ชาวบ้านขวางเจ้าหน้าที่แอบเข้าเก็บข้อมูล “ผันน้ำยวม” – ยื่นนายกฯ “ยกเลิก”

ผู้ใหญ่บ้านเผยพบเจ้าหน้าที่ไม่ระบุสังกัดแอบเข้าไปเก็บตัวอย่างน้ำในพื้นที่ จึงช่วยกันเข้าขวาง คาดเกี่ยวกับการทำข้อมูลผลักดันโครงการผันน้ำยวม ที่กรมชลประทานกำลังผลักดัน

เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำยวมเงาเมยสาละวิน ส่งหนังสือถึง นายกรัฐมนตรี ยืนยันการคัดค้านโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเขื่อภูมิพล (แนวผันน้ำยวม) ขอให้เพิกถอนรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม และยุติการดำเนินการทุกโครงการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงโครงการสายส่งไฟฟ้า

(ภาพ : สำนักข่าวชายขอบ)

แอบเก็บข้อมูลพื้นที่ ?

ในช่วงสายวันนี้ ขณะที่ชาวบ้านกำลังทำงานอยู่ในสวน พบว่ามีเจ้าหน้าที่ไม่ทราบสังกัดเดินทางเข้ามาในหมู่บ้าน เพื่อเก็บตัวอย่างน้ำจากห้วยแม่งูด เมื่อชาวบ้านสอบถามก็ตอบเพียงว่าเดินทางมาจากกรุงเทพ เมื่อถามว่ามาทำอะไรก็ไม่มีคำตอบชัดเจน ชาวบ้านจึงโทรเรียกกันมาประมาณ 10 คน มารออยู่ที่ถนน

เมื่อคนกลุ่มดังกล่าวเดินขึ้นมาจากลำห้วยแม่งูดพร้อมแกลอนใส่น้ำจากลำห้วยพวกเราถามว่ามาจากไหนเขาบอกว่ามาจากกรุงเทพมาเก็บตัวอย่างน้ำถามว่าทำไมต้องห้วยแม่งูดเขาตอบว่าเป็นแม่น้ำหลักของอำเภอฮอดชาวบ้านก็บอกว่าไม่ใช่เพราะลำห้วยนี้ในหน้าแล้งไม่มีน้ำผมบอกไปว่าที่นี่บ้านแม่งูดชาวบ้านไม่ให้เข้ามาโดยพละการใครจะเข้ามาต้องแจ้งขอชาวบ้านและขอให้เอาน้ำคืนก็เททิ้ง

ชาวบ้านถามว่าใครจ้างมา เขาก็ไม่ตอบ ตอนนี้ชาวบ้านต่างรู้สึกกังวลใจ ไม่ต้องการให้ใครเข้ามาในหมู่บ้าน ไม่ว่าจะทำการศึกษาหรือใดๆ แปลกมากที่เจาะจงมาเก็บตัวอย่างน้ำจากพื้นที่ที่จะก่อสร้างปากอุโมงค์ผันน้ำ แบบนี้ไม่โปร่งใสกับเราเลยวันชัย ศรีนวน ผู้ใหญ่บ้านห้วยแม่งูด อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ เปิดเผยกับ สำนักข่าวชายขอบ วันนี้ (14 .. 2566)

(ภาพ : สำนักข่าวชายขอบ)

ยื่นนายกฯยันคัดค้านเรียกร้องยกเลิกผันน้ำยวม

เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำยวมเงาเมยสาละวิน ได้ส่งหนังสือถึง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เรื่องขอแสดงจุดยืนคัดค้านไม่เห็นด้วยกับโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเขื่อภูมิพล (แนวผันน้ำยวม) ขอให้เพิกถอนรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและยุติการดำเนินการทุกโครงการที่เกี่ยวข้อง

โดยสำเนาถึง พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และประธานกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อธิบดีกรมชลประทาน และผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)

หนังสือดังกล่าวมีเนื้อหาระบุว่า ทาง

เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำยวมเงาเมยสาละวิน ประกอบไปด้วย ประชาชนผู้อาศัยอยู่ใน 3 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ และตาก รวมถึงผู้ปกครองท้องถิ่น นักวิชาการ และภาคประชาสังคม ได้ติดตามโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล (แนวส่งน้ำยวม) หรือที่เรียกว่าโครงการผันน้ำยวมมาอย่างต่อเนื่องด้วยความกังวลต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

ทราบว่า โครงการดังกล่าวผลักดันโดยกรมชลประทาน และได้มีการทำโครงการศึกษาวิเคราะห์โครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (4Ps) แล้วพบว่า ค่าใช้จ่ายโครงการ งานดำเนินงาน บำรุงรักษา และค่าลงทุนจะสูงถึง 1.7 แสนล้านบาท นอกจากนี้ กฟผ. ยังกำลังดำเนินงานการศึกษาและจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)

สำหรับโครงการระบบโครงข่ายไฟฟ้า 230 กิโลโวลต์ ลำพูนสบเมย (ส่วนที่พาดผ่านพื้นที่ชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้นที่ 1) ซึ่งเป็นโครงการเกี่ยวเนื่องกับโครงการผันน้ำยวมด้วยทางเครือข่ายฯเห็นว่าการดำเนินโครงการดังกล่าวจะส่งผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคม

เนื่องจาก โครงการประกอบไปด้วยโครงสร้างต่างๆ อาทิเช่น เขื่อนกั้นแม่น้ำยวม ถังพักน้ำ สถานีสูบน้ำ อุโมงค์ส่งน้ำผ่านป่าต้นน้ำลำธาร และสายส่งไฟฟ้าแรงสูงของกฟผ. เป็นต้น โดยจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงและกว้างขวาง ต่อประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ในลุ่มแม่น้ำยวม แม่น้ำเงา แม่น้ำเมย แม่น้ำสาละวิน และพื้นที่ของอุโมงค์ส่งน้ำและสายส่งไฟฟ้าในพื้นที่ผืนป่ารอยต่อ 3 จังหวัด คือ แม่ฮ่องสอน ตาก และเชียงใหม่

ตลอดระยะเวลาอย่างน้อย 6 ปีที่ผ่านมา ได้มีการยื่นหนังสือต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบ อาทิ กรมชลประทาน สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติและคณะรัฐมนตรีเพื่อแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการดำเนินโครงการผันน้ำดังกล่าวตลอดมาเนื่องจากเห็นว่าไม่มีความไม่จำเป็นไม่เหมาะสมและไม่สอดคล้องกับหลักการจัดการทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำ

ขอให้มีการทบทวนรายงาน EIA และกระบวนการที่เกี่ยวข้อง ให้มีการศึกษาที่ครอบคลุมรอบด้านในทุกมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชนในพื้นที่ตลอดโครงการหนังสือระบุ

(ภาพ : สำนักข่าวชายขอบ)

5 ข้อกังวล

เครือข่ายฯมีความกังวลในหลายประเด็นได้แก่

1. กระบวนการจัดทำรายงาน EIA ขาดการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียประชาชนในพื้นที่ไม่ได้รับข้อมูลอย่างชัดเจนและความเห็นต่างๆของผู้ได้รับผลกระทบที่ได้เสนอไปกลับไม่ได้รับการพิจารณา

การจัดทำและเนื้อหาในรายงาน EIA ผิดพลาดจากข้อเท็จจริงขาดความน่าเชื่อถือไม่มีความโปร่งใสการเก็บข้อมูลหลายครั้งเป็นเพียงการพบในเวลาสั้นๆหรือเป็นการนัดพบผู้นำชุมชนในร้านอาหารที่ไม่ได้แจ้งว่าจะเป็นการประชุมหารือเกี่ยวกับโครงการแต่อย่างไม่ได้มีลักษณะของการประชุมเพื่อจัดทำข้อมูลหรือข้อคิดเห็นตามมาตรฐานของกระบวนการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม

จนเป็นที่มาของการรณรงค์คัดค้าน ด้วยการใช้คำว่า #อีไอเอร้านลาบ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไม่น่าเชื่อถือในรายงานดังกล่าวจากผู้ได้รับผลกระทบและสาธารณะ เมื่อรายงาน EIA มีช่องโหว่หรือข้อบกพร่องสำคัญในลักษณะดังกล่าว ย่อมไม่สมควรที่จะใช้เป็นฐานในการตัดสินใจผลักดันโครงการที่มีมูลค่างบประมาณสูงถึงเกือบสองแสนล้านบาท

2. ปัจจุบันชาวบ้านส่วนใหญ่ในพื้นที่ 3 จังหวัดซึ่งจะได้รับผลกระทบยังไม่ได้รับรู้ถึงข้อมูลโครงการที่รอบด้านและเพียงพอไม่ได้ทราบข้อมูลผลดีหรือผลเสียของโครงการอย่างแท้จริงหน่วยงานที่รับผิดชอบไม่เคยมาให้ข้อมูลอย่างครบถ้วนแก่ประชาชนในพื้นที่

แม้จะมีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น แต่ก็จำกัดเฉพาะคนบางกลุ่ม แต่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบและผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง กลับถูกกีดกันอยู่วงนอก

3. ชาวบ้านจำนวนมากโดยเฉพาะใน อำเภอฮอด ผ่านประสบการณ์ที่เจ็บปวด จากการถูกเวนคืนที่ดินเมื่อครั้งก่อสร้างเขื่อนภูมิพลมาแล้ว แม้ผ่านไปแล้วกว่า 50 ปีกระบวนการการชดเชยและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบก็ยังไม่แล้วเสร็จ

ดังนั้น หากมีการดำเนินโครงการผันน้ำยวมมาอีก จะทำให้พื้นที่ทำกินและที่อยู่อาศัยของประชาชนต้องได้รับผลกระทบอีก เท่ากับเป็นการซ้ำเติมชาวบ้านเป็นครั้งที่สอง ล่าสุด ตั้งแต่ฤดูฝนปี 2565 จนถึงเดือนที่ผ่านมา หลายพื้นที่ ของ อ.ฮอดทั้งพื้นที่เกษตรถนนและสะพานต้องจมอยู่ใต้น้ำเป็นเวลาหลายเดือนเนื่องจากการเพิ่มการกักเก็บน้ำของเขื่อนภูมิพลเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมในลุ่มน้ำเจ้าพระยา

ชาวบ้าน อ.ฮอด ต้องเป็นผู้รับต้นทุนความเสียหายซ้ำๆ โดยไม่มีการเยียวยาที่ดีพอ ซึ่งเครือข่ายเห็นว่า ชาวบ้านถูกทำให้เป็นผู้เสียสละมามากพอแล้ว

4. ชาวบ้านจำนวนมากในพื้นที่ป่ารอยต่อ 3 จังหวัด ต่างได้พึ่งพาอาศัยทรัพยากรธรรมชาติ ดังนั้น การมีโครงการขนาดใหญ่ เจาะอุโมงค์ทะลุภูเขา ผืนป่า และต้นน้ำลำธาร เป็นระยะทางกว่า 62 กิโลเมตร จะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพระบบนิเวศป่าที่ชาวบ้านใช้ทำมาหากิน เลี้ยงสัตว์ การเกษตร มีผืนป่าเป็นฐานทรัพยากรในการเลี้ยงชีพ อันเป็นผลกระทบโดยตรงจากโครงการ โดยความเปลี่ยนแปลงและผลกระทบระยะยาวนี้ไม่เคยมีการศึกษาหรือรวมไว้ในต้นทุนของโครงการแต่อย่างใดทั้งสิ้น 

5. นักการเมืองผู้ผลักดันโครงการ ระบุว่า โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนฯ (ผันน้ำยวม) จะเป็นเพียงเฟสแรกของโครงการใหญ่ เฟสต่อไป คือ สร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำสาละวิน ซึ่งยิ่งจะส่งผลกระทบต่อแม่น้ำเมยและแม่น้ำสาละวิน อันเป็นเขตพรมแดนไทยพม่า อย่างยิ่ง ทั้งๆที่เป็นแม่น้ำระหว่างประเทศ และอาจจะส่งผลกระทบต่อประชาชนในประเทศเพื่อนบ้านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เครือข่ายฯ ระบุ

3 ข้อเรียกร้อง 

จดหมายของเราแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยและคัดค้านต่อโครงการและขอให้ท่านนายกรัฐมนตรีดำเนินการ

1. ขอให้ยุติ โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล (แนวส่งน้ำยวม)

2. ขอให้เพิกถอนรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเขื่อนภูมิพล  ของกรมชลประทาน

3. ขอให้ยุติการดำเนินการใดๆทุกโครงการที่เกี่ยวข้อง อาทิ โครงการสายส่งไฟฟ้าแรงสูงของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เป็นต้นหนังสือระบุ

เมื่อเดือนมกราคม 2566 ผู้ปกครองท้องถิ่นจาก อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นายกอบต. สมาชิกกลุ่มในเครือข่ายฯ รวม 12 คน ได้มีการหารือร่วมกันแล้วเล็งเห็นว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำหนังสือฉบับนี้ขึ้น เพื่อแสดงให้เห็นประเด็นปัญหาและแสดงจุดยืนคัดค้านโครงการวันชัย กล่าว

กรมชลฯ เดินหน้าดัน

เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2566 ที่กรมชลประทาน ถนนสามเสน กรุงเทพฯ นายวิทยา แก้วมี รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ เป็นประธานการประชุมเพื่อรับทราบข้อมูลและการดำเนินความร่วมมือกับธนาคารโลก (World Bank) โดยมี Ms. Shelley  McMillan ผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารทรัพยากรน้ำอาวุโส ธนาคารโลก และคณะ พร้อมด้วย นายสิริพล รักษนาเวศ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมเพื่อหารือการเตรียมความร่วมมือระหว่างกรมชลประทานกับ ธนาคารโลก (World Bank Group)

กรมชลประทาน ได้นำเสนอการดำเนินงานที่มีความเหมาะสมในการนำไปพัฒนากรอบความร่วมมือด้านบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ อาทิ โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อเป็นแนวทางประกอบการพิจารณาการจัดทำความร่วมมือด้านทรัพยากรน้ำในอนาคตต่อไปกรมชลประทาน เปิดเผยผ่านเพจรอบรั้วชลประทาน