ภาครัฐเตรียมบูรณาการข้อมูลกับซีพี เพื่อบรรเทา-แก้วิกฤตฝุ่นเหนือ

“เตรียมบูรณาการฐานข้อมูลรัฐ-เอกชน รวมถึงซีพี หวังบรรเทาวิกฤตฝุ่น PM.5 ตั้งแต่ต้นทาง รวมถึงมาตรการ Zoning และการรับรอง GAP” ที่ประชุมภาครัฐ-เอกชนล่าสุดเผย

ฝุ่นเหนือยังเกินมาตรฐานทุกพื้นที่วันนี้ คาดดีขึ้น 16 เม.ย. ขณะจุดความร้อนพุ่งเกือบ 2 พันจุด (3 เท่าของปีที่แล้วในช่วงเดียวกัน) มากสุดที่เชียงใหม่ ซึ่งต้องทำบุญ “727 ปี เชียงใหม่” กลางฝุ่น เช้าวันนี้

ด้านสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วยฯ ชี้ “รัฐบาลล้มเหลวแก้ฝุ่น”

(ภาพ : RUEE Lab.)

5 ข้อมูลสำคัญ ที่ประชุมรัฐ-เอกชน

วานนี้ (11 เม.ย. 2566) ตัวแทนจากภาครัฐ ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ วีรศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา และผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ผู้แทนจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ผู้แทนจาก GISTDA ผู้แทนจากกองพัฒนาระบบบริหารงานส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น

และตัวแทนจากภาคเอกชน ผู้แทนเครือเจริญโภคภัณฑ์ สุเมธ ภิญโญสนิท ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โปรดิ๊วส จำกัด (CPP) บริษัทส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกรข้าวโพดรายย่อยและรับซื้อกลับ และไพศาล เครือวงศ์วานิช CEO บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) หรือบีเคพี (BKP) บริษัทที่ซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากผู้ขายรายกลางและใหญ่

ร่วมประชุม “หารือร่วมรัฐเอกชนในจัดทำระบบฐานข้อมูล PM 2.5”

“สำหรับการประชุมหารือร่วมดังกล่าว แต่ละหน่วยงานฯ ได้รายงาน และนำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับภารกิจที่ประชุมในวันนี้ เพื่อใช้ประกอบเป็นแนวทางการดำเนินงานในระยะต่อไป ซึ่งสามารถสรุปได้ 5 ประเด็น 

1. ระบบฐานข้อมูลของบริษัท CP  คือ ระบบ “Corn Traceability” เป็นระบบตรวจสอบย้อนกลับการปลูกข้าวโพด ซึ่งสามารถระบุแหล่งที่มาของข้าวโพดได้ว่ามาจากพื้นที่ที่ถูกต้องตามกฎหมาย มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้อง เนื่องจากมีการลงทะเบียนการเพาะปลูก จึงสามารถบอกพิกัดของแปลงเพาะปลูก รายละเอียดของแปลง เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ และ ระบบ “For Farm” ที่ช่วยแนะนำ และติดตามการเพาะปลูก แจ้งเตือนสภาพอากาศ และมีระบบลงทะเบียนซื้อขายข้าวโพดจากเกษตรกรโดยตรง

2. บริษัท CP มีเทคโนโลยีในการติดตามแปลงเพาะปลูก และการเก็บเกี่ยว ซึ่งพื้นที่ภายใต้การดำเนินการของ CP เกษตรกรใช้เครื่องจักรในการเก็บเกี่ยว โดยไม่เผา ส่วน GISTDA มีข้อมูลที่สามารถแยกพืชตามแต่ละชนิด แยกตามอายุการเติมโต และบอกวันเก็บเกี่ยวได้ ซึ่งสามารถใช้ในการเฝ้าระวังไม่ให้เกิดการเผาภายหลังการเก็บเกี่ยวได้

3. GISTDA พบจุดความร้อน หรือ Hotspot  ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2566 จนถึงปัจจุบัน มากขึ้นจากปีที่ผ่านมาในช่วงเวลาเดียวกันมากกว่าถึง 3 เท่า และส่วนใหญ่พบในบริเวณป่าอนุรักษ์ และป่าสงวนแห่งชาติ โดยภาพรวมในประเทศพบจุดความร้อนมากในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน น่าน ตาก เป็นต้น ส่วนในประเทศเพื่อนบ้านพบมากที่สุดที่ประเทศเมียนมาร์ ลาว กัมพูชา ตามลำดับ ปัญหาการเผาไร่ข้าวโพด ส่วนใหญ่จะเกิดในพื้นที่เกษตรในพื้นที่สูง ส่วนสถานการณ์การเผาพื้นที่เกษตรในพื้นที่ราบไม่ค่อยรุนแรง เนื่องจากสามารถใช้เครื่องจักร และอุปกรณ์เก็บเกี่ยวได้

4. กรมวิชาการเกษตรมีการรับรอง GAP (การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืช Good Agriculture Practices) ซึ่งสามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนกลับได้ว่ามาจากแปลงไม่เผา ดังนั้น แรงจูงใจ คือ ต้องเร่งให้การรับรอง GAP แก่ภาคการเกษตร ไม่ซื้อผลผลิตที่มาจากการเผา  ส่วนแรงจูงใจเรื่องอื่น ๆ เพื่อให้เกษตรกรไม่เผา เช่น เรื่องตลาดคาร์บอนเครดิต การลดภาษี การประกันราคา การทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มจากการขายเศษวัสดุ ส่งเสริมการหาตลาดให้แก่เกษตรกร แปลงเศษวัสดุเป็นพลังงาน ฯลฯ

5. การจัด Zoning (ปลูกพืชตามความเหมาะสมกับพื้นที่) อาจเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาได้ เนื่องปัจจุบันพื้นที่เกิดการเผาในที่สูง คือ พืชไร่ แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นการปลูกพืชสวนในพื้นที่สูงจะไม่มีการเผา เช่น การปลูกกาแฟทดแทนการปลูกข้าวโพด เป็นต้น

สำหรับแนวทางการดำเนินการหลังจากนี้คือ การบูรณาการฐานข้อมูลร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อนำไปสู่การบรรเทา และการแก้ไขปัญหา PM 2.5 ให้มีประสิทธิภาพต่อไป” GISTDA เปิดเผยวันนี้ (12 เม.ย. 2566)

(ภาพ : สำนักข่าวนอร์ทพับลิคนิวส์)

ทำบุญ “727 ปี เชียงใหม่” กลางฝุ่น

“เช้าวันนี้ (12 เม.ย. 2566) ที่ ลานพระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์ จังหวัดเชียงใหม่ นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นำคณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ และประชาชนชาวเชียงใหม่ ร่วมพิธีทำบุญตักบาตร พระสงฆ์ 51 รูป และพิธียอสวยไหว้สาพญามังราย เนื่องในโอกาสครบรอบ 727 ปี การก่อตั้งเมืองเชียงใหม่ เพื่อถวายสักการะแด่บูรพกษัตริย์ และเจ้าเมืองผู้ครองเมืองตามประเพณีล้านนา ทั้งยังให้ลูกหลาน ประชาชนในยุคปัจจุบัน ได้ร่วมระลึกถึงคุณงามความดีของผู้ก่อตั้งเมืองเชียงใหม่ และรับรู้ประวัติการก่อตั้งเมือง

โดยภายในงาน มีการจัดขบวนแห่ตามแบบวัฒนธรรมล้านนา ประกอบด้วย ขบวนขันดอก เครื่องสักการะแบบล้านนา การตีกลองสะบัดชัย พร้อมด้วย การฟ้อนเล็บจากช่างฟ้อนจากชุมชนต่าง ๆ ในตัวเมืองเชียงใหม่ จำนวน 599 คน โดยเริ่มเคลื่อนขบวนจากลานประตูท่าแพสู่ลานพระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์ เพื่อมาสักการะพญามังราย และเสริมสร้างสิริมงคลให้กับตนเอง ครอบครัวให้มีความสุข ความปลอดภัย ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ หรือ งานป๋าเวณีปี๋ใหม่เมืองเจียงใหม่ ที่จะถึงนี้” สำนักข่าวนอร์ทพับลิคนิวส์ รายงานวันนี้

ด้านศูนย์แก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ กรมควบคุมมลพิษรายงานสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในจังหวัดเชียงใหม่ เช้าวันนี้ 07:00 น. พบว่าทั้ง 6 สถานี ใน จ.เชียงใหม่ ปริมาณฝุ่นอยู่ในระดับส่งผลกระทบต่อสุขภาพ (สีแดง ปริมาณฝุ่น PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง มากกว่า 90 มคก./ลบ.ม.) 5 สถานีมีปริมาณฝุ่น PM2.5 มากกว่า 100 มคก./ลบ.ม.

(ภาพ : สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์)

สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วยฯ ชี้ “รัฐบาลล้มเหลวแก้ฝุ่น”

สถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ป๋วย อึ้งภากรณ์ เปิดเผย บทความ aBRIDGEd “16 ความคิดเพื่อชีวิตคนไทย: สิ่งที่เป็น ปัญหาที่เห็น และประเด็นชวนคิด” ส่วนหนึ่งในบทความเสนอ ปัญหามลพิษทางอากาศจากฝุ่น PM2.5 โดยกล่าวว่า ค่าฝุ่น PM2.5 ทุกจังหวัดในประเทศไทยสูงกว่าค่าแนะนำขององค์การอนามัยโลก ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคต่าง ๆ มากมาย ๆ ซึ่งปัญหามลพิษฝุ่น PM2.5 ดังกล่าว สร้างผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจ และสังคมทั้งในระยะสั้น และระยะยาว

ภายในบทความเห็นว่า แผนปฏิบัติการวาระฝุ่นแห่งชาติ ที่ถูกนำมาใช้ในปี 2562 ไม่สามารถลดฝุ่นพิษจากแหล่งกำเนิดได้ เนื่องจากหลักฐาน 6 ข้อ

“1. ปริมาณรถยนต์ และรถบรรทุกเก่าในระบบที่ปรับเพิ่มขึ้น 

2. มาตรการลดการเผาอ้อยโรงงานที่ทำไม่ได้ตามเป้าหมาย และยิ่งห่างไกลจากเป้าหมายมากขึ้น

3. ข้าว และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่เผามากกว่าอ้อยยังไม่มีมาตรการที่เป็นรูปธรรม รวมถึงมาตรการอุดหนุนพืชดังกล่าวอาจมีผลทางอ้อมที่ทำให้การเผาไม่ลดลง

4. ภาคป่าไม้ก็พบการเผาที่มากขึ้นในช่วงกว่า 2 ปีที่ผ่านมาเนื่องจากขาดมาตรการสนับสนุนให้ชุมชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา และมาตรการจูงใจเชิงเศรษฐศาสตร์

5. สำหรับมลพิษข้ามพรมแดนยังมีมาตรการน้อย และพบว่าบริษัทเอกชนของไทยมีส่วนสนับสนุนให้เกิดการเผาในประเทศเพื่อนบ้าน ผ่านการส่งออกเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดและการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

6. ในภาคอุตสาหกรรมยังไม่ได้จัดทำทําเนียบการปลดปล่อย และเคลื่อนย้ายมลพิษ ทำให้ชุมชนไม่รู้ข้อมูลการปล่อยมลพิษของโรงงานในพื้นที่ สาเหตุที่แผนฯ ไม่สัมฤทธิ์ผล ส่วนหนึ่งมาจากงบประมาณรายจ่ายปกป้องสิ่งแวดล้อมที่มีน้อยมาก โดยน้อยกว่ามาเลเซียถึง 2 เท่า รวมถึงรูปแบบการใช้งบประมาณไม่ได้ช่วยสร้างแรงจูงใจให้กับผู้เกี่ยวข้องในการลดมลพิษ

นอกจากนั้น ปัญหาเชิงโครงสร้างก็ยังไม่ได้แก้ไข โดยเฉพาะการไม่มีหน่วยงานดูแลสิ่งแวดล้อมที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดและไม่มีการบังคับใช้กฎหมายอากาศสะอาดที่บูรณาการและยืดหยุ่นผ่านการนำมาตรการจูงใจเชิงเศรษฐศาสตร์มาใช้” ส่วนหนึ่งจากบทความของสถาบัน อ่านต่อได้ที่นี่

(ภาพ : คพ. / RUEE Lab.)

จุดความร้อนไทยพุ่งเกือบ 2 พันจุด มากสุดเชียงใหม่

“ข้อมูลจากดาวเทียมซูโอมิ เอ็นพีพี (Suomi NPP) ของวันที่ 11 เมษายน 2566 ไทยพบจุดความร้อน 1,956 จุด ในขณะที่เพื่อนบ้านอย่างพม่ายังครองแชมป์อยู่ที่ 14,004 จุด, สปป.ลาว 6,878 จุด, เวียดนาม 679 จุด ,กัมพูชา 303 จุด และมาเลเซีย 48 จุด

จุดความร้อนในประเทศไทย ยังคงพบในพื้นป่าอนุรักษ์มากที่สุด 930 จุด ตามด้วยป่าสงวนแห่งชาติ 682 จุด, พื้นที่เกษตร 158 จุด, พื้นที่เขต สปก. 90 จุด, พื้นที่ชุมชนอื่นๆ 90 จุด , และพื้นที่ริมทางหลวง 6 จุด ในส่วนของจังหวัดที่พบจุดความร้อนมากที่สุด 3 อันดับ คือ เชียงใหม่ 382 จุด, เชียงราย 216 จุด , น่าน 197 จุด ในขณะที่สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ยังคงเกินค่ามาตรฐานในหลายพื้นที่รวมกว่า 30 จังหวัด กระจายกันไปตามภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” GISTDA รายงานวันนี้

“ยังเกินมาตรฐานทุกพื้นที่-คาดดีขึ้น 16 เม.ย.” ฝุ่นเหนือ

สถานการณ์ฝุ่นควัน PM2.5 เย็นวันนี้ (12 เม.ย. 2566) 17:00 น. จากข้อมูลจาก Air4Thai ภาคเหนือเกินค่ามาตรฐานทุกพื้นที่ (ทั้งหมด 32 พื้นที่ จากสถานีวัดของกรมควบคุมมลพิษ) มี 22 พื้นที่ ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานในระดับส่งผลกระทบต่อสุขภาพ (สีแดง ปริมาณฝุ่น PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง มากกว่า 90 มคก./ลบ.ม.) และมี 10 พื้นที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานในระดับเริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพ (สีส้ม ปริมาณฝุ่น PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง อยู่ระหว่าง 51 – 90 มคก./ลบ.ม.)

เชียงใหม่มีพื้นที่ปริมาณฝุ่นเกินมาตรฐานทั้งหมด 6 พื้นที่ รองลงมาเป็น ลำปาง 4 พื้นท่ี เชียงราย แม่ฮ่องสอน 3 พื้นที่ น่าน ลำพูน และตาก 2 พื้นที่ ที่เหลือจังหวัดละ 1 พื้นที่

ปริมาณฝุ่น PM2.5 สูงที่สุดในประเทศ (17:00 น. วันนี้) อยู่ในพื้นที่ ต.เวียงใต้ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน 295 มคก./ลบ.ม. รองลงมาคือ ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ 252 มคก./ลบ.ม. โดยปริมาณ PM2.5 ในพื้นที่มากกว่า 100 มคก./ลบ.ม. ติดต่อกันนานกว่า 7 วันแล้ว 

ภาคเหนือยังมีพื้นที่ปริมาณฝุ่น PM2.5 มากกว่า 100 มคก./ลบ.ม. ในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน พะเยา พิษณุโลก ลำปาง และน่าน 

ภาคตะวันออกเฉลียงงเหนือมีปริมาณฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐาน 11 พื้นที่ ภาคกลางและภาคตะวันตก 5 พื้นที่ กทม. 1 พื้นที่ ภาคใต้ และภาคตะวันออก ไม่พบพื้นที่เกินค่ามาตรฐาน

“13 – 19 เม.ย. 2566 สถานการณ์ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลยังคงมีแนวโน้มที่ดีถึงปานกลาง เนื่องจากสภาพอากาศที่เปิดมากขึ้น เพดานการลอยตัวอากาศที่สูงขึ้น  ประกอบกับลมทางใต้ที่กำลังแรงช่วยพัดพาฝุ่นละอองออกจากพื้นที่

อย่างไรก็ตามวันที่ 15 – 16 เม.ย. 2566 อาจมีสภาพอากาศที่ปิดได้ในบางพื้นที่ จึงควรเพิ่มการเฝ้าระวัง

พื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือมีแนวโน้มที่ควรเฝ้าระวังในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้านในวันที่ 13 – 19 เม.ย. 2566 ซึ่งจังหวัดที่ควรเน้นการเฝ้าระวังได้แก่จังหวัดเชียงราย และน่าน อย่างไรก็ตามภาพรวมของพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นภายหลังวันที่ 16 เม.ย. 2566 เป็นต้นไป” กรมควบคุมมลพิษ คาดการณ์