“คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ได้เป็นไปตามกระบวนวิธีพิจารณา?” รสนา

“ไม่ได้วินิจฉัยประเด็นหลักแห่งคดี? ไม่ได้เป็นไปตามกระบวนวิธีพิจารณา? ยอมรับว่าขัดรัฐธรรมนูญ?

การวินิจฉัยของศาลฯ ไม่ได้เป็นไปตามกระบวนวิธีพิจารณาหรือไม่ เพราะมิได้วินิจฉัยในประเด็นหลักแห่งคดีหรือไม่ ซึ่งอาจทำให้ประชาชนคาใจและตั้งคำถามเกี่ยวกับหลักนิติธรรมในการวินิจฉัยของศาลฯ” รสนา โตสิตระกูล ตั้งข้อสังเกตต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญกรณี “เอกชนผลิตไฟมากกว่า 51% ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ”

(ภาพ : สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ)

ไม่ได้วินิจฉัยประเด็นหลักแห่งคดี?

“ด้วยความเคารพต่อศาลรัฐธรรมนูญ ดิฉันขอแสดงความเห็นว่า ประเด็นหลักแห่งคดีมีว่า กระทรวงพลังงานกำหนดยุทธศาสตร์ปี 2559 – 2580 และแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยปี 2561 – 2580 ทำให้สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของรัฐลดตำ่ลงกว่าร้อยละ 51 เป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 56 วรรคสองประกอบมาตรา 3 วรรคสองหรือไม่  

ประเด็นนี้ศาลรัฐธรรมนูญยอมรับข้อเท็จจริงว่ากำลังผลิตไฟฟ้าในส่วนของ กฟผ.ในช่วงปลายอยู่ที่ระดับ 30% เท่ากับยอมรับว่ายุทธศาสตร์ และแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยทำให้ในที่สุดสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของรัฐลดต่ำลงกว่าร้อยละ 51 อันเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ 

แต่ศาลฯไม่ได้วินิจฉัยประเด็นหลักแห่งคดี ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 56 หรือไม่” 

รสนา โตสิตระกูล อนุกรรมการบริการสาธารณะ สิ่งแวดล้อมและพลังงาน สภาองค์กรของผู้บริโภค (สอบ.) โพสต์เฟสบุ๊กแสดงความคิดเห็นเชิงวิพากษ์ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญล่าสุด ต่อกรณี “สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าภาคเอกชนกับการขัดรัฐธรรมนูญ” 

รสนา โตสิตระกูล (ภาพ : กรุงเทพธุรกิจ)

ยอมรับว่าขัดรัฐธรรมนูญ?

“ข้อแนะนำของศาลรัฐธรรมนูญ ให้รัฐโดยคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติและคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ต้องดำเนินการกำหนดกรอบหรือเพดานสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของเอกชนในระบบไฟฟ้าของประเทศ 

ย่อมเป็นข้อบ่งชี้ว่า ศาลรัฐธรรมนูญยอมรับว่ามีการกระทำอันขัดต่อรัฐธรรมนูญเกิดขึ้น ใช่หรือไม่ จึงออกข้อแนะนำดังกล่าว

(หากใช่) การที่ศาลรัฐธรรมนูญยอมรับว่ามีการกระทำอันขัดต่อรัฐธรรมนูญเกิดขึ้น แต่ไม่มีคำวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพียงแต่ทำเป็นข้อแนะนำเท่านั้น จึงอาจไม่ผูกพันผู้ถูกร้องที่ 1 และ 2 ให้ต้องปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ ดังที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 211 วรรค 4 ว่า “คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ” รสนาตั้งข้อสังเกตุ

กำลังผลิตไฟฟ้ารวมทั้งระบบมาจากการไฟฟ้าผ่านผลิตเพียง 34.39% (ภาพ : EGAT)

ไม่ได้เป็นไปตามกระบวนวิธีพิจารณา ? 

“ด้วยความเคารพต่อศาลฯ ดิฉันมีข้อสังเกตว่า การวินิจฉัยของศาลฯ ไม่ได้เป็นไปตามกระบวนวิธีพิจารณาหรือไม่ เพราะมิได้วินิจฉัยในประเด็นหลักแห่งคดีหรือไม่ ซึ่งอาจทำให้ประชาชนคาใจและตั้งคำถามเกี่ยวกับหลักนิติธรรมในการวินิจฉัยของศาลฯ 

ดิฉันเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญควรทำให้เกิดความชัดเจนในประเด็นหลักแห่งคดี เพื่อเป็นหลักยึดแห่งความเชื่อมั่นของประชาชน ว่าจะได้รับความคุ้มครองตามหลัก Supremacy of the Constitution ของประเทศไทยสืบไป” รสนาระบุ

(ภาพ : ข่าวสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ)

คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 9 ม.ค.

“ศาลรัฐธรรมนูญมีมติโดยเสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 วินิจฉัยว่า การกระทำของกระทรวงพลังงาน (ผู้ถูกร้องที่ 1) และคณะรัฐมนตรี (ผู้ถูกร้องที่ 2) ที่ให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตไฟฟ้า เป็นการปฏิบัติหน้าที่ถูกต้องครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 56 วรรคสอง ประกอบมาตรา 3 วรรคสอง

และศาลรัฐธรรมนูญมีมติโดยเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 วินิจฉัยว่า การกระทําของผู้ถูกร้องที่ 1 และผู้ถูกร้องที่ 2 ที่ให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตไฟฟ้า เป็นการปฏิบัติหน้าที่ถูกต้องครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 56 วรรคสามและวรรคสี่ ประกอบมาตรา 3 วรรคสอง

นอกจากนี้ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ให้มีข้อแนะนําว่า รัฐโดยคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) และคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงาน (กกพ.) ต้องดำเนินการกำหนดกรอบหรือเพดานของสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของเอกชนในระบบผลิตไฟฟ้าของประเทศ และกําหนดปริมาณไฟฟ้าสํารองอันเกี่ยวกับสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของเอกชน อันส่งผลต่ออัตราค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บจากประชาชนให้สอดคล้องและใกล้เคียงกับความเป็นจริง ตามความต้องการใช้ไฟฟ้าของทั้งประเทศในแต่ละช่วงเวลา หากกําหนดกําลังไฟฟ้าสํารองสูงเกินสมควรและก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์สาธารณะอาจถูกดําเนินการโดยองค์กรอื่นหรือศาลอื่นได้” 

ศาลรัฐธรรมนูญเปิดเผยผลการวินิจฉัยวานนี้ (9 ม.ค. 2566) ในคดีสืบเนื่องจากการที่สุทธิพร ปทุมเทวาภิบาล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ “พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 51 ว่า กระทรวงพลังงานกำหนดยุทธศาสตร์ กระทรวงพลังงาน (พ.ศ.2559 – 2563) และแผนพัฒนากําลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ.2561 – 2580 ทำให้สัดส่วนกําลังการผลิตไฟฟ้าของรัฐลดลงต่ำกว่าร้อยละ 51 เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 56 ประกอบ มาตรา 3 วรรคสอง หรือไม่” 

ทั้งนี้ เนื้อหามาตรา 56 รัฐธรรมนูญฉบับล่าสุด (2560) ระบุไว้ดังนี้ 

“รัฐต้องจัดหรือดำเนินการให้มีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชนอย่างทั่วถึง ตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน

โครงสร้างหรือโครงข่ายขั้นพื้นฐานของกิจการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของรัฐ อันจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชนหรือเพื่อความมั่นคงของรัฐ จะกระทำด้วยประการใด ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชนหรือทำให้รัฐเป็นเจ้าของน้อยกว่าร้อยละห้าสิบเอ็ดมิได้

การจัดหรือดำเนินการให้มีสาธารณูปโภคตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองดูแลรัฐต้อง มิให้มีการเรียกเก็บค่าบริการจนเป็นภาระแก่ประชาชนเกินสมควร

การนำสาธารณูปโภคของรัฐไปให้เอกชนดการทางธุรกิจไม่ว่าด้วยประการใดเนิน ๆ รัฐต้องได้รับประโยชน์ตอบแทนอย่างเป็นธรรม โดยคำนึงถึงการลงทุนของรัฐ ประโยชน์ที่รัฐและเอกชนจะได้รับ และค่าบริการที่จะเรียกเก็บจากประชาชนประกอบกัน”