เขื่อนต้องปล่อยน้ำใกล้เคียงวิถีธรรมชาติให้มากที่สุด ทางออกเดียว “ตลิ่งโขงทรุด”

นักวิชาการ ม.สารคาม เสนอ ทางออกวิกฤตตลิ่งโขงทรุด “ประสานจัดการให้การปล่อยน้ำของเขื่อนโขง มีรูปแบบการปล่อยที่ใกล้เคียงวิถีธรรมชาติของแม่น้ำโขงให้มากที่สุด” 

ด้านเครือข่ายคนลุ่มโขงเรียกร้องให้หน่วยงานน้ำชาติ “สทนช.” ยอมรับวิกฤตปัญหา “ตลิ่งทรุดจากเขื่อนโขง” พร้อมหาทางออก-จัดการอย่างมีส่วนร่วมกับภาคประชาชน

เผยตลิ่งแม่น้ำโขงหนองคายทรุดหนัก 3 วันหายกว่า 9 ไร่ หลังเขื่อนไซยะบุรีเปิดใช้ ตลิ่งริมฝั่ง 8 จังหวัดสูญกว่า 5,000 ไร่ เชื่อสาเหตุ เพราะเขื่อนโขง ชี้แนวโน้มรุนแรง ไร้แววจะมีการแก้ปัญหาจากรัฐ ปล่อยชาวบ้านเสียที่ดิน ประเทศเสียดินแดน

(ภาพ : อ้อมบุญ ทิพย์สุนา)

ทางออกทางวิชาการ

“จะต้องมีการจัดการเรื่องการปล่อยน้ำของเขื่อนไซยะบุรีให้ปล่อยน้ำตามธรรมชาติ เพื่อรักษาระบบนิเวศ มีทางเดียวเลยที่จะแก้ปัญหาได้ ถ้าเขื่อนยังปล่อยน้ำอย่างไม่เป็นธรรมชาติอยู่ ต่อให้สร้างคันกันตลิ่งพัง หรืออะไรก็แล้วแต่ มันก็ช่วยแก้ปัญหาตลิ่งทรุดไม่ได้หรอก ลงทุนไปมหาศาลแต่ระบบนิเวศก็ยิ่งเสียหาย 

ปัญหาที่ทำให้ตลิ่งพังเร็วที่มันเกิดตอนนี้ก็เพราะเขาจะปล่อยน้ำก็ต่อเมื่อเขาต้องการจะผลิตกระแสไฟฟ้า เวลาไม่ต้องการผลิตกระแสไฟฟ้าก็ไม่ปล่อยน้ำออกลงมาทำให้น้ำขึ้นเร็วลงเร็ว ซึ่งจริง ๆ การขึ้นลงของน้ำตามธรรมชาติก็จะกระทบกับตลิ่งอยู่แล้วแต่จะไม่มากเหมือนตอนนี้

อีกเรื่องคือพอน้ำไม่ไหลตามธรรมชาติ ทำให้น้ำแล้งหน้าฝน น้ำท่วมหน้าแล้ง พอเป็นแบบนี้ป่าไคร้ที่เป็นปราการธรรมชาติป้องกันดินทรุด ทำให้นำ้ไหลไปตามทิศทางก็ตายหมด พอไม่มีปราการน้ำธรรมชาติที่ชะลอน้ำ และบังคับให้น้ำไหลไปตามร่องน้ำลึก น้ำก็ไหลเปลี่ยนทิศทาง และกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวได้เข้าปะทะตลิ่ง ทำให้ตลิ่งพังหนัก ส่วนใหญ่ที่ตลิ่งพังเป็นเพราะสาเหตุนี้

เพราะฉะนั้นทางเดียวเลยที่จะแก้ปัญหานี้ได้ก็คือต้องปล่อยให้น้ำจากเขื่อนไหลตามธรรมชาติเท่านั้น” ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ให้ความเห็นถึงทางแก้ปัญหาตลิ่งริมแม่น้ำโขงทรุดในหลายจังหวัด ซึ่งปัจจุบันพื้นที่ที่ประสบปัญหาหนักอยู่บริเวณ บ้านห้วยค้อ ต.บ้านม่วง อ.สังคม จ.หนองคาย โดยในช่วง 4 วันที่ผ่านมาชาวบ้านต้องสูญเสียที่ดินทำกิน 8 – 9 ไร่ และตลิ่งยังคงพังอยู่อย่างต่อเนื่อง

ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ (ภาพ : สังวาลย์ ล้านพลแสน)

ข้อเรียกร้อง สทนช. 

“ส่วนแรก สทนช. ต้องออกมาพูดถึงปัญหาเรื่องนี้อย่างเปิดเผย และตรงไปตรงมาต่อสถานการณ์การกัดเซาะตลิ่งแม่น้ำโขง 8 จังหวัด เนื่องจากปัจจุบัน สทนช. ทำการสำรวจไปเฉย ๆ แต่ไม่มีการพูดจาไม่ถามชาวบ้านเลย ว่าจะทำยังไงจะเยียวยาเขายังไง จะแก้ไขปัญหายังไงไม่มีท่าทีนี้เลย

ส่วนที่ 2 แนวทางแก้ไขปัญหาต้องสร้างการมีส่วนร่วมกับพี่น้องชาวบ้านที่ได้รับปัญหา ต้องสำรวจว่าใครได้รับผลกระทบอะไรบ้าง แบบไหน และต้องแก้ปัญหาอย่างไร นอกเหนือจากทำเรื่องเขื่อนกันทรุด และต้องเยียวยาชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบอย่างไรบ้าง

ในส่วนที่ 3 มันมีการพังทั้ง 2 ฝั่งทั้งฝั่งไทยฝั่งลาว สาเหตุในการพังมันต้องมาพูดกันให้มากขึ้นให้ชัดเจนขึ้น ว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่ส่งผลกระทบต่อการกัดเซาะตลิ่งนอกเหนือจากเรื่องน้ำขึ้น น้ำลงรายวัน ปัญหาเรื่องเขื่อนมันเป็นเรื่องการดูดทรายด้วยใช่หรือไม่ ในแต่ละจุดต้องมาพูดเรื่องแนวทางแก้ไขปัญหาให้ชัด ๆ นอกเหนือจากแค่ตะเวนทำเขื่อนกันตลิ่งพังไปทั่ว แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว และส่วนที่ยังไม่ทำจะทำยังไง

ซึ่งอาจจะแก้ปัญหาไม่ได้ 100% เพราะปัญหานี้มีส่วนที่เกี่ยวข้องกับเขื่อน แต่อย่างน้อยก็ต้องชี้ชัดให้เห็นว่าปัญหาเหล่านี้มันเกิดขึ้นจากสาเหตุอะไร มันต้องถ่วงน้ำหนักว่าน้ำขึ้นลงจากเขื่อนคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ จากเหมืองทรายกี่เปอร์เซ็นต์ จากเรื่องอื่น ๆ อีกกี่เปอร์เซ็น” อ้อมบุญ ทิพย์สุนา ประธานสมาคมเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน (คสข.) ให้ความเห็นถึงการแนวทางการแก้ปัญหา

อ้อมบุญ ทิพย์สุนา (ภาพ : THE CITIZEN.PLUS Thai PBS)

เผยตลิ่งแม่น้ำโขงหนองคายทรุดหนัก 3 วันหายกว่า 9 ไร่

“ตอนนี้ในพื้นที่ถือว่าหนักกว่าทุกปี ตลิ่งแม่น้ำโขงทรุดกินลึกเข้ามากกว่า 10 เมตร 

ตลิ่งบริเวณที่ชาวบ้านใช้เป็นจุดตั้งเครื่องสูบน้ำประปาหมู่บ้าน และเป็นจุดจอดเรือของชาวบ้านซึ่งถูกน้ำโขงเซาะจนทรุดหายไปในน้ำกว่า 5 ไร่  

เรากังวลในเรื่องความปลอดภัยของชาวบ้าน และอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งทำตลิ่งกันทรุดแม่น้ำโขง เราเรียกร้องเรื่องนี้มาหลายปีแล้วแต่ไม่มีการดำเนินการใด ๆ หากปล่อยให้เป็นแบบนี้ทุกปี ตลิ่งก็จะทรุดเข้ามาเรื่อย ๆ กินพื้นที่เข้ามา และอาจถึงถนนทางหลวงแผ่นดินได้” ไพทูน สุริยะ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 4 บ้านห้วยค้อ ต.บ้านม่วง อ.สังคม จ.หนองคาย เปิดเผยกับผู้สื่อข่าววานนี้ (7 ส.ค. 2566) หลังสำรวจตลิ่งริมแม่น้ำโขงที่ถูกน้ำโขงเซาะทรุดหายไป 

“ตอนนี้สถานการณ์ตลิ่งแม่น้ำโขงทรุดถือว่าแย่มาก โดยบ้านชาวบ้านเริ่มมีการขนย้ายสิ่งของกันบ้างแล้ว และหากมีมวลน้ำมาเพิ่มอีกจะหนักกว่านี้มาก ช่วง 4 – 5 ปี ที่ผ่านมาตั้งแต่มีเขื่อนที่ตั้งห่างจาก จ.หนองคาย ไม่ถึง 100 กิโลเมตร ซึ่ง ต.บ้านม่วง อ.สังคม เป็นตำบลแรกที่อยู่ติดกับ จ.เลย และเป็นตำบลที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาตลิ่งแม่น้ำโขงทรุดเป็นแห่งแรก โดยอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งทำกันทรุดตลิ่งแม่น้ำโขงอย่างเร่งด่วน เพราะต้อนนี้ชาวบ้านเดือดร้อนมาก” ก้านก่อง จันลอง ชาวบ้านในพื้นที่เปิดเผยกับข่าวหนองคายออนไลน์ สำนักข่าวในพื้นที่

“จนถึงวันนี้ตลิ่งริมโขงที่บ้านห้วยค้อ ตำบลบ้านม่วง อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย ได้พังอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กระแสน้ำในแม่น้ำโขงไหลแรงจากการประเมินโดยชาวบ้านห้วยค้อ พบว่าในช่วง 3 วันที่ผ่านมา ต้องสูญเสียที่ดินทำกิน 8 – 9 ไร่ และทุก ๆ นาที ตลิ่งยังคงพังอย่างต่อเนื่อง” ไชยณรงค์ เปิดเผยผ่านเฟสบุ๊ก วานนี้ (7 ส.ค. 2566)

(ภาพ : อ้อมบุญ ทิพย์สุนา)

เชื่อสาเหตุ เพราะเขื่อนโขง

“สาเหตุที่ตลิ่งพังมาจากการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงทางตอนบน เนื่องจากเขื่อนได้ควบคุมการไหลของน้ำ ก่อนที่จะมีเขื่อน น้ำในแม่น้ำโขงจะค่อย ๆ ขึ้น ในช่วงต้นฤดูฝน และค่อย ๆ ลดในปลายฤดูฝน แต่เมื่อมีเขื่อน เขื่อนจะปล่อยน้ำเมื่อต้องการผลิตกระแสไฟฟ้า และหยุดปล่อยน้ำเมื่อไม่ต้องการผลิตกระแสไฟฟ้า ทำให้น้ำโขงขึ้นเร็ว ลงเร็ว ตามการปล่อยน้ำของเขื่อน ทำให้น้ำขึ้นลงไม่เหมือนธรรมชาติ และทำให้ดินปรับสภาพไม่ทัน เมื่อน้ำลดลงอย่างรวดเร็ว น้ำก็จะดึงดินลงไปในแม่น้ำด้วย

การกักเก็บน้ำของเขื่อนยังทำให้ตะกอนถูกกักไว้เหนือเชื่อน ในหน้าแล้ง น้ำท้ายเขื่อนจึงใสเหมือนกระจก ซึ่งเรียกว่าภาวะน้ำหิวตะกอน (hungry water) เพราะในน้ำไม่มีตะกอน น้ำที่หิวตะกอนนี้จึงดึงเอาดินริมตลิ่งลงไปในน้ำ ทำให้ตลิ่งพังและไปทับถมบริเวณอื่นแทน

ปรากฏการณ์ตลิ่งริมน้ำโขงพังเกิดขึ้นหนักหลังจากจีนสร้างเขื่อนมานวานเสร็จ และมีการควบคุมน้ำเพื่อระเบิดแก่งแม่น้ำโขง ในปี 2545 – 47 ทำให้ตลิ่งริมโขงหลายที่พัง ที่หนักที่สุดคือที่บ้านปากอิงใต้ จังหวัดเชียงราย

หลังจากจีนสร้างเขื่อนเพิ่มขึ้นตลิ่งริมโขงก็พังหนักมากขึ้น ขึ้นกับระยะทางจากเขื่อน

สำหรับในพื้นที่ตำบลบ้านม่วง อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย เจอปัญหาตลิ่งริมโขงพังหลังจากเขื่อนจีนเช่นกัน แต่ยังไม่รุนแรงมากเนื่องจากระยะทางที่ไกลจากเขื่อนจีน

อย่างไรก็ตาม ปัญหาตลิ่งพังที่นี่ และลงไปตามลำน้ำโขงไปจนถึงกัมพูชา และเวียดนาม ได้รุนแรงมากขึ้นหลังจากมีการสร้างเขื่อนไซยะบุรี” ดร.ไชยณรงค์ กล่าวถึงสาเหตุการทรุดของตลิ่งริมแม่น้ำโขง

ป่าไคร้ (ภาพ : Chainarong Setthachua)

ป่าไคร้หายหลังมีเขื่อนไซยะบุรี อีกหนึ่งสาเหตุสำคัญ 

“การพังของตลิ่งริมโขงที่ตำบลบ้านม่วงนอกจากเกิดจากการปล่อยน้ำของเขื่อนที่ขึ้น ๆ ลง ๆ ผิดธรรมชาติแล้ว ยังมาจากการที่ป่าไคร้ที่เป็นปราการชะลอน้ำ และบังคับให้น้ำไหลไปตามร่องน้ำลึกถูกทำลายไม่ต่ำกว่ำร้อยละ 50 ทำให้น้ำไหลเปลี่ยนทิศทาง และกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวได้เข้าปะทะตลิ่ง ทำให้ตลิ่งพังหนัก

เฉพาะที่บ้านห้วยค้อที่วันนี้ตลิ่งริมโขงกำลังพังอย่างหนัก ผมได้ลงสนามหลายครั้งพบว่า ตั้งแต่จุดที่ตลิ่งกำลังขึ้นไปตามลำน้ำโขง เคยมีป่าไคร้ยาวถึง 3 กิโลเมตร และกว้างประมาณ 1 กิโลเมตร ป่าไคร้แห่งนี้เคยเป็นปราการกั้นน้ำไม่ให้ไหลเซาะตลิ่งริมโขง 

แต่หลังจากเขื่อนไซยะบุรีเริ่มทดลองกักเก็บน้ำ และผลิตกระแสไฟฟ้าในฤดูฝนปี 2562 น้ำโขงในฤดูฝนแห้งราวกับฤดูแล้ง และทำให้ป่าไคร้ที่ปกติตามธรรมชาติต้องถูกน้ำท่วม ต้องยืนต้นแห้งตายมากกว่า 90% การหายไปของป่าไคร้ เมื่อบวกกับน้ำที่ปล่อยจากเขื่อนขึ้นเร็ว ลงเร็ว ตลิ่งที่บ้านห้วยค้อก็ยิ่งพังหนัก กลายเป็นผาชันและดินไม่เสถียร

การตายของป่าไคร้ และการปล่อยน้ำจากเขื่อนที่ไม่เหมือนธรรมชาติ จึงเป็นตัวการสำคัญของตลิ่งริมโขงพัง” ดร.ไชยณรงค์ สรุป

ป่าไคร้ (ภาพ : Chainarong Setthachua)

ชี้ชาวบ้านสูญเสียที่ดิน ประเทศสูญเสียดินแดน

“การพังของตลิ่งริมโขงทำให้ชาวบ้านที่มีที่ดินที่พังต้องกลายเป็นคนไร้ที่ดิน และจำนวนมากก็ไม่สามารถกลับมาตั้งตัวได้ ดังเช่น ชาวบ้านปากอิงใต้ ขณะที่ที่บ้านห้วยค้อ ก็จะเกิดคนไร้ที่ดินตามมาแน่นอน

การสูญเสียที่ดินริมฝั่งโขงที่เกิดจากเขื่อนยังทำให้ประเทศไทยต้องสูญเสียดินแดนอย่างรวดเร็ว และปัญหาในระยะยาวที่จะตามมาอีกก็คือเส้นเขตแดนก็จะเปลี่ยนแปลงตาม และทำให้ไทยสูญเสียดินแดนเพิ่มขึ้นโดยไม่คาดคิด

ผมไม่ได้ต้องการเอาชาตินิยมมาจับเรื่องนี้ แต่ก็อดห่วงไม่ได้ เพราะเวลามีปัญหาเส้นเขตแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน ฝ่ายความมั่นคงก็มักจะกล่าวว่า เราจะไม่ยอมสูญเสียดินแดนแม้แต่ตารางนิ้วเดียว แต่ตอนนี้เรากำลังสูญเสียดินแดนจากเขื่อนวันละหลายไร่ และเขื่อนนั้น ไม่ใช่แค่เขื่อนจีน แต่เป็นเขื่อนของทุนไทยด้วย” ดร.ไชยณรงค์ กล่าวปิดท้าย

(ภาพ : ข่าวออนไลน์หนองคาย)

เผยหลังเขื่อนไซยะบุรีเปิดใช้ ตลิ่งริมฝั่ง 8 จังหวัดสูญกว่า 5,000 ไร่

“จากการสำรวจของกรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย พื้นที่ตลิ่งโขงมีการพังทลายรวมกันปีละไม่ต่ำกว่า 280 ไร่ สอดคล้องกับ รายงาน โครงการศึกษาผลกระทบและติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนจากโครงการไฟฟ้าพลังน้ำในแม่น้ำโขงสายประธาน โดยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ปี 2564 ซึ่งมีการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ริมตลิ่งแม่น้ำโขง โดยดำเนินการรวบรวมข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมที่มีการเผยแพร่ในเว็บไซต์ที่เป็นทางการของกรมสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา (United States Geological Survey : USGS) เพื่อวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ริมตลิ่งแม่น้ำโขง 

ล่าสุดรายงานวิจัยฉบับดังกล่าวระบุว่า  จากการติดตามการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ริมตลิ่งแม่น้ำโขงรายปี โดยแบ่งช่วงเวลาในการวิเคราะห์ข้อมูลตามช่วงเวลาของการดำเนินการการพัฒนาเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายประธาน ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ช่วงเวลา คือ ช่วงปีก่อนที่จะมีการพัฒนาเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายประธาน ช่วงปี พ.ศ. 2528 – 2534 ช่วงปีหลังมีการพัฒนาเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายประมาณตอนบน แต่ก่อนที่เขื่อนบนแม่น้ำโขงสายประธานตอนล่าง เขื่อนแรกของ สปป.ลาว (เขื่อนไซยะบุรี) เปิดดำเนินการ ช่วงปี พ.ศ. 2535-2561 และช่วงปีหลังจากที่เขื่อนบนแม่น้ำโขงสายประธานตอนล่าง เขื่อนแรกของ สปป.ลาว (เขื่อนไซยะบุรี) เปิดดำเนินการ (พ.ศ. 2562-2564)  

ผลการศึกษาที่สำคัญระบุว่า ถ้าเปรียบเทียบปี 2564 และปี 2563  พื้นที่ตลิ่งพังในเขต 8 จังหวัดริมฝั่งแม่น้ำโขงหายไปทั้งหมด  5,256.86 ไร่ และข้อมูลเฉพาะจังหวัดหนองคาย พบว่าพื้นที่ตลิ่งของอำเภอที่ติดริมแม่น้ำโขง จำนวน 6 อำเภอหายไป 826.54 ไร่ สูงสุดอันดับแรกคืออำเภอสังคม 456 ไร่ ตามด้วยอำเภอเมือง 131.64 ไร่ อำเภอท่าบ่อ 104.80 ไร่ อำเภอศรีเชียงใหม่ 91.45 ไร่ อำเภอโพนพิสัย 27.21 ไร่ และอำเภอรัตนวาปี 14.75 ไร่

จากสถานการณ์ปัญหาดังกล่าวจึงสามารถสรุปได้ในเบื้องต้นว่า หลังมีเขื่อนกั้นน้ำโขง กระแสน้ำและการพังทลายของตลิ่งมีสูงขึ้น” อ้อมบุญ เปิดเผยถึง ปัญหาการกัดเซาะตลิ่งตลอดแม่น้ำโขง 8 จังหวัดของประเทศไทย ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น หลังแม่น้ำโขงมีเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำกั้นแม่น้ำโขงในประเทศเพื่อนบ้าน 

(ภาพ : ข่าวออนไลน์หนองคาย)

ชี้แนวโน้มรุนแรง ไร้แววจะมีการแก้ปัญหา

“ชาวบ้านห้วยค้อ บ้านภูเขาทอง ตำบลบ้านม่วง ก็ประสบปัญหานี้มาหลายปี  โดยไม่มีการแก้ไขปัญหานี้แต่อย่างใด รวมทั้งไม่มีข้อมูลผลกระทบอื่น ๆ ที่เป็นประเด็นปัญหาเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ ว่าส่งผลต่อการกำหนดเส้นเขตแดนระหว่างราชอาณาจักรไทย กับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวอย่างไร แนวโน้มของปัญหาเหล่านี้จะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น เมื่อมีการสร้างเขื่อนกั้นน้ำโขงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ชุมชนใกล้เขื่อนจะได้รับผลกระทบเหล่านี้เต็ม ๆ ไม่มีการประเมินมูลค่า ว่าตัวเลขความเสียหายเท่าไหร่ และใครหน่วยงานใดจะรับผิดชอบ” อ้อมบุญกล่าว