“หยุดโรงไฟฟ้าชีวมวลภาคใต้” เครือข่ายปาตานีแถลง

เครือข่ายเฝ้าระวังและติดตามแผนพัฒนาปาตานีแถลงเรียกร้องรัฐบาลทบทวนนโยบายส่งเสริมโรงไฟฟ้าชีวมวลนชในพื้นที่ภาคใต้ ในช่วงค่ำวันนี้ (23 พ.ย. 2565)

ชี้ “ไม่จำเป็น-ไฟสำรองล้นกว่า 50% แล้ว – สัญญา Take or pay จะทำค่าไฟแพง – เลี่ยงทำ EIA” พร้อมเสนอ 5 ข้อเรียกร้อง

(ภาพ : ชมรมอนุรักษ์ฯ ม.อ.ตานี)

ไม่จำเป็น-ไฟสำรองล้นกว่า 50% 

“สืบเนื่องจากการดำเนินนโยบายของรัฐบาลโดยเฉพาะในช่วง ก.ค. ที่ผ่านมา ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และประธานกรรมการอำนวยการบริหารโครงการไฟฟ้า จังหวัดชายแดนใต้ ได้มีบัญชาให้กระทรวงพลังงาน กระทรวงมหาดไทย ศอ.บต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดดำเนินโครงการไฟฟ้า จ. ชายแดนภาคใต้ 

ความพยายามของรัฐที่ต้องการเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าตามแผน PDP ของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน สวนทางกับข้อเท็จจริงมาโดยตลอด 

ส่งผลให้เกิดปัญหาพลังงานล้นเกินกว่ามาตรฐานการสำรองไฟฟ้า ซึ่งมาตรฐานสากลกำหนดเกณฑ์ไว้ ไม่เกินกว่า 15% ของพลังงานที่ใช้รวมกันทั้งหมด 

แต่ปัจจุบันประเทศมีอัตราการสำรองไฟฟ้าไว้ในระบบมากถึง 54% ส่งผลให้ประชาชนในประเทศต้องแบกรับค่าไฟฟ้าในครัวเรือนที่สูงขึ้นเป็นเท่าตัว อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการกำหนดสัญญาซื้อขายพลังงานที่ไม่เป็นธรรมต่อประชาชน” เครือข่ายอ่านแถลงการณ์หลังจบงานเสวนา “ขบวนการฟอกเขียว BCG กับโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลปาตานี” ณ ลานศรีบลู มอ.ปัตตานี

ความต้องการไฟฟ้าสูงสุดในเดือน ต.ค. 2565 อยู่ที่ 27,041.90 เมกะวัตต์ แต่กำลังผลิตรวมทั้งระบบในเดือน ต.ค. 2565 เท่ากับ 49,136.51 เมกะวัตต์ เท่ากับว่าในเดือน ต.ค. มีปริมาณไฟฟ้าสำรองสูงถึงประมาณร้อยละ 54 (ภาพ : EGAT)

สัญญา Take or pay จะทำค่าไฟแพง

“สัญญาที่รัฐทำไว้กลับเป็นไปในลักษณะ take or pay แม้ไม่มีการผลิตก็ต้องจ่ายค่าความพร้อมจ่ายตามการคำนวนการคืนทุนของโรงไฟฟ้า ที่รวมอัตราผลตอบแทนหรือกำไรจากการลงทุนไว้ล่วงหน้าแล้ว

ดังนั้นยิ่งกำลังการผลิตสำรองเพิ่มในระบบมากเท่าไหร่ ค่าไฟฟ้าในครัวเรือนของประชาชนก็ยิ่งแพงเพิ่มขึ้นไปด้วย สวนทางกับมายาคติที่รัฐพยายามกล่อมประชาชนมาโดยตลอดว่า ไฟฟ้าแพงเพราะไฟไม่พอ ต้องซื้อนำเข้ามาจากต่างประเทศ

การทำสัญญาที่ไม่เป็นธรรมในลักษณะนี้เป็นการเปิดช่องให้กับกลุ่มทุนที่อยู่ในโครงข่ายอุปถัมภ์ของชนชั้นนำ ใช้ธุรกิจพลังงานการผลิตไฟฟ้าเป็นธุรกิจค้ากำไร ผลักภาระต้นทุนการผลิตมายังผู้บริโภคซึ่งก็คือประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าในประเทศนี้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยผ่านค่า FT ที่ถูกนำมาคำนวนค่าไฟฟ้าในแต่ละเดือนของครัวเรือนต่าง ๆ” ข้อความจากแถลงการณ์ 

(ภาพ : สื่อเถื่อน ข่าว)

เลี่ยงทำ EIA

“การผลักดันโครงการโรงไฟฟ้าในปัจจุบันรัฐบาลได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบจากเดิม ที่เคยเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่ มาเป็นโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาดเล็กเพื่อหลีกเลี่ยงการคัดค้านจากประชาชน และหลีกเลี่ยงข้อกฎหมายที่ระบุไว้ว่า หากโรงไฟฟ้าที่มีกำลังการผลิตไม่ถึง 9.9 เมกะวัตต์ ไม่ต้องทำรายงานศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม EIA ส่งผลให้มาตรการการควมคุมมลพิษจากโรงไฟฟ้าที่มีต่อคุณภาพชีวิต อากาศ น้ำ และสิ่งแวดล้อมของประชาชนอยู่ในภาวะวิกฤต” แถลงการณ์ระบุ 

(ภาพ : สื่อเถื่อน ข่าว)

5 ข้อเรียกร้อง

“กลุ่มเครือข่ายเฝ้าระวังและติดตามแผนพัฒนาปาตานีที่รวมกลุ่มประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาของรัฐเรียกร้องให้

1. ยกเลิกนโยบายการผลักดันให้เกิดโรงไฟฟ้าชีวมวลที่เกิดขั้นเป็นดอกเห็ดในพื้นที่ปะตานี อันเป็นผลทำให้สายน้ำที่เป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยงผู้คน ป่าไม้ อากาศ ที่เป็นปอดให้ผู้คนได้หายใจอย่างบริสุทธ์ รวมถึงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ของประชาชนถูกทำลาย อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มภาระค่าไฟฟ้าในครัวเรือนของประชาชน

2. รัฐต้องกระจายอำนาจการผลิตไฟฟ้าไปสู่กลไกท้องถิ่นที่ดูแล และเข้าถึงประชาชนในระดับครัวเรือนในท้องที่นั้น ให้สามารถผลิต และบริหารจัดการไฟฟ้าภายในท้องถิ่นของตัวเองได้ โดยมีหน่วยงานรัฐ คฝภ. เป็นผู้ช่วยเหลืออำนวยในเรื่องทางเทคนิคเพื่อให้การจ่ายไฟฟ้าเป็นไปได้อย่างราบรื่น ซึ่งพลังงานหมุนเวียนที่ประชาชนเข้าถึงได้ทุกครัวเรือนก็คือ พลังงานแสงอาทิตย์หรือโซลาเซลล์

3. รัฐต้องแก้ไขสัญญาซื้อขายไฟฟ้าให้เป็นไปอย่างเท่าเทียม และเป็นไปอย่างเป็นธรรมต่อประชาชน 

4. เราขอยืนยันว่าพื้นที่ปะตานีไม่มีความจำเป็นที่จะต้องสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ตามนโยบายของประวิต วงสุวรรณ

5. สุดท้ายเครือข่ายเฝ้าระวังและติดตามแผนพัฒนาปะตานี ขอเรียกร้องให้พรรคการเมืองที่เห็นหัวประชาชนยืนหยัด รักษาสายน้ำ อากาศ สุขภาพ และผลประโยชน์สูงสุดของประชาชน โดยใช้กลไกรัฐสภาเป็นเครื่องมือตัดวงจรธุรกิจค้ากำไรจากพลังงานไฟฟ้าของกลุ่มเครือข่ายป่ารอยต่อ ภาคใต้ ภายใต้ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่รีดนาทาเร้นประชาชนมาอย่างยาวนาน” แถลงการณ์ระบุ