ทส. เปิดตัว “ป่าชุมชนขายคาร์บอนแห่งแรก”

เปิดตัววันนี้ “บ้านโค้งตาบาง เพชรบุรี” ป่าชุมชนแห่งแรกของไทยที่มีการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ด้วยความร่วมมือกับวนศาสตร์ มก.- ราชกรุ๊ป (RATCH Group)

รัฐมนตรี ก.ทรัพยากรฯ เผย เตรียมยกระดับเชิงนโยบาย “ป่าชุมชนสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต” ช่วยประเทศบรรลุเป้าลดโลกร้อน “เป็นกลางทางคาร์บอน-ปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์”

(ภาพ : ทส.)

เปิดตัว “ป่าชุมชนขายคาร์บอนเครดิตแห่งแรก”

จับมือ วนศาสตร์ มก. – RATCH Group

วันนี้ (24 ธ.ค. 2565) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้จัดกิจกรรมเปิดตัวป่าชุมชนแห่งแรกที่มีการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ที่ “ป่าชุมชนบ้านโค้งตาบาง” จังหวัดเพชรบุรี ชื่อกิจกรรม “Kick off ป่าชุมชนแห่งแรก สู่ตลาดคาร์บอนเครดิต

“ป่าชุมชนบ้านโค้งตาบาง ตำบลท่าไม้รวก อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี นับว่าเป็นป่าชุมชนแห่งแรกที่มีการขึ้นทะเบียนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program : T-VER) เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2558 เนื้อที่ 1,397 ไร่  

ซึ่งกรมป่าไม้ ได้ร่วมมือกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) และคณะกรรมการป่าชุมชนบ้านโค้งตาบาง นำร่องจัดทำโครงการ T-VER ในพื้นที่ป่าชุมชนบ้านโค้งตาบาง โดยมีคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บริษัท ราชกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง เข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุน 

คณะกรรมการป่าชุมชนบ้านโค้งตาบางและสมาชิกทำหน้าที่ในการปกป้องรักษาชุมชน ควบคุมดูแล และปลูกฟื้นฟูป่าชุมชน ซึ่งผลจากการที่ชุมชนเข้ามามีบทบาทในการปกป้องรักษาป่าชุมชน อนุรักษ์ควบคุมดูแล ปลูกฟื้นฟูป่าชุมชนมาโดยตลอด 7 ปี 

ส่งผลให้ป่าชุมชนบ้านโค้งตาบาง ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำลายป่าและความเสื่อมโทรมของป่าตลอดจนมีการเพิ่มพูนการกักเก็บคาร์บอน โดยมีคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรอง จำนวน 5,259 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า 

จึงเป็นป่าชุมชนแห่งแรกของประเทศไทย ที่พร้อมเข้าสู่ตลาดคาร์บอนเครดิต 

อย่างไรก็ตาม กรมป่าไม้ เตรียมเสนอ ร่างระเบียบคณะกรรมการนโยบายป่าชุมชน ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการใช้ประโยชน์จากผลผลิตและบริการป่าชุมชน พ.ศ.. โดยกำหนดสัดส่วนการแบ่งปันคาร์บอนเครดิตให้แก่คณะกรรมการจัดการป่าชุมชนประจำป่าชุมชนที่ขึ้นทะเบียน ร้อยละ 90 เป็นของรัฐโดยกรมป่าไม้ ร้อยละ 10” สุรชัย  อจลบุญ อธิบดีกรมป่าไม้ เปิดเผย

(ภาพ : ทส.)

เปิดศักยภาพ “กักเก็บ-ดูดซับคาร์บอน” ป่าชุมชน

“การดำเนินการส่งเสริมภาคประชาชนในการมีส่วนร่วมดำเนินโครงการปลูกและดูแลป่าเพื่อประโยชน์คาร์บอนเครดิต ในรูปแบบ “ป่าขุมชน” ซึ่งปัจจุบันมีการจัดตั้งป่าชุมชนแล้ว 12,117 แห่งทั่วประเทศ รักษาพื้นที่ป่าได้ 6.64 ล้านไร่ 

หากดำเนินการทุกพื้นที่รวมกันสามารถกักเก็บก๊าซคาร์บอนไว้ได้ 42 ล้านตันคาร์บอน โดยคาดว่าจะสามารถดูดซับก๊าซเรือนกระจกได้ราว 6.27 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า/ปี” อธิบดีกรมป่าไม้เปิดเผย

“นอกจากนี้ยังมีอีกหลายโครงการที่กรมป่าไม้ดำเนินการเกี่ยวกับการลดก๊าซเรือนกระจกภาคป่าไม้ ดังเช่น การพัฒนาป่าชุมชนเมืองเพื่อลดสภาวะโลกร้อน ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์การบริหารส่วนตำบล เทศบาลตำบล จำนวน 512 แห่ง  

จัดฝึกอบรมหลักสูตร สร้างป่าพัฒนาเมือง จำนวน 167 รุ่น ปรับปรุงและพัฒนาสวนสาธารณะ จำนวน 80 แห่ง เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ศึกษาธรรมชาติและบทบาทของต้นไม้ที่ช่วยลดสภาวะโลกร้อน การพัฒนาแห่งเรียนรู้การกักเก็บคาร์บอนในป่าชุมชนเมือง จำนวน 6 แห่ง 600 ไร่ 

ดำเนินโครงการศึกษาการกักเก็บคาร์บอนและความหลากหลายทางชีวภาพในป่าชุมชนอย่างมีส่วนร่วม โดยร่วมกับ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) รวมพื้นที่ศึกษา  ๖๑ ป่าชุมชน เพื่อประเมินและส่งเสริมป่าชุมชนให้เป็นแหล่งกักเก็บปริมาณคาร์บอนและความหลากหลายทาง เป็นต้น 

กรมป่าไม้ขอเชิญชวนชุมชนและหน่วยงานภาคเอกชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการ สามารถประสานหน่วยงานของกรมป่าไม้ในพื้นที่เพื่อสอบถามรายละเอียด อย่างไรก็ตาม กรมป่าไม้จะได้เร่งรัดขยายพื้นที่ดำเนินการให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วทั้งประเทศ ต่อไป” อธิบดีกรมป่าไม้กล่าว

(ภาพ : ทส.)

“เตรียมยกระดับเชิงนโยบาย” วราวุธ

“นับตั้งแต่ประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 26 หรือ COP 26  ประเทศไทยได้ประกาศเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2050 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2065 

การที่จะไปถึงเป้าหมายดังกล่าวไม่ใช่เรื่องง่าย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้เดินหน้าส่งเสริมการปลูกป่าเพื่อประโยชน์คาร์บอนเครดิต โดยการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ 

แต่ในปัจจุบันตลาดคาร์บอนเครดิตของไทยยังมีการซื้อขายเป็นจำนวนน้อย เนื่องจากยังคงเป็นภาคสมัครใจ และมีต้นทุนที่สูง 

อย่างไรก็ตาม ทส. ได้พยายามขับเคลื่อนการดำเนินงานปลูกป่าเพื่อประโยชน์คาร์บอนเครดิตให้เห็นเป็นรูปธรรม มีการถอดบทเรียน และขยายความร่วมมือจากภาคส่วนต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง ซึ่งก็ได้รับความสนใจและประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ 

สำหรับการดำเนินงานภาคป่าไม้ในตลาดคาร์บอนเครดิตของไทยนับว่ามีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องและก้าวกระโดดอย่างยิ่ง ผมได้ติดตามและกำหนดแนวทางเชิงนโยบายให้สามารถขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด 

นอกจากนี้ ได้หารือแนวทางกับปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในการเร่งรัดบูรณาการและยกระดับการส่งเสริมหน่วยงานภาคเอกชนในการมีส่วนร่วมดำเนินงาน และพัฒนาศักยภาพชุมชนและประชาชนเพื่อดำเนินการปลูกและดูแลป่าไม้เพื่อประโยชน์คาร์บอนเครดิต อีกทั้งยังสะท้อนเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศไทย 

อยากจะย้ำต่อพี่น้องประชาชนถึงความสำคัญในการปลูกป่า นอกจากเพื่อประโยชน์ต่อความสมบูรณ์และยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังมีประโยชน์ในมิติทางสังคมและเศรษฐกิจอีกด้วย 

ทั้งนี้ ทส. จะได้เร่งรัดขยายผลการดำเนินงานด้านการป่าไม้เพื่อประโยชน์คาร์บอนเครดิตบนพื้นฐานการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และการแบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกัน อนึ่ง สำหรับภาคประชาชนหรือชุมชน ทส. ได้ให้ความสำคัญและพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานร่วมกัน 

หากประชาชนหรือชุมชนใดต้องการเข้าร่วมโครงการสามารถประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติและแนวทางการดำเนินงานที่ชัดเจนต่อไป” วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการ ทส.กล่าว

(ภาพ : ทส.)