนีโญปี 58-59 นาปลังลดลงมาตั้ง 7 ล้านไร่ นาปีลดลงประมาณ 2 ล้านไร่ รวมกันก็ 9 ล้านไร่ ไร่ละ กี่ตัน ตันละ12,000 บาท แน่นอนปีนี้อาจจะเบากว่าปี 58-59 ถ้าตามที่ สทนช. บอกว่าน่าจะเสียหายระดับปี 62-63 มากกว่า ก็หายไปประมาณ 5-6 ล้านไร่ นาปลัง ซึ่งปีนี้ หลายฝ่ายก็คาดการณ์ว่าความเสียหายน่าจะราว 50,000 ล้านบาท” 

รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ที่ปรึกษาศูนย์วิจัยอนาคตศึกษา MQDC และผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต ฉายภาพรวมสถานการณ์และความท้าทายของภาวะเอลนีโญในไทยล่าสุด ในเวทีเสวนา “El Nino จากโลกร้อนสู่โลกแล้ง” จัดโดย สำนักข่าว Bangkok Tribune และองค์กรพันธมิตร รวมถึงชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม

“ปีนี้มันร้อนแรงแน่นอน อุณหภูมิเพิ่ม 1.1-1.2 องศา IPCCคาดการณ์ล่าสุด อุณหภูมิโลกเฉลี่ยจาก ณ ปัจจุบันมันจะเพิ่มขึ้นถึง 1 องศาต่อ 20 ปี ภาพรวมเป็นอย่างนั้น อุณหภูมิสูงสุดรายวันก็เพิ่ม ต่ำสุดรายวันก็เพิ่ม แนวโน้มเป็นอย่างนั้น 

ภาวะโลกเดือดอย่างที่เลขาธิการสหประชาชาติออกมาให้ข้อมูล เป็นสิ่งที่โลกไม่เคยเจอ แต่มาเจอตอนนี้ ความหมายคือมันเพิ่มมาจากอดีตเมื่อประมาณ 40-50 ปีที่แล้ว เอลนีโญคือตัวแรก มันหนักที่สุดนะ ยุโรป ญี่ปุ่นเจอคลื่นความร้อน อเมริกาเป็นไง แอฟริกา ฯลฯ 

ปลายปีนี้จะมีประชุม COP 28 ผู้นำโลกทั้งหลายจะไปประชุมหาหนทางที่จะรอด เรื่องที่สำคัญที่สุดก็คือเรื่อง Global Stock Take ความหมายคือ วิเคราะห์แต่ละประเทศ ปล่อยยังไง จะลดยังไง ไม่ได้เป็นมาตรการเชิงบังคับแต่ออกสื่อเผยแพร่สู่สังคมโลกว่าคุณปล่อยมากแค่ไหนและแผนงานที่คุณจะลดเป็นไปไม่ได้ยังไง ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ตอนนี้ หนทางมันแคบ ถ้าเราเริ่มลดตั้งแต่ปี 2000 ต้องลดประมาณ 4% ต่อปี แต่ถ้าเริ่มตอนนี้ ต้องลด 18% ต่อปี ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นมีทางเดียวก็คือ ต้อง Negative Carbon ปล่อยเป็นศูนย์ก็ยังไม่พอ 

สิ่งสำคัญ คนที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดคือพวก Gen Z หลานเรา (ที่จะต้องอยู่ในโลกใบที่) อุณหภูมิจะไปแตะระดับไม่รู้ข้าวจะออกรวงหรือเปล่า” รศ.ดร.เสรี อธิบายเพิ่มเติมถึงบริบทโลก

“12 มาตรการรับมือรัฐบาล-หวังบทบาท อปท.” สทนช. เผย

“จากการวิเคราะห์ข้อมูล เราคาดว่าเอลนีโญปีนี้มีความคล้ายคลึงกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2562 – 2563 แผนที่ฝนตกสะสมรายปีในแต่ละพื้นที่ ปริมาณน้ำต้นทุนรายปี ของปี 2562 มีความสอดคล้องกับปีปัจจุบัน 2566 จึงนำข้อมูลดังกล่าวมาประเมินแนวโน้มปริมาณน้ำในปี 2567 พบว่าจะมีความคล้ายคลึงกับปี 2563 น้ำจะน้อย

สถานการณ์ของแต่ละพื้นที่จะไม่เหมือนกัน บางพื้นที่จะเสี่ยงภัยแล้ง บางพื้นที่จะเสี่ยงน้ำท่วม ซึ่งสทนช. มีการคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงก่อนหน้าที่จะเข้าสู่ฤดูอย่างน้อย 6 เดือน และสำหรับในช่วงนี้ที่อยู่ในช่วงฤดูฝนก็มีอีกหนึ่งมาตรการมาเพิ่มคือ 12 มาตรการรับมือฤดูฝนปี 2566 โดยมีมติครม. เห็นชอบเมื่อ 9 พ.ค. 2566 (ดูรายละเอียดในล้อมกรอบ)” ฐนโรจน์ วรรัฐประเสริฐ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวในเวทีเดียวกัน

“มาตการการแก้ปัญหาทั้งภัยแล้ง และน้ำท่วมดังกล่าวเป็นมาตรการที่กลั่นกรองมาอย่างดี ได้รับความเห็นชอบจากหลายฝ่าย ทั้งจากภาครัฐ และตัวแทนสภาเกษตรกร สิ่งที่ยังต้องการหลังจากนี้คือการประชาสัมพันธ์ไปถึงตัวเกษตรโดยตรง ชี้แจงให้เข้าใจว่าสถานการณ์น้ำในปัจจุบันอยู่ในระดับไหน เกษตรกรสามารถรับความเสี่ยงได้แค่ไหน ถ้าน้ำไม่พอ ซึ่งต้องให้เกษตรกรเป็นคนตัดสินใจ

มาตรการเก็บกักน้ำในฤดูฝน เราเอามาตรการนี้ส่งเสริมไปยังองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานที่สามารถดำเนินการสร้างแหล่งกักเก็บน้ำขนาดเล็กได้ ในงบประมาณที่ได้รับคือ 500,000 บาท ถ้าหมดขออำเภอ อำเภอขอจังหวัด ซึ่งเอาไปใช้ได้ตลอด 

ปัจจุบัน ทางสทนช. มีคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัด ซึ่งจะมีหน้าที่พิจารณาว่าจะดำเนินการแก้ปัญหาอย่างไรในแต่จังหวัด หลังจากนั้นก็ส่งเรื่องต่อไปยังคณะกรรมการลุ่มน้ำฯ” ผู้แทนสทนช. กล่าว

(ซ้าย) ประฏิพัทร์ กล่ำเพ็ง (ขวา) ทรงพล พูลสวัสดิ์ (ภาพ : ประฏิพัทร์ กล่ำเพ็ง / เกษตรก้าวไกล)

“กลไกดำเนินการในพื้นที่ อุปสรรคสำคัญ” ตัวแทนเกษตรกร

“ทุกวันนี้ คนในพื้นที่ (ส่วนใหญ่) ไม่รู้จักนะ สทนช. ว่าคือใคร สำหรับผม สทนช. ดูแค่ภาพกว้าง คุมไปหมดเลยแทบทุกหน่วยงานแต่บริหารจัดการอะไรไม่ได้ซักอย่าง 

สทนช. บอกว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรทำอย่างงั้นอย่างงี้ แต่จริง ๆ แล้วในพื้นที่มันทำไม่ได้ จะขยับตรงนั้นก็ติดหน่วยงานนี้ จะเอางบไปขุดลอกก็ไม่ได้ติดกรมเจ้าท่า ปัญหาในการจัดการมันเป็นการทับซ้อนของพื้นที่ ไม่ได้ออกตัวแทนท้องถิ่น แต่ท้องถิ่นมันทำไม่ได้ กว่าจะของบจากชลประทาน ชลประทานก็ต้องของบขึ้นไปอีก มันไม่ทันเหตุการณ์ ตอนนี้โครงการส่งน้ำมโนรมย์จึงตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำ แล้วให้อำนาจการจัดการน้ำขึ้นอยู่กับกลุ่ม แล้วให้กรมชลเป็นพี่เลี้ยงกำหนดมาตรการนโยบาย

ถ้าถามว่านโยบายของสทนช. ดีไหม ก็ดี แต่ว่าทุกวันนี้ความสำเร็จในเชิงรูปธรรมชาวบ้านยังไม่เห็น เรากำลังเข้าสู่ภาวะเอลนีโญนะ ควรหมดยุคของการเข้ามาบอกว่า ขอความร่วมมือในการงดใช้น้ำสู้ภัยแล้งแล้ว ตอนนี้เราอยู่ในปี 2023 มันต้องเป็นยุคของการใช้เทคโนโลยีในการแก้ปัญหา” ประฏิพัทร์ กล่ำเพ็ง ประธานกลุ่มผู้ใช้น้ำโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามโนรมย์ จ.ชัยนาถ ให้ความเห็นในเวที

“นโยบายในการจัดการแก้ปัญหาภัยแล้งควรจะเป็นนโยบายที่สั่งการจากล่างขึ้นบน แต่ปัจจุบัน นโยบายที่มีเป็นแบบการจัดการจากบนลงล่าง ซึ่งพอข้างบนสั่งการลงมาสู่ระดับหน่วยงาน หน่วยงานก็จะดำเนินการโดยที่ไม่รู้บริบทในพื้นที่ สุดท้ายนโยบายที่สั่งมาก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริง

อย่างผมเป็นประธานสภาเกษตรฯ นะ แต่ผู้ตรวจราชการของกระทรวงเกษตรฯ ที่เข้ามาตรวจงานในพื้นที่ไม่ให้เข้าประชุมนะ เพราะเคยเข้าแล้วเสนอความเห็นจากพื้นที่ที่ไม่ตรงกับเขา เขาเลยไม่ให้เข้าอีก พอเขามาก็ไปตรวจพื้นที่ที่ดี ๆ แล้วก็กลับมารายงานว่าในพื้นที่ไม่มีปัญหาอะไร ผมคิดว่าเหล่านี้ทำให้หน่วยงานที่มีหน้าที่ดูแลภาพรวมอย่างสทนช. ไม่รู้ปัญหาในพื้นที่

คนในพื้นที่น่าจะรู้ดีที่สุดว่าควรแก้ปัญหาอย่างไร อย่างพื้นที่ผมควรมีพื้นที่เก็บน้ำสาธารณะเพิ่ม จะช่วยได้มาก แต่ว่าการหาพื้นที่ที่เหมาะสมยาก เนื่องจากหลายพื้นที่ถูกนายทุนซื้อไปแล้ว แล้วถ้ามีพื้นที่ที่เหมาะสมจริง ๆ ก็จะติดอีกปัญหาหนึ่งก็คือ ไม่มีหน่วยงานไหนที่มีอำนาจสั่งการ จะมีการโบ้ยกันตลอด ส่วนจะพึ่งพื้นที่เกษตรกรก็ยาก เพราะส่วนใหญ่ถูกทำให้เคยชินกับการพึ่งน้ำจากชลประทานอย่างเดียว ไม่คิดที่จะกักเก็บน้ำในที่ตัวเองเหมือนสมัยก่อนแล้ว

มาตรการส่งเสริมปลูกพืชทดแทนเป็นเรื่องดี แต่ไม่ใช่กับทุกพื้นที่ อย่างที่อ่างทอง จังหวัดเคยมีการให้ลดการทำนาโดยมีการรณรงค์ให้หันมาปลูกข้าวโพดแทน ผลที่เกิดขึ้นคือเสียหายทั้งจังหวัด เนื่องจากเกษตรกรไม่มีประสบการณ์ รวมถึงเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ก็ไม่เชี่ยวชาญ

ในพื้นที่ตอนนี้ทำนากันต่อแล้วครับ ข้าวกำลังราคาดี แม้จะรู้ว่าจะแล้งแต่ทำไงได้ละครับ ไม่ทำก็ไม่มีรายได้ ภาระค่าใช้จ่ายแต่ละครัวเรือนก็เยอะ เกษตรกรก็ต้องยอมเสี่ยง” ทรงพล พูลสวัสดิ์ ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดอ่างทอง สะท้อนเสียงและสถานการณ์เกษตรกรจากพื้นที่ในเวที

เดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการศูนย์นโยบายเพื่ออนาคต (Think Forward Center) พรรคก้าวไกล (ภาพ : Bangkok Tribune News)

“4 ข้อเสนอเร่งด่วน ถึงรัฐบาลใหม่” พรรคก้าวไกล

“มีมาตรการเร่งด่วน 4 ข้อสำหรับแก้ปัญหาระยะเร่งด่วนตอนนี้ ที่เราอยากเสนอรัฐบาลใหม่ เป็นข้อเสนอจากการสังเคราะห์ในช่วงที่ผ่านมาของพรรคฯ ที่เตรียมนำเสนอเป็นนโยบายดำเนินการหากได้เป็นรัฐบาล ซึ่งมีทั้งมาตรการระยะสั้น และระยะยาว สำหรับตอนนี้ หากเสนอได้ ก็อยากให้รัฐบาลใหม่นำไปพิจารณาดำเนินการ

1. รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาต้องเร่งตรวจปริมาณน้ำดิบ และน้ำสุก (น้ำที่ผ่านระบบประปาเรียบร้อยแล้ว) ในแต่พื้นที่ว่าจะเพียงพอต่อการใช้งานในช่วงภัยแล้งหรือไม่ รวมถึงการสำรองไว้ใช้งานด้วย สำหรับการประปานครหลวงที่จะต้องเจอกับปัญหาน้ำเค็มเนื่องจากภัยแล้งจึงต้องเตรียมมาตรการรองรับในส่วนนี้ด้วย

2. พื้นที่ชลประทานที่น้ำจะลดลงในช่วงภัยแล้ง จะต้องมีการเสนอมาตรการทางเศรษฐกิจเพื่อรองรับพื้นที่ที่จะลดการปลูกข้าวเพื่อไปปลูกพืชเศรษฐกิจอื่น โดยเคยคาดการณ์ว่าจะมีพื้นที่ประมาณ 2 ล้านไร่ รวมถึงเตรียมงบประมาณค่าชดเชยเพื่อปลูกพืชอื่น อย่างน้อย 2,000 บาทต่อไร่

3. ต้องมีมาตรการพิเศษเพื่อดูแลพืชที่มีความอ่อนไหวสูง อย่างเช่นไม้ผลที่ไม่ได้เจอแค่ภัยแล้งอย่างเดียวแต่จะเจอภัยร้อนด้วย

4. ต้องให้ความสนใจพื้นที่นอกเขตชลประทานมากขึ้น โดยในปัจจุบันมีพื้นที่นอกเขตฯ อยู่ประมาณ 75% ซึ่งถ้าเป็นไปตามแผนขยายเขตพื้นที่ชลประทานในปี 2580 จะมีพื้นที่นอกเขตชลประทานเหลือประมาณ 60% โดยปัญหาก็คือในปัจจุบันยังไม่รู้ว่าอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กที่มีประมาณ 140,000 บ่อ ทั่วประเทศมีปริมาณน้ำขนาดไหน เมื่อไ่ม่รู้ว่ามีปริมาณน้ำอยู่เท่าไหร่ก็ทำให้ไม่สามารถวางแผนจัดการน้ำในพื้นที่ได้” เดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการศูนย์นโยบายเพื่ออนาคต (Think Forward Center) พรรคก้าวไกล เสนอในเวที