เรียกร้อง “การชดเชย-เยียวยาที่เพียงพอ” 5 ปี เขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อยแตก

เครือข่ายประชาสังคม 9 องค์กรไทย-สากลออกแถลงการณ์เรียกร้อง “การชดเชยเยียวยาที่เพียงพอ” กรณี “เขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อยแตก” ในสปป.ลาว”

เผย 5 ปีครบรอบวันเกิดเหตุ “สถานการณ์การชดเชยเยียวยายังน่าเป็นห่วง” บริษัทก่อสร้างฯ SK Ecoplant ยังปัดความรับผิดชอบ ขณะบริษัทบริหารเขื่อน PNPC ระบุ “จ่ายแล้ว 91.2 ล้านดอลลาร์” แต่พบเงินส่วนใหญ่ไปไม่ถึงมือผู้ได้รับผลกระทบ ด้วยบริษัทส่งผ่านให้รัฐบาลลาวจัดการ 

ขณะชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ กลายสภาพจาก “ผู้รอดชีวิต” เป็น “ผู้ไร้ความมั่นคงในชีวิต” 

“นอกจากบริษัทก่อสร้างและบริหารเขื่อน รัฐบาลลาวและรัฐบาลเกาหลีควรร่วมรับผิดชอบ” เครือข่ายเรียกร้อง

ภาพมุมสูงของเมืองอัตตะปือ ก่อนและหลัง เขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อยแตก (ภาพ : Bangkok Post)

เรียกร้อง “การชดเชย-เยียวยาที่เพียงพอ” 

“ห้าปีหลังจากเหตุการณ์อันน่าสลดใจนี้ ผู้รอดชีวิตยังคงไม่ได้รับการชดเชยหรือการเยียวยาที่เพียงพอ และยังคงต้องทนทุกข์ทรมานจากผลกระทบของภัยพิบัติ 

องค์กรภาคประชาสังคมกำลังเรียกร้องให้บริษัทและรัฐบาลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงบริษัทก่อสร้างคือ SK Ecoplant และผู้พัฒนาและบริหารบริษัทเซเปียนเซน้ำน้อยพาวเวอร์ (Xe-Pian Xe-Namnoy Power Company (PNPC)) ตลอดจนรัฐบาลลาวและสาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งเป็นผู้ให้ทุนสนับสนุนความช่วยเหลือด้านการพัฒนาที่เป็นทางการ(Official Development Assistant ODA) ภายใต้องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา(OECD) ซึ่งสาธารณรัฐเกาหลีใต้เป็นสมาชิกให้รับทราบการกระทำผิดและปฏิบัติตามหน้าที่เพื่อให้แน่ใจว่ามีการชดใช้ค่าเสียหาย”

9 องค์กรภาคประชาสังคมไทยและสากล ได้ออกแถลงการณ์ เรียกร้องความรับผิดชอบชดเชยความเสียหาย จาก บริษัทก่อสร้าง บริษัทผู้พัฒนาและบริหารโครงการ รัฐบาลลาวและเกาหลี ในวาระ ครบรอบ 5 ปี กรณี “เขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อยแตก” 

เหตุการณ์เขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อยแตก เกิดขึ้นที่แขวงอัตตะปือ สปป.ลาว เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2018 โดยเขื่อนเสริม (Saddle D) ของโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเซเปียน-เซน้ำน้อยในลาวเกิดเหตุพังทลาย และคร่าชีวิตผู้คน 71 คน ไร้ที่อยู่อาศัยนับพัน น้ำท่วมบ้านเรือนและหมู่บ้าน

องค์กรทั้ง 9 รวมถึง KTNC Watch, Manushya Foundation, Inclusive Development International, International Rivers, Community Resource Centre (CRC), Thailand, ETOs Watch Coalition, Fair Finance Thailand และ Mekong Watch 

(ภาพ : Xe-Pian Xe-Namnoy Power Company)

“เหตุสุดวิสัย เราไม่ควรต้องรับผิดชอบ” บริษัทก่อสร้างเขื่อน ยังอ้าง

“บริษัท SK Ecoplant บริษัทก่อสร้างโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเซเปียนเซน้ำน้อย ได้ยื่นอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศในสิงคโปร์ ต่อบริษัทเซเปียนเซน้ำน้อยพาวเวอร์ (PNPC) ในฐานะบริษัทที่รับผิดชอบการดำเนินงานเขื่อน โดยโต้แย้งว่าการพังทลายไม่ได้เกิดจากการก่อสร้างที่ผิดพลาด แต่เป็นภัยธรรมชาติ (เหตุสุดวิสัย) ดังนั้นจึงไม่ยุติธรรมที่ผู้รับเหมาจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายรวมถึงค่าชดเชย

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญยอมรับว่าภัยพิบัติดังกล่าวเกิดจากฝีมือมนุษย์ เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2019 คณะผู้เชี่ยวชาญอิสระ (IEP) ของคณะกรรมการสอบสวนแห่งชาติที่จัดตั้งขึ้นโดยรัฐบาลลาวได้เปิดเผยผลการสอบสวนโดยระบุว่า การพังทลายของเขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อยสามารถป้องกันได้ด้วยมาตรการที่เหมาะสมเพื่อรักษาฐานราก

ในปี 2022 บริษัท SK Ecoplant ได้ประกาศ ‘แถลงการณ์นโยบายสิทธิมนุษยชน’ ต่อสาธารณะ โดยยืนยันว่าได้ดำเนินการอย่างแข็งขันเพื่อปฏิบัติตามความรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัท และเป็นบริษัทที่เป็นมิตรกับสิทธิมนุษยชน ก่อนที่จะโปรโมตตนเองในฐานะบริษัทที่รับผิดชอบต่อสังคม SK Ecoplant ควรรับทราบความรับผิดชอบของตนต่อโศกนาฏกรรมและดำเนินการแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ” แถลงการณ์ฯ ระบุ

(ภาพ : Radio Free Asia)

“จ่ายแล้ว 91.2 ล้านดอลลาร์” บริษัทเขื่อน เผย

บริษัทเซเปียนเซน้ำน้อยพาวเวอร์(PNPC) ผู้ดำเนินการอย่างเป็นทางการของเขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อยในลาว ระบุในจดหมายที่ส่งถึงผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2565 ว่าได้จ่ายเงินชดเชยจำนวน 91.2 ล้านดอลลาร์ 

ตามรายงานของบริษัท PNPC ระบุว่า ได้จ่ายเงินชดเชยบางส่วนให้กับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน อย่างไรก็ตาม ณ เดือนมิถุนายนปีนี้ บริษัท PNPC ระบุในอีเมลถึง กลุ่ม เครือข่ายสหภาพแรงงานและองค์กรภาคประชาสังคมในเกาหลีใต้ (KTNC Watch)ว่า การชดเชยทรัพยสินและทรัพย์สินที่มีคุณค่าทางจิตใจอื่นๆ ซึ่งถูกน้ำท่วมพัดหายไป แต่ยังไม่รวมอยู่ในการประเมินความเสียหายของทรัพย์สินนั้นยังไม่เสร็จสมบูรณ์ 

นอกจากนี้ เรายังยืนยันว่าไม่มีการชดเชยสำหรับความเสียหายทางจิตใจที่เกิดจากโศกนาฏกรรม หรือการสนับสนุนใดๆ สำหรับการฟื้นฟูบาดแผลทางจิตใจของผู้ประสบภัย” แถลงการณ์ฯ ระบุ

(ภาพ : Reuters, BBC News)

“เงินส่วนใหญ่ถึงรัฐบาล ถึงมือผู้เดือดร้อนน้อยนิด” การชดเชยที่เป็นอยู่

“อย่างไรก็ตาม พวกเราขอย้ำว่าตามบันทึกภายในของบริษัทเงินชดเชยส่วนใหญ่ (64.87 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 71% ของทั้งหมด) จ่ายให้กับรัฐบาลลาว ไม่ใช่จ่ายให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

เนื่องจากเงินชดเชยสำหรับที่อยู่อาศัย ที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน ฯลฯ ที่สูญเสียและเสียหายจากภัยพิบัติได้จ่ายให้กับรัฐบาลลาวแล้ว รัฐบาลลาวได้ออกแบบ “แผนแม่บท” เพื่อถางป่าและสร้างเมืองใหม่ และให้บริษัท( PNPC )เป็นผู้จ่ายค่าเงินสำหรับการพัฒนาดังกล่าว 

ดูเหมือนว่ากระบวนการชดเชยให้ความสำคัญกับความต้องการในการพัฒนาของรัฐบาลลาวมากกว่าการเยียวยาที่มีประสิทธิภาพต่อผู้รอดชีวิต ในขณะเดียวกัน ไม่มีการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะเกี่ยวกับวิธีที่รัฐบาลลาวใช้จ่ายเงินที่ได้รับจากบริษัท PNPC หรือรายละเอียดเฉพาะของแผนแม่บท” แถลงการณ์ฯ ระบุ

(ภาพ : Reuters)

“จากผู้รอดชีวิต สู่ผู้ไร้ความมั่นคงในชีวิต” ชะตากรรมเหยื่อเขื่อนแตก

“จากการสัมภาษณ์ผู้รอดชีวิตจาก กลุ่มเครือข่ายสหภาพแรงงานและองค์กรภาคประชาสังคมในเกาหลีใต้(KTNC Watch) ผู้รอดชีวิตถูกย้ายไปยังพื้นที่ไม่คุ้นเคยและมีวิถีชีวิตที่ไม่แน่นอน พวกเขาเคยมีวิถีชีวิตการทำมาหากินแบบดั้งเดิมด้วยการทำนาริมแม่น้ำเซเปียน แต่บริษัทPNPC ได้สร้างหมู่บ้านแห่งใหม่ห่างไกลจากบ้านเดิม ตาม “แผนแม่บท” ของรัฐบาลลาว พวกเขาที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่ถูกย้ายไปยังหมู่บ้านแห่งใหม่โดยไม่มีทางเลือก

ขณะที่ผู้รอดชีวิตต้องสูญเสียวิถีชีวิตดั้งเดิม รัฐบาลลาวได้มอบที่ดินให้พวกเขา แต่กลับกลายเป็นว่าที่ดินดังกล่าวไม่เหมาะแก่การปลูกข้าว ขณะนี้ชาวบ้านไม่สามารถปลูกข้าวเองได้และถูกบังคับให้ปลูกและขายพืชผลทางการเกษตรอื่นๆ เช่น มันสำปะหลัง หรือเช่าที่ดินให้กับบริษัทเพาะปลูกแทน 

อย่างไรก็ตาม ผู้ได้รับผลกระทบหลายคนมีชีวิตแบบพอเพียง บางคนไม่มีแม้แต่บัญชีออมทรัพย์ส่วนตัวก่อนเกิดภัยพิบัติ ดังนั้นจึงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจะกลายเป็นเกษตรกรเชิงพาณิชย์ในทันที กล่าวโดยสรุป ไม่เพียงแต่ผู้รอดชีวิตจากการพังทลายของเขื่อนเท่านั้นที่ถูกบังคับให้ย้ายถิ่นฐาน แต่พวกเขาไม่ได้รับการฟื้นฟูให้วิถีชีวิตที่มีความยั่งยืน เป็นที่น่าสงสัยว่าผู้รอดชีวิตได้รับการปรึกษาอย่างเหมาะสมในกระบวนการย้ายถิ่นฐานหรือไม่” แถลงการณ์ฯ ระบุ

(ภาพ : วิศรุต แสนคำ)

เรียกร้อง “การชดเชยที่ฟังเสียงและความต้องการผู้ได้รับผลกระทบ” 

“เราเรียกร้องให้มีการชดเชยอย่างเต็มที่แก่ชุมชนที่ได้รับผลกระทบซึ่งให้ความสำคัญกับเสียงของผู้รอดชีวิต

ภาคธุรกิจที่ก่อให้เกิดหรือมีส่วนทำให้เกิดภัยพิบัติดูเหมือนจะพิจารณาเพียงว่าพวกเขาปฏิบัติตามความรับผิดชอบของตนแล้ว เนื่องจากพวกเขาจ่ายเงินจำนวนมากภายใต้ชื่อ ‘การชดเชย’ 

อย่างไรก็ตาม การใช้เงินชดเชยดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าความต้องการของบริษัทที่จะหลีกเลี่ยงความรับผิดนั้นตรงกับความต้องการของรัฐบาลลาวในการเคลียร์พื้นที่และพัฒนาเมืองใหม่ การฟื้นฟูที่แท้จริงของผู้รอดชีวิตถูกลดความสำคัญลง และผลที่ตามมาคือ ผู้รอดชีวิตยังคงทุกข์ทรมานจากผลกระทบของภัยพิบัติ โดยไม่มีหลักประกันในการดำรงชีวิตที่ยั่งยืน” แถลงการณ์ฯ ระบุ

ตัวแทนภาคประชาสังคมเกาหลี และไทย ร่วมเรียกร้องให้บริษัท SK Engineering จำกัด แสดงความรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น (ภาพ : สำนักข่าวชายขอบ)

“รัฐบาลลาว-รัฐบาลเกาหลี ต้องร่วมรับผิดชอบ” 

“นอกจากบริษัท SK Ecoplant แล้ว บริษัท PNPC รัฐบาลลาว และสาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งให้การช่วยเหลือด้านการพัฒนาแบบทางการ (Official development assistant ODA) สำหรับโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเซเปียน-เซน้ำน้อย ต่างมีหน้าที่ในการเยียวยาและฟื้นฟูผู้รอดชีวิตจากเหตุเขื่อนแตกอย่างมีประสิทธิภาพ 

เราขอเรียกร้องให้หน่วยงานเหล่านั้นจัดเตรียมมาตรการบรรเทาทุกข์โดยจัดลำดับความสำคัญของความต้องการของผู้รอดชีวิต และรับประกันการเยียวยาที่มีประสิทธิภาพและการฟื้นฟูอย่างเต็มที่แก่ชุมชนที่ได้รับผลกระทบ โดยปรึกษาหารืออย่างมีความหมายกับผู้รอดชีวิต” แถลงการณ์ฯ ระบุ