บทเรียน “เหมืองแร่โปแตซ” อีสาน

“สาหัส ชีวิตหลังมีเหมือง” เสียงจากคนริมโปแตชด่านขุนทด ขณะที่คนจาก 2 พื้นที่ “ว่าที่เหมือง” (เหมืองโนนสูง และเหมืองวานนิวาส) เผย “เกือบเสียรู้ กลเกมสำรวจแร่” และ “รู้เร็ว ค้านเร็ว ยันอยู่แต่ต้องลุ้นต่อ” 

“ต้นตอจากนโยบายรัฐบาลประยุทธ์ ที่จงใจดันพัฒนาแร่โดยไม่พร้อม ไม่ยอมฟังเสียงใคร และไม่สนใจผลกระทบต่อคนและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่” เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ วิเคราะห์

ส่องบทเรียนชีวิตจริงจากชาวบ้าน 3 พื้นที่เหมืองแร่โปแตซอีสาน และ 1 นักเคลื่อนไหวกรณีเหมืองแร่ ผ่านเวทีเสวนา “อดีต ปัจจุบัน อนาคต โปแตชอีสาน กับขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชนและการพัฒนาอีสาน” ที่จัดขึ้นวานนี้ (2 เม.ย. 2566) ในงานบุญสืบชะตาอ่างเก็บน้ำห้วยโทงครั้งที่ 6 ที่อ่างเก็บน้ำห้วยโทง อ.วานรนิวาส จ.สกลนคร 

(ภาพ : ไทยโพสต์)

“รัฐบาลประยุทธ์” ต้นตอและตัวเร่ง “พัฒนาแร่โดยไร้ความพร้อม”

“ก่อนที่มีการทำรัฐประหารปี 2557 รัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ถูกฉีกไปก็ดี รวมถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ ฉบับที่ 8 ที่มีมาก่อนหน้าก็ดี ล้วนแต่ดึง และเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม แต่เมื่อมีรัฐประหารกลับตัดภาคประชาชนออกไป ตรงกันข้ามกลับเอาผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ มาคิดแทนประชาชน 

การผลักดันทำเหมืองแร่โปแตซ ต้องยอมรับว่ามีการผลักดันมาในหลายรัฐบาล แต่มาสุกงอมเต็มที่ ในสมัย คสช. ยุค พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา ทั้งสิ้น มีการออกประทานบัตรให้  รวม 3 แห่ง ทั้งที่ชัยภูมิ นครราชสีมา และล่าสุดอุดรธานี  

ขอย้ำว่า การประทานบัตรเหมืองแร่มาสุกงอมสมัยพล.อ.ประยุทธ์ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นความจงใจ เร่งรัดขั้นตอน ผ่านแผนยุทธศาสตร์ชาติ และแผนปฏิรูปประเทศ 20 ปี ก็พิกลพิการ มีพ่อค้า ข้าราชการ อยู่ในกรรมการยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศเต็มไปหมด ขณะที่ภาคประชาชนแทบจะไม่มีเข้าไปมีส่วนร่วม” 

และว่าเพื่อตบตาว่าเป็นแผนยุทธศาสตร์ชาติฯ เป็นไปตามหลักสากล  ก็มีการการแก้ไขคิดนโยบาย “เหมืองสีเขียว” มีการมอบประกาศนียบัตรให้เหมืองที่ดำเนินการ  รวมทั้งมั่นใจเอาอยู่ กับมาตรการดูแลผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่มีจึงเป็นที่มาว่า ทำไมถึงมาเหมาะเจาะ มีการประทานบัตรเหมืองแร่โปแตชทั้ง 3 แห่งในสมัยรัฐบาลประยุทธ

การอ้างเหมืองสีเขียว เพื่อทำเหมืองแร่โปแตช  นอกจากจะอ้างว่า มีการจัดการเรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีแล้ว ยังอ้างว่าจะทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางผลิตแบตเตอรี่โซเดียมไอออน ที่ใช้ในรถพลังงานไฟฟ้าอีกด้วย ทั้งที่ไม่เกี่ยวกันเลย เพราะเหมืองแร่โปแตช เป็นเหมืองสกปรก ไม่ใช่เหมืองสะอาด

อีสานควรพัฒนาไปในแนวทางเทคโนโลยีที่เหมาะสม แม้กระทั่งตัว พ.ร.บ.แร่ ปี 2560 ยังเขียนไว้ว่า แหล่งแร่ที่มีศักยภาพแหล่งแร่สูงมาก ๆ แต่เทคโนโลยีที่นำแร่ขึ้นมายังไม่พัฒนาให้เหมาะสม อย่านำขึ้นมา ขอให้เก็บเอาไว้ก่อน  ถ้าเทคโนโลยีในการนำแร่ชนิดนั้น ๆ ขึ้นมายังไม่เหมาะสม ยังไม่ทันสมัยพอ อย่าเพิ่งพัฒนามัน  

ถ้าตอบคำถามนี้ให้สู่กับสังคมและการเมืองปัจจุบัน เพราะเรากำลังจะมีการเลือกตั้ง ต้องถามว่า อย่างที่วานรนิวาส รวมทั้งในหลาย ๆ จังหวัดที่มีแหล่งแร่โปแตช พรรคการเมืองไหนบ้าง จะสานต่อนโยบาย ทำแล้ว ทำต่อ ทำอีก ที่พรรคการเมืองบางพรรคชูสโลแกนนี้ขึ้นมา คือขณะนี้ถือเป็นการพัฒนาที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่งเราสามารถเก็บมาคิดทบทวนได้ เพราะยังมีเทคโนโลยีที่เหมาะสมเต็มไปหมดกลับไม่คิด เก็บมาพัฒนา” เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ กล่าวในเวทีฯ 

เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์(ภาพ : ไทยโพสต์)

“สาหัส” ชีวิตหลังมีเหมือง : โปแตชด่านขุนทด

“ด่านขุนทด เป็นพื้นที่ 1ใน 3 ที่มีการออกเป็นประทานบัตรทำเหมืองแร่โปแตช 

หลังการทำเหมือง ชาวบ้านในพื้นที่ได้รับผลกระทบมาก ทั้งปัญหาดินเค็ม ไม่สามารถปลูกพืชได้ รวมถึง ปัญหาน้ำประปา 

ตอนแรกพวกเราใช้น้ำประปาหมู่บ้าน พอน้ำมีปัญหาเรื่องความเค็ม เหมืองกลับแก้ปัญหาให้ชาวบ้านใช้น้ำประปาแหล่งเดียวกันกับเหมือง ทำให้จากเดิมเราจ่ายค่าน้ำประปาเพียงหน่วยละ 5-7 บาท ต้องจ่ายเพิ่มเป็น หน่วยละ 25  บาท มันเพิ่มภาระรายจ่ายให้กับชาวบ้านเป็นอย่างมาก  

ไม่เท่านั้น ยังส่งผลให้ตัวบ้านหลายหลัง รวมถึงวัดบางแห่ง มีการทรุดตัวจากปัญหาความเค็มกัดกร่อนด้วย 

ปัญหาผลกระทบหลายอย่าง พวกเราไปทวงถาม เหมืองแร่ก็ปัดความรับผิดชอบ หรือจ่ายค่าชดเชยบ้างเป็นบางหลัง หนำซ้ำยังถูกฟ้องกลับ จนทุกวันนี้ คนที่ร่วมกันต่อสู้ต่างรู้สึกหวาดกลัว ใครสู้ก็ถูกขู่ฟ้องจับติดคุก ชาวบ้านกลัวกันมาก เพราะพวกเขาเองก็ไม่รู้กฎหมาย ที่สำคัญชาวบ้านกลัวเสียเงินสู้คดี เพราะชาวบ้านเอง ก็ต่างยากจนหาเช้ากินค่ำ 

ยืนยันว่า ชาวพี่น้องด่านขุนทด อยากให้พื้นที่สีเขียวดั่งเดิมกลับคืนมา เราไม่ต้องการเหมือง เราดูแลพัฒนาตนเองได้ ทุกวันนี้เราทำเกษตรอินทรีย์ มีข้าวหอมมะลิพันธุ์ดี ที่ปลูกได้เฉพาะดินกร่อยในพื้นที่ สร้างรายได้ โดยไม่ต้องง้อเหมืองแร่ ที่รัฐพยายามยัดเยียดอ้างว่า สร้างงาน ให้ปุ๋ยราคาถูกไว้ใช้” ธนาวรรณ ไกนอก กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด กล่าวในเวทีฯ 

ธนาวรรณ ไกนอก (ภาพ : ไทยโพสต์)

“เกือบเสียรู้ กลเกมสำรวจแร่” คนโนนสูง โคราช

“แม้พื้นที่ยังอยู่ระหว่างการสำรวจ เพื่อเตรียมให้ประทานบัตรทำเหมือง ชาวบ้านของเรารับรู้มีการเชิญผู้มีส่วนได้เสียไปพูดคุยเพียง 3 เดือนก่อนการประทานบัตร  เราตกใจกันมาก ทำอะไรไม่ถูก จากโครงการพื้นที่จะทำเหมืองมีถึง 1 แสน 4 หมื่นไร่ ใน 6 อำเภอ 

แต่โชคดี ที่ชุมชนเราเข้มแข็ง โดยเฉพาะผู้นำชุมชน เนื่องจากเวลาจำกัดเพียง 3 เบื้องต้น ทางชุมชนมีความเห็นร่วมกัน จะไม่ส่งตัวแทนเข้าประชุม เมื่อไม่ครบองค์ประชุม การประทานบัตรทำเหมืองในพื้นที่จึงไม่เกิดขึ้น

ทางภาครัฐและบริษัทเข้าสำรวจทำเหมืองมาตั้งแต่ปี 2552 ตอนที่เขามาสำรวจ ชาวบ้านโนนสูงไม่ทราบว่า เป็นการสำรวจ เขาอ้างว่าสำรวจความเค็มของดิน อ้างเพื่อมาช่วยเหลือชาวบ้าน มีการให้เงินทำการขุดสำรวจต่อหลุม 2 – 3 หมื่นบาทด้วย ชาวบ้านก็หลงกล จนมีการสำรวจทั้งหมด 

แม้เราจะรู้ช้าเพียง 3 เดือน แต่ทุกเย็นทุกเช้า เราลงพื้นที่รวบรวมรายชื่อชาวบ้านคัดค้านเมื่อมีการประชุมที่อำเภอ เราก็แจกใบปลิว พูดในที่ประชุมแจ้งให้เห็นถึงกระทบ เราทำสัตยาบรรณ ไม่เข้าประชุมผู้มีส่วนส่วนได้เสีย และทุกวันนี้เราก็ดำเนินการอยู่ ซึ่งก็เกิดผล จนขณะนี้ยังไม่มีการประทานบัตรเพื่อทำเหมืองในพื้นที่ของเรา” วันทา หวังเลี้ยงกลาง ตัวแทนกลุ่มรักษ์ลำคอหงส์ อ.โนนสูง จ.นครราชสีมา กล่าวในเวทีฯ 

(ภาพ : ไทยโพสต์)

“รู้เร็ว ค้านเร็ว ยันอยู่แต่ต้องลุ้นต่อ” คนริมเหมืองวานรนิวาส

“เราเป็นอีกพื้นที่นึงที่มีการสำรวจแร่ เพื่อเตรียมออกประทานบัตร แต่โชคดีที่ชาวบ้านเรารู้เร็ว ตั้งแต่ตอนเริ่มสำรวจ เมื่อรู้เร็ว เราก็เริ่มรวมกลุ่มหาข้อมูลในการต่อสู้ ว่าเราจะสู้อย่างไร หาข้อมูลว่าเหมืองโปแตชคืออะไร ชาวบ้านจะได้ประโยชน์อะไรกับการทำเหมืองนี้ และเราจะได้รับผลกระทบอะไร 

เราสู้ตั้งแต่ปี 2560 จนมาถึงการขุดหลุมที่ 4 จากเป้ากว่า 50 หลุม ซึ่งถือเป็นจุดพีค ที่เรายอมแลกกับคดีมา จนทำให้การสำรวจแร่ยุติในที่สุด

 “เราหาความรู้จาก พ.ร.บ.แร่ปี 2560 เพื่อจะยันกับบริษัท ที่เตรียมอุปกรณ์มาพร้อมสำรวจแบบจัดเต็ม ตอนตี 1 ชาวบ้านพร้อมใจกันออกมาคัดค้าน บริษัทบอกว่าเป็นพื้นที่ของเขา เราบอกการสำรวจทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน ขัดกับ พ.ร.บ.แร่ปี 2560 สุดท้ายเจรจาไม่ลงตัว เราร้องไปยังเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องก็ไม่ให้คำตอบ 

สุดท้ายแลกมาด้วยคดีความ 

คดีแรกผู้จัดตั้งการชุมนุม คดีสองคดีอาญาข่มขืนจิตใจ และคดีแพ่ง ฟ้องชาวบ้านกว่า 3 ล้านบาท สู้กันมา 5 ปีในศาล ศาลฎีกาไม่รับคำร้องทั้ง 2 ฝ่าย สุดท้ายยืนตามศาลอุทธรณ์ให้เราชำระบริษัท 4 หมื่นบาทโดยศาลให้เหตุผลว่า บริษัทยังเหลือเวลาสำรวจเป็นปี จะมาเหมารวมว่าชาวบ้านสร้างความเดือดร้อนและเรียกเงินหลักล้านไม่ได้ แต่ศาลก็ระบุว่า ชาวบ้านมีสิทธิปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ ปกป้องพื้นที่ของตัวเอง ซึ่งเราถือว่าเราได้รับชัยชนะแต่ไม่ถึงที่สุด เพราะตอนนี้ทางบริษัทมีการยื่นอาชญาบัตร เพื่อทำการสำรวจเรียบร้อยแล้ว รอเพียงรัฐบาลใหม่จะอนุญาตหรือไม่เท่านั้น” สุดตา คำน้อย  กลุ่มรักษ์อำเภอวานรนิวาส กล่าวในเวทีฯ 

 “จากการทำคดีของชุมชนมา มองว่าการฟ้องคดีเป็นแค่เครื่องมือในการต่อสู้ ชุมชนจะสำเร็จได้ ไม่ใช่การฟ้องคดี แต่คือการต่อสู้ของพี่น้องในชุมชนเอง กรณีการใช้กฎหมายปิดปาก เราใช้สิทธิชุมชนให้ศาลเห็น ว่าชาวบ้านออกมาคัดค้านปกป้องทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมในพื้นที่  สิ่งนี้บ่งบอกมุมมองของศาล สิ่งที่ชาวบ้านทำบนพื้นฐานข้อเท็จจริง 

 ขอย้ำว่า การต่อสู้ของพี่น้องประชาชนในพื้นที่สำคัญที่สุดถือเป็นอาวุธสำคัญ ดังที่ชาวบ้าน ที่วานรนิวาส ประสบความสำเร็จมาแล้ว” วีรวัฒน์ อบโอ ทนายความมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน ให้ความเห็นเสริม