“สัญญาณดีต่อเนื่อง หลีเป๊ะ” บิ๊กโจ๊กเคลียร์รายประเด็น-แจงทิศจัดการ

6 ประเด็น สรุปผลประชุมคณะกรรมการหลีเป๊ะนัดแรกหลังลงพื้นที่วันนี้ “พบเอกชนรุกอุทยาน 5 จุด เตรียมดำเนินคดี – ทวงคืนที่ดินโรงเรียน” (ที่กรมธนารักษ์ )- สั่งรื้อถอน “15 จุดที่ศาลฎีกาตัดสินแล้วว่ารุกอุทยาน – ตรวจสอบเอกสารสิทธิออกโดยมิชอบไม่มีเอกสาร 60 ไร่ – เอกสารสิทธิบวม 80 ไร่ นส.3 เลขที่ 11”

บิ๊กโจ๊กแแถลง “จะเอาผิด คนให้ออกเอกสารสิทธิทับที่สาธารณะตั้ง 3 อนุกรรมการฯ ดูเรื่องฟื้นฟูบังคับใช้กฎหมายตรวจสอบสิทธิ” ประกาศ “จัดระเบียบพื้นที่เกาะจัดการโรงแรมไม่มีใบอนุญาตขยะน้ำเสีย

(ภาพ : The Reporters)

เปิดประเด็น ก่อนเข้าประชุม

“ประเด็นหลักในตอนนี้ คือต้องตั้งต้นจากหลักกฎหมายและข้อเท็จจริง ที่ต้องพิสูจน์ถูกผิดให้ได้ โดยต้องอาศัยการบังคับใช้กฎหมายที่เป็นธรรม 

ดังนั้นสิ่งที่สำคัญในวันนี้คือการให้ทุกกรมที่เกี่ยวข้องมานั่งดูแผนที่และความจริง เพื่อตั้งต้นให้ตรงกัน เพราะถ้าหากต่างกรมต่างทำการแก้ปัญหาก็จะยังคงไม่เดินหน้า 

ตอนนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษและกรมอุทยานฯ ได้เตรียมข้อมูลไว้พร้อมแล้ว ต่อไปก็จะเป็นหน้าที่ของกรมที่ดินที่จะต้องรับข้อมูลไปดำเนินการเพิกถอนต่อไป

ซึ่งการพิจารณาในวันนี้จะมีสองส่วนหลัก คือ

1.ส่วนไหนที่เป็นของรัฐกรมที่ดินจะต้องตั้งคณะกรรมการและเพิกถอน

2.ส่วนไหนที่เป็นการบุกรุก โดยศาลฏีกามีคำพิพากษาแล้ว กรมบังคับคดีต้องมีการบังคับขับไล่

ซึ่งในการลงพื้นที่ที่ผ่านมานั้น ไม่ได้เป็นการลงพื้นที่แค่วันเดียว แต่มีการเตรียมข้อมูลและเตรียมความพร้อมมาก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งได้มีการดูแผนที่และเห็นตรงกันแล้วว่าส่วนไหนมีการบุกรุก 

ในส่วนของที่ 60 ไร่นั้น เมื่อรวมกับที่ดินเดิม 80 ไร่ รวมเป็น 140 ไร่ มีการเห็นพ้องต้องกันว่าที่ดินมีความเกิน จึงจะไม่มีการออก นส.3 ให้ที่ดินอีก 60 ไร่แล้ว 

แต่ในส่วนของที่ดิน 80 ไร่นั้น มีเจ้าภาพเป็นกรมที่ดิน กรมธนารักษ์ กรมอุทยานแห่งชาติ และ DSI จากสอบสวน พบว่ามีการรุกล้ำพื้นที่อุทยานอยู่ 5 จุด และจะทำการแจ้งความคดีอาญาในการบุกรุกพื้นที่ของรัฐต่อไป

ส่วนการรื้อถอนพื้นที่ในส่วนที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาแล้วมีทั้งหมด 15 จุด ซึ่งจะต้องรื้อถอนทันที โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากกรมที่ดิน กรมอุทยาน และตำรวจ เพียงแต่ว่าในอดีตที่เป็นต่างหน่วยต่างทำ ทำให้ไม่สามารถทำการรื้อถอนได้ วันนี้จึงมีการคุยร่วมกัน เพื่อทำงานร่วมกัน ความก้าวหน้าในสัปดาห์หน้าจึงเป็นการรื้อถอนพื้นที่ที่ศาลฏีกาพิพากษาไว้แล้ว

ตอนนี้ขอสารบบเอกสารทั้งหมดจากกรมที่ดิน ส่วนไหนที่ออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบ มีการออกเกิน ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษและกรมอุทยานฯ ได้เอาแผนที่มาชี้และยืนยัน และส่งให้กรมที่ดินดำเนินการเพิกถอน 

ซึ่งการดำเนินการจะไม่ได้จบที่การเพิกถอน แต่จะต้องมาไล่เรียงว่าใครเป็นคนออกเอกสาร ข้าราชการที่ทำผิดจะต้องถูกดำเนินคดีต่อด้วย

ซึ่งในสัปดาห์หน้า จะมีการลงไปเพิกถอน 15 ที่ตามคำสั่งศาลฏีกาเพิกถอนรุกล้ำที่ดินรัฐ และจะตรวจสอบในแปลงที่เหลือ ถ้าหากพบมีความผิดก็จะเพิกถอนทั้งหมด วันนี้มีข้อมูลอยู่แล้ว ใช้เป็นหลักฐานส่งให้กรมที่ดิน ซึ่งกรมที่ดินจะได้จัดตั้งคณะกรรมการตามมาตรา 61/1 เพื่อพิจารณาเพิกถอนต่อไป” 

พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ หักพาล ประธานคณะกรรมการแก้ปัญหาชาวเลเกาะหลีเป๊ะ จ.สตูล ให้สัมภาษณ์วันนี้ (24 ม.ค. 66) ก่อนเข้าประชุมคณะกรรมการฯ นัดแรกที่สำนักงานกรมสอบสวนคดีพิเศษ หลังนำคณะลงพื้นที่เกาะหลีเป๊ะ จ.สตูล เมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 ม.ค. ที่ผ่านมา

(ภาพ : The Active Thai PBS)

“พบเอกชนรุกอุทยาน 5 จุด-เตรียมดำเนินคดี” 

“ในการประชุมวันนี้ คณะกรรมการการประชุมมติในที่ประชุมเห็นชอบตรงกัน ว่าจะใช้แผนที่ที่จัดทำขึ้นในปีพ.ศ. 2493  ซึ่งเป็นแผนที่ทางอากาศเป็นหลัก ในการพิจารณาปัญหาข้อพิพาทต่างๆ โดยมีการมอบหมายงานให้หน่วยงานต่างๆ โดยชัดเจน

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบจุดที่เอกชนบุกรุกที่ดินอุทยานทั้งหมด 5 จุด

ในวันพฤหัสบดีที่ 26 ม.ค.นี้ ทางกรมอุทยานฯ จะทำการร้องทุกข์กล่าวหาดำเนินคดีกับผู้บุกรุกทั้งหมดเป็นรายหลัง ไม่ว่าจะเป็นรีสอร์ท โรงแรม สระว่ายน้ำ หัวแหลมที่อยู่ริมชายหาด เพื่อที่จะนำข้อมูลทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการการสอบสวน

กรมอุทยานฯ จะทำการร้องทุกข์ทั้งหมด 

ในส่วนของชุมชน จะตรวจสอบว่าชุมชนตั้งอยู่โดยชอบหรือไม่ หากตั้งอยู่โดยไม่ชอบก็จะดำเนินคดีเช่นเดียวกัน” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ แถลงหลังการประชุมฯ 

(ภาพ : GreenNews)

ทวงคืน “ที่ดินโรงเรียน” (ที่กรมธนารักษ์)

“วันจันทร์ที่ 30 มกราคม เวลา 11:00 น. พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จะเดินทางไปลงพื้นที่อีกครั้งพร้อมเจ้าหน้าที่กรมธนารักษ์ โดยเอาเจ้าหน้าที่จากส่วนกลางสำรวจพื้นที่ราชพัสดุ ซึ่งเป็นพื้นที่ของโรงเรียนบ้านเกาะหลีเป๊ะ และ รพ.สต.เกาะหลีเป๊ะ พร้อมเครื่องมือพิเศษ เดินชี้แนวจุดร่วมกับกรมที่ดิน หากพบการบุกรุกก็จะดำเนินคดี” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าว

สั่งรื้อถอน “15 จุด” ที่ศาลฎีกาตัดสินแล้วว่ารุกอุทยาน

“และกรมบังคับคดีที่จะลงไปสำรวจ 15 จุดที่ศาลฎีกาชี้ขาดว่าบุกรุกพื้นที่อุทยานฯ และทำการบังคับรื้อถอน โดยกรมธนารักษ์ กรมที่ดิน กรมอุทยานแห่งชาติฯ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ จะทำการตรวจสอบร่วมกัน” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าว

ตรวจสอบเอกสารสิทธิ “ออกโดยมิชอบ” ?

“ในประเด็นการตรวจสอบการออกเอกสารสิทธิ์ ว่ามีกระบวนการออกเอกสารโดยชอบหรือไม่ เบื้องต้นได้หารือกับอธิบดีกรมที่ดิน เกี่ยวกับสารบบที่ดินที่จะถูกส่งมาให้ทางเลขาฯคณะทำงาน รวมถึงรายละเอียดของผู้ที่ถือครองที่ดินเอกสารทั้งหมด 

ซึ่งต้องถูกส่งถึงคณะทำงานภายในสัปดาห์นี้ โดยให้ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสตูล เป็นผู้รวบรวมเอกสารเกี่ยวกับผู้ถือครองที่ดินทั้งหมด เข้ามารวมไว้ที่พนักงานสอบสวน

นอกจากนั้นจะมีการตรวจสอบการบุกรุกในบริเวณพื้นที่หน้าหาดโดยกรมเจ้าท่า เพื่อดำเนินคดีกับผู้บุกรุกเช่นเดียวกันด้วย

วันนี้ที่เห็นได้ชัดคือ การดำเนินคดีของกรมอุทยานฯ  การดำเนินคดีของกรมธนารักษ์” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าว

(ภาพ : ไทยรัฐ)

“ไม่มีเอกสาร” 60 ไร่

“ส่วนพื้นที่ 60 ไร่ ที่ไม่มีเอกสาร นส.3 และผู้ร้องจะทำการถอนเรื่องขอออกเอกสารแล้วนั้น พบว่าปัจจุบันเป็นทั้งชุมชนและรีสอร์ท 

ซึ่งหากพบว่ามีการบุกรุกก็จะดำเนินคดี เพราะหากออก นส.3 ไม่ได้ แสดงว่าพื้นที่นั้นเป็นของกรมอุทยานฯ 

เรื่องของชุมชนที่มีการตั้งชุมชนมาก่อนที่จะออกเอกสาร จะต้องมีการพิสูจน์ โดยแยกเป็น 2 ส่วน คือชุมชนที่อยู่โดยถูกต้องและไม่ถูกต้อง” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าว

เอกสารสิทธิบวม “ที่ดิน 80 ไร่ นส.3 เลขที่ 11”

“ที่ดิน นส.3 เลขที่ 11 จำนวน 80 ไร่ในปัจจุบัน อยู่ในพิกัดเดียวกับ สค.1 ไม่มีการบินแต่มีการบวมออกของที่ดิน และจะมีการออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบหรือไม่ น้ันจะทำการตรวจสอบภายหลัง

เรื่องนี้มีสองส่วน เรื่องแรกคือการบังคับใช้กฎหมายใครบุกรุกหรือไม่บุกรุก เรื่องที่สองคือการไล่เอกสารสิทธิ์ว่าออกโดยชอบหรือมิชอบ หากออกโดยมิชอบออกโดยใคร หากเจ้าหน้าที่คนไหนออกเอกสารให้โดยมิชอบก็ต้องดำเนินคดีอาญาไป เพราะฉะนั้นเจ้าหน้าที่รัฐในเรื่องนี้ต้องถูกดำเนินคดีแน่” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าว

(ภาพ : The Reporters)

เอาผิด “คนให้ออกเอกสารสิทธิทับที่สาธารณะ” 

“สำหรับการละเว้นหน้าที่ของเจ้าพนักงานของรัฐ การที่มีการออกเอกสารสิทธิรุกล้ำไปในลำรางสาธารณะและเส้นทางน้ำนั้น ต้องตรวจสอบว่าเป็นหน้าที่ของใคร 

หากพบว่าไม่มีการทำหน้าที่ ทางตำรวจจะดำเนินคดีในมาตรา 157 การละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบแน่นอน

ในเรื่องของการกำหนดกรอบระยะเวลาการดำเนินการนั้น ยังไม่กำหนด 

แต่จากข้อมูลการดำเนินการของ พลเอกสุรินทร์ พิกุลทอง ประธาน กรรมการแก้ปัญหาชุดก่อนหน้านี้ ที่มีข้อมูลไว้อย่างรอบคอบและครบถ้วนแล้ว ทำให้สามารถทำงานได้รวดเร็วมากขึ้น ถ้ามีการใช้กฎหมายอย่างชัดเจน ในส่วนของผู้บุกรุกก็จะเห็นภาพ(ชัด)ขึ้น” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าว

ตั้ง 3 อนุฯ “ฟื้นฟู-บังคับใช้กฎหมาย-ตรวจสอบสิทธิ”

“ในการประชุมวันนี้ มีการตั้งอนุกรรมการขึ้นมารวม 3 ชุด เพื่อแก้ไขปัญหาเกาะหลีเป๊ะโดยรอบด้าน ได้แก่  คณะอนุกรรมการการฟื้นฟูที่จะดูแลเรื่องวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่น โดยมี พลเอกสุรินทร์ พิกุลทอง เป็นประธาน เป็นผู้ดูแล คณะอนุกรรมการบังคับการใช้กฎหมาย และคณะอนุกรรมการตรวจสอบสิทธิ์ในที่ดิน ด้วย” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าว

“จัดระเบียบพื้นที่เกาะ-จัดการโรงแรมไม่มีใบอนุญาต-ขยะน้ำเสีย”

“หลังจากเพิกถอน จะมีการจัดระเบียบพื้นที่บนเกาะหลีเป๊ะด้วย 

เพราะหลังลงพื้นที่ พบว่าโรงแรมบนเกาะล้วนไม่มีใบอนุญาต ต้องตรวจสอบว่ามีการจ่ายภาษีอย่างไร ต้องตรวจสอบว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องนี้ แต่จะต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ รัดกุม เป็นธรรม และรวดเร็ว เพื่อปกป้องเจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะเข้าไปดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ด้วย

สำหรับพื้นที่สาธารณะ เป็นเรื่องที่คณะทำงานชุดนี้จะต้องมีการจัดการให้เกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะจากการลงพื้นที่พบว่า หากปล่อยปัญหาไว้แบบนี้อีกไม่เกินห้าปี จะกลายเป็นกองขยะแน่นอน เกาะนี้จะหมดสภาพเลย เพราะน้ำก็ออกไม่ได้กลายเป็นน้ำขังเน่าเหม็นอยู่กลางเกาะ น้ำท่วม 

จุดประสงค์สำคัญของคณะกรรมการนี้คือการทำให้เกาะหลีเป๊ะกลายเป็นเกาะสวรรค์ดังเดิม ไม่ใช่เพียงแค่การรื้อถอนหรือเพิกถอน แต่ต้องทำให้สภาพของเกาะกลับมาเป็นเกาะที่สวยงาม และจะพยายามดำเนินการโดยรวดเร็วที่สุด” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าว

(ภาพ : The Active Thai PBS)

น้ำท่วมขัง เหตุเพราะทางระบายน้ำโดนปิด

ด้านความเคลื่อนไหวในพื้นที่วันนี้ บดินทร์ ไชยพงศ์ ปลัดอำเภอเมืองสตูล ส่วนหน้า(เกาะหลีเป๊ะ) ปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และเดชณรงค์ อยู่กลาง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 7 ตำบลเกาะสาหร่าย จ.สตูล และตัวแทนชาวเลอูรักลาโว้ยเกาะหลีเป๊ะ เดินสำรวจพื้นที่ลำรางสาธารณะ หรือเส้นทางน้ำไหลออกสู่ทะเล 

การสำรวจในครั้งนี้ใช้แผนที่โครงร่างจากกรมแผนที่ทหาร และข้อมูลจากการสำรวจร่วมกันของฝ่ายต่าง ๆ ตั้งแต่ปี 2548 มาประกอบการเปรียบเทียบ

ชาวเลในพื้นที่ที่กล่าวยืนยันว่าในอดีตมีลำรางที่เป็นทางไหลของน้ำออกสู่ทะเลทางทิศเหนือของหาดซันไรซ์ และเส้นทางน้ำเส้นทางนี้ ยังพาดยาวไหลผ่านชุมชนตุโป๊ะ เชื่อมต่อมาบึงน้ำ ที่ชุมชนสิเข่ง และไหลออกมาอีกด้าน ตรงบริเวณชุมชนอู่เสน หรือทางทิศใต้ของเกาะซันไรซ์

แต่ปรากฎว่าในปัจจุบันแทบจะไม่เห็นร่องรอยของทางน้ำไหล เนื่องจากมีการถมที่เพื่อก่อสร้างรีสอร์ท ที่พักจนปิดลำรางทั้งหมด ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่ช่วงที่มีฝนตกหนักจนเป็นน้ำเสีย 

“การมาชี้จุดในวันนี้เพื่อเป็นการยืนยันว่า ลำลางสาธารณะมันมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ ซึ่งจะให้ชาวบ้านมาชี้ยืนยัน เพราะปัจจุบันดูไม่ออกแล้ว เนื่องจากมีการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ มากมาย ที่ขวางลำลาง ทำให้น้ำไม่ไหลเกิดน้ำท่วม จึงให้พวกเขามายืนยัน และในช่วงเย็น จะทำประชาคมชาวบ้านบนเกาะ ให้มาลงชื่อว่า เส้นทางน้ำแต่ละจุดที่สำรวจนั้นเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่พูดกันลอย ๆ มีหลักฐานบุคคลยืนยันชัดเจนด้วย” บดินทร์ให้สัมภาษณ์กับ The Active Thai PBS