“ไม่มีหวังจากผล COP27-จับตา 3 ความเคลื่อนไหวนโยบายไทย” TCJA

เครือข่ายติดตามการแก้ปัญหาโลกร้อน TCJA ชี้ “ ไร้ความก้าวหน้าอย่างมีรูปธรรม” ผลการประชุมเวทีเจรจาโลกร้อนโลกปีนี้ (COP27) ซึ่งเพิ่งจบลงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

“ไม่จริงจังสู่เป้าลดคาร์บอน 1.5 องศา – ไม่มีการประเมินผลกลไกลดโลกร้อน (ค้าคาร์บอน-Geo Engineering) – ความคืบหน้าเดียว ริเริ่มกองทุน Loss and Damage – ไม่แตะจริงจัง 2 ตัวการใหญ่ : อุตฯ พลังงงาน-เกษตรขนาดใหญ่” TCJA วิพากษ์ผลเวที COP27

ชี้ 3 ความเคลื่อนไหวนโยบายรัฐบาลที่คนไทยควรจับตา “แผนพลังงาน–ค้าคาร์บอนภาคป่าไม้-ข้อตกลงต่างประเทศเรื่องลดคาร์บอน” ที่อาจส่งผลผลกระทบเกินคาด

ป้ายประท้วงของนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมบนสฟิงซ์ (sphinx) หน้า Egyptian Museum in Turin ประเทศอิตาลี (ภาพ : Stefano Guidi/Getty Images)

ไม่จริงจังลดคาร์บอนสู่เป้า 1.5 องศา

“เช่นเดียวกับทุก COP ที่ผ่านมา COP27 ยังขาดความสำเร็จ เพราะแผนแต่ละประเทศรวมถึงประเทศไทย เป็นแผนที่ขาดความทะเยอทะยาน เป้าหมายที่แผนทุกประเทศทำมานั้นยังจะทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียสอยู่ดี อาจจะทำให้เพิ่มขึ้นสูงถึง 2.6 – 2.9 องศาด้วยซ้ำ

ข้อตกลงปารีสที่เซ็นกันว่าต้องลดให้ได้ 1.5 องศาภายในปี 2030 ยังไม่เกิดมาตรการที่ก้าวหน้าขึ้น ถึงแม้ว่าที่ผ่านใน COP จะพัฒนามาตรการหลายอย่าง ทำแผนให้ก้าวหน้า ใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์อย่างเช่น กลไกตลาดคาร์บอน แต่การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ก็ยังสูงขึ้นทุก ๆ ปี อย่างปีนี้ก็เป็นปีที่มาการปล่อยก๊าซสูงที่สุดเลย นั่นหมายความว่าเครื่องมือที่คิดว่าจะได้ผลมันดันไม่ได้ผล” 

ดร.กฤษฎา บุญชัย ผู้ประสานงานเครือข่าย Thai Climate Justice for All ให้ความเห็นต่อผลการประชุมระดับโลกของประเทศสมาชิกภาคีอนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 27 (COP27) ที่คร้ังนี้จัดขึ้นที่ ชาร์ม เอล ชีค ประเทศอียิปต์ ระหว่าง 6-18 พฤศจิกายน 2565 และเสร็จสิ้นไปเมื่อ 18 พ.ย. 2565 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ เป้าหมายหลักของการจัดงาน COP ตั้งแต่ครั้งที่ 21 เป็นต้นมา คือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และตั้งเป้าอุณหภูมิโลกไม่สูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ทำให้แต่ละประเทศต้องทำแผนเป้าหมายเพื่อการลดก๊าซเรือนกระจกให้มีความทะเยอทะยาน และมีความก้าวหน้ามากกว่าเดิม ดร.กฤษฎา กล่าว

ดร.กฤษฎา บุญชัย ผู้ประสานงานเครือข่าย Thai Climate Justice for All (ภาพ : tijrold)

ไม่มีการประเมินผลการใช้กลไกลดโลกร้อน “ค้าคาร์บอน-Geo Engineering”

“อีกประเด็นคือ COP27 ไม่มีการประเมินมาตรการหลายอย่างที้เป็นผลกระทบทางนิเวศ และเศรษฐกิจสังคม เช่นเรื่องของตลาดคาร์บอน คาร์บอนเครดิตเอง ที่ไม่สามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้จริง แถมกลายเป็นเครื่องมือการฟอกเขียวของกลุ่มทุนขนาดใหญ่อีกต่างหาก ซึ่งงเท่ากับเป็นการสนับสนุนและสร้างแรงสูงใจให้นายทุนเหล่านั้นทำธุรกิจที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อไป โดยเฉพาะนายทุนด้านพลังงาน

การที่ขาดการขาดการติดตามประเมินผลอย่างจริงจังทำให้ผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกนำมาตรการอย่าง การปลูกป่าเพื่อลดคาร์บอนมาใช้ เกิดการขยายพื้นที่ปลูกป่าของเอกชน ส่งผลให้เกิดการแย่งยึดที่ป่า ที่ดิน ของชุมชนมาปลูกป่า 

อีกเรื่องที่ชวนจับตาก็คือ การพัฒนาเครื่องมือทางเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่าง เทคโนโลยีวิศวภูมิศาสตร์ (Geo Engineering) และการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage) ที่ยังอยู่ในแค่ขั้นทดลอง แต่หลายประเทศอย่าง สหรัฐ จีน กลับบอกว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะเป็นตัวช่วยบรรเทาปัญหาโลกร้อนได้ ทั้งที่ยังไม่มีการประเมินผลกระทบของเครื่องมือเหล่านี้อย่างจริงจัง

มีความกังวลว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะสุ่มเสี่ยงต่อการสร้างความเสียหายทางนิเวศและกระทบชีวิตประชาชน” ดร.กฤษฎา กล่าว

(ภาพ : Simon Mustoe)

“ริเริ่มกองทุน Loss and Damage” ความก้าวหน้าเดียว

“ความก้าวหน้าเดียวสำหรับการประชุม COP27 คือมีการรับรองกองทุน Loss and Damage ซึ่งเป็นความก้าวหน้าที่น้อยมาก

มีการลงนามรับรองให้มีกองทุนช่วยเหลือเยียวยาผู้สูญเสียและเสียหาย ซึ่ง เป็นความก้าวหน้าในด้านหลักการ แต่ก็ยังไม่มีรูปธรรมอย่างชัดเจน ตอนนี้ยังมีเพียงแค่ตั้งคณะทำงานให้ไปศึกษารายละเอียดแล้วมานำเสนอ แต่ก็ยังไม่มีคำมั่นสัญญาใด ๆ ว่ากองทุนเหล่านี้จะนำมาใช้ได้จริง แล้วใครจะเป็นคนจ่ายงบประมาณ

สำหรับกองทุนทั่วไปที่ประเทศพัฒนาแล้วเคยให้สัญญาไว้กับประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายเป็นเงิน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ต่อปี ซึ่งปัจจุบันก็ยังไปไม่ถึง และเงินเหล่านี้ที่มีอยู่จำนวนนึงก็ไหลไปสู่ภาครัฐ และภาคทุน ไม่ได้นำมาสู่การแก้ปัญหาสำคัญคือเรื่องของการสูญเสีย และความเสียหายเลย เพราะเหตุนี้ทำให้มีการผลักดันให้มีการลงมติเรื่องกองทุน Loss and Damage ขึ้นมา

การตั้งกองทุนช่วยเหลือเยียวยาผู้สูญเสียและเสียหาย (Loss and Damage) ที่นับวันจะเกิดความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ต้องจับตามอง ซึ่งกองทุนนี้เป็นกองทุนที่ประเทศที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเสนอให้จัดตั้งขึ้น 

อย่างไรก็ตาม โจทย์ใหญ่ที่สุดของ COP อยู่ที่คุมอุณหภูมิไม่ให้เกิน 1.5 องศา แต่ตอนนี้แผนทุกแผนที่มีการเสนอมายังอ่อนด้อยไปมาก ถ้าทำไม่ได้ผลกระทบด้านความสูญเสียจะรุนแรง และกว้างใหญ่มากขึ้น ซึ่งต่อให้มีกองทุน Loss and Damage จริงมันก็ชดเชยความเสียหายไม่ได้อยู่ดี” ดร.กฤษฎา กล่าว

(ภาพ : Nariman el-Mofty/AP Photo)

ไม่แตะจริงจัง 2 ตัวการใหญ่ “อุตฯ พลังงงาน-เกษตรขนาดใหญ่”

“ในการประชุม COP ทุกครั้งที่ผ่านมา ไม่มีการเข้าไปจัดการกับปัญหาสำคัญที่สุดคือ ภาคอุตสาหกรรมพลังงาน และภาคอุตสาหกรรมเกษตรขนาดใหญ่ ซึ่งทั้ง 2 กลุ่มที่สร้างปัญหาโลกร้อนมากที่สุด แต่กลับไม่มีคำมั่นสัญญาใด ๆ ว่าจะยุติการใช้พลังงานฟอสซิลทั้งหมดเมื่อไหร่ แล้วแทนที่ด้วยพลังงานหมุนเวียนทั้งหมดเมื่อไหร่

การเติบโตและยังคงอยู่ของอุตสาหกรรมพลังงาน ฟอสซิล และอุตสาหกรรมเกษตรขนาดใหญ่ซึ่งเป็นเรื่องที่ COP ต้องเร่งจัดการ พอการจัดการเรื่องนี้ไม่มีความชัดเจนก็นำไปสู่เรื่องเดิม ๆ คือเป้าหมาย 1.5 องศา ก็เลยไม่เป็นจริง

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดความน่าผิดหวังในงาน COP ครั้งนี้และครั้งก่อน ๆ ก็คือ การมีตัวแทนของภาคธุรกิจ ทั้งจากกลุ่มทุนพลังงานเข้าไปร่วมในงานประชุมจำนวนมาก ซึ่งในครั้งนี้ถือว่ามากกว่าภาคีตัวแทนประชุมของแต่ละประเทศด้วย ทำให้การประชุม COP ยังไม่มีความเป็นอิสระทางนโยบาย และถูกรั้งจากกลุ่มทุนต่าง ๆ ที่มีผลประโยชน์จากการตรึงไม่ให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน” ดร.กฤษฎากล่าว

“สำหรับประเทศไทย แผนการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ของประเทศไทยก็มีการ ปล่อยปละละเลยภาคพลังงาน ไม่มีคำมั่นสัญญาจะเลิกพลังงานฟอสซิล การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนก็น้อยและช้าเกินไป และไม่กระจายอำนาจไปสู่ประชาชน แต่กลับหาทางออกง่ายๆ ด้วยการพึ่งพาภาคป่าไม้มาดูดซับก๊าซที่ปล่อยจากภาคพลังงาน นำมาสู่การเร่งรัดเพิ่มพื้นที่ป่า เปิดทางให้เอกชนปลูกป่า ครอบครองพื้นที่ปา ซึ่งมีชุมชนอยู่อาศัยใช้ประโยชน์นับล้านคน การละเมิดสิทธิชุมชนครั้งใหญ่จะเกิดจากการออกแบบที่ไม่สมดุลย์ และโปรภาคเอกชน

ปัญหาใหญ่ที่ทำให้แผนฯ ของประเทศไทยขาดความน่าเชือถือ ก็คือ โครงสร้างการผูกขาดพลังงาน อุตสาหกรรม และเกษตรของประเทศ ที่ทั้งหมดยังมุ่งเติบโต ใช้ทรัพยากร ขาดความเป็นธรรม และผลักภาระให้ประชาชนและธรรมชาติ รูปธรรม และขาดนโยบาย มาตรการให้ผู้ก่อมลภาวะก๊าซเรือนกระจกต้องรับผิดชอบอย่างจริงจัง แต่ตรงกันข้ามกับสนับสนุนธุรกิจที่สร้างก๊าซเรือนกระจกขยายตัวขึ้น เช่น การเติบโตธุรกิจพลังงานก๊าซธรรมชาติ การก่อสร้างโรงไฟฟ้าฟอสซิล การส่งเสริมอุตสาหกรรมสร้างมลพิษ การส่งเสริมกลุ่มทุนเกษตรและอาหารที่ทำลายป่าและนิเวศ (ซึ่งกลุ่มุทุนเหล่านั้นเป็นกลุ่มหลักในการกำหนดนโยบายสาธารณะการะเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) ดังนั้นจึงเป็นผลให้แผนฯ ไทยขาดความทะเยอทะยาน และไม่น่าเชื่อถือว่าจะบรรลุเป้าหมายได้” บทวิเคราะห์ TCJA ที่เผยแพร่ทางเฟสบุ๊ค ระบุ

สัดส่วนการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากแต่ละภาคส่วนของประเทศไทย (ภาพ : greennetworkthailand)

ไทยกับ COP

“เวลาที่ทาง Germanwatch ประเมินว่าประเทศไหนเสี่ยงได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จะประเมินจากเหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านมาในรอบ 20 ว่ามีความสูญเสียจากภัยพิบัติทางอากาศ ทางน้ำ มีผู้เสียชีวิตเท่าไหร่ หรือมีความสูญเสียจากเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่าเท่าไหร่ แล้วเอาข้อมูลในอดีตมาประเมิน ซึ่งจากการประเมิน ประเทศไทยอยู่ในอันดับ 9 

สาเหตุสำคัญนอกจากที่เราเจอภัยที่รุนแรงแล้ว อีกสาเหตุหนึ่งคือ เราไม่มีความพร้อมในการรับมือภัยพิบัติที่ดีพอ พอเกิดภัยพิบัติซ้ำแล้วซ้ำเล่าเราก็ยังเสียหายเหมือนเดิม

ตัวแทนรัฐบาลไทยที่ไปร่วมประชุม COP ส่วนใหญ่ก็จะเน้นว่า เราจะลดก๊าซยังไง แต่ว่าเป้าหมายเรื่องของการช่วยเหลือเยียวยาผลกระทบ และส่งเสริมการตั้งรับปรับตัวของประชาชนที่เผชิญความเสี่ยง นโยบายส่วนนี้ไม่มีความเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนเลย เหมือนกับเป็นการกล่าวลอย ๆ 

ร้อยละ 90 ของสิ่งที่รัฐบาลไทยนำไปเสนอจะเป็นเรื่องของการลดก๊าซเรือนกระจกเป็นหลัก มันก็เลยไม่ตอบโจทย์เลยว่าประเทศเราเสี่ยงที่สุดเป็นอันดับ 9 ของโลก แล้วยังไงต่อละ เราจะทำอะไรกับมัน แล้วในอนาคตที่เราอาจจะเสี่ยงเพิ่มขึ้นกว่านี้ เราจะทำยังไงต่อ นี่ก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลไทยยังไม่ให้ความสำคัญ

จากการประเมินแผนของรัฐบาลไทยฉบับปรับปรุงล่าสุด (Thailand updated Long Term Strategy 2022) แผนฉบับนี้ไม่มีความทะเยอทะยานที่จะลดเป้าหมายการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ แถมยังจะบรรลุตามแผนได้ก็ต้องได้รับความช่วยเหลือจากต่างประเทศ นอกจากนั้นยังขาดการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน ไม่มีกระบวนการนโยบายที่ให้ประชาชนร่วมประเมิน ออกแบบ กำหนดมาตรการในแต่ละด้านอย่างจริงจัง 

ไม่มีการเอาปัญหาความขัดแย้ง ผลกระทบที่เกิดขึ้นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และนโยบาย โครงการในดำเนินการในนาม “แก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” เช่น ปัญหาระบบพลังงาน ปัญหาการจัดการทรัพยากร คาร์บอนเครดิต มาสร้างกระบวนการหารือ ข้อตกลงกับประชาชน เมื่อไร้เสียงประชาชน แนวนโยบายเหล่านี้จึงไม่เข้าใจประชาชน และไม่สร้างความเข้มแข็งประชาชน” ดร.กฤษฎากล่าว

วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ภาพ : Thairath)

3 ประเด็นที่คนไทยควรจับตา

“เรื่องที่ประชาชนควรจะจับตา และให้ความสนใจ โดยแบ่งออกเป็น 3 เรื่อง 

1. เฝ้าติดตามว่าเมื่อไหร่ประเทศไทยถึงจะเลิกใช้พลังงานฟอสซิลแล้วหันมาใช้พลังงานทดแทนในอุสตาหกรรมพลังงาน 

สาเหตุหลักของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทยอยู่ที่ภาคพลังงานเป็นหลัก โดยเฉพาะถ้าเราเจาะจงไปที่พลังงานไฟฟ้า ตอนนี้รัฐบาลโดยกระทรวงพลังงานกำลังจัดทำแผน PDP หรือ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย ซึ่งอยากให้ประชาชนติดตามแผนฉบับนี้ให้ดีว่าเราจะลด หรือหยุดภาคส่วนที่เป็นพลังงานฟอสซิลลงไหม ไม่ว่าจะเป็นภาคถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติ

เราควรจะจับตาว่าในแผน PDP จะมีการเลิกใช้พลังงานฟอสซิล แล้วแทนที่ด้วยพลังงานหมุนเวียนภายในเมื่อไหร่

2. การเอื้อให้กลุ่มทุนปลูกป่ามาช่วยลดคาร์บอนเครดิตแทนที่จะลดด้วยตัวเอง 

ร่างพรบ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่รัฐบาลผลักดันร่างกฎหมายขึ้นมาซึ่งมีส่วนสำคัญในการทำให้ตลาดคาร์บอน จากที่เคยเป็นตลาดแบบภาคสมัครใจมาเป็นมีกำหนดกติกา มีระเบียบแบบแผนให้เป็นภาคบังคับมากขึ้น

สิ่งที่ควรจับตาก็คือ ตลาดคาร์บอนจะนำมาสู่กระบวนการฟอกเขียวหรือไม่ เปิดทางให้ภาคทุนขนาดใหญ่มาใช้ทรัพยากรสาธารณะ ก็คือไม่ลดการปล่อยขององกรณ์ตัวเอง แต่มาอาศัยภาคป่าไม้มาช่วยแบกรับ 

5 ต.ค. ที่ผ่านมามีมติครม. เปิดโอกาศให้เอกชนเข้ามาอาศัยป่าสงวนมาทำคาร์บอนเครดิต โดยจากมติครม.นี้ทำให้เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า เราเร่งนโยบายเอาพื้นที่ป่ามาแบกรับการไม่ยอมลดการปล่อยก๊าซของภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ 

นอกจากมติครม.ที่ควรจะต้องจับตาแล้วยังมีประกาศของกรมทรัพยากรชายฝั่ง กรมป่าไม้ ซึ่งตอนนี้ภาคทุนรายใหญ่ ๆ ได้จับจองพื้นที่ป่าไป 3 ล้านกว่าไร่ เพื่อที่จะปลูกป่าเอาคาร์บอนเครดิต และมีแนวโน้มว่าจะมีการจับจองพื้นที่ป่ามากขึ้นในอนาคต

3. ติดตามว่ารัฐบาลไปทำข้อตกลงอะไรบ้างที่อาจจะส่งผลกระทบต่อประชาชน 

อยากให้ภาคประชาชนช่วยกันติดตามด้วยว่า ตอนนี้รัฐบาลไปทำข้อตกลงอะไรกับประเทศต่าง ๆ ไว้บ้าง เช่นตอนนี้ประเทศไทยกับสวิสเซอร์แลนด์ทำข้อตกลงกันเรื่องของคาร์บอนเครดิต เริ่มแรกโครงการจะเป็นเรื่องรถเมล์สาธารณะ ไฟฟ้า และอาจจะมีเรื่องอื่น ๆ ตามมา ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องการปลูกป่าด้วย

อันนี้ต้องจับตาดูให้ดีว่ามีโครงการข้อตกลงความร่วมมือยังไงบ้าง กองทุน climate fund งบประมาณความส่วนเหลือต่าง ๆ ว่าจะมาถึงมือของประชาชนหรือไม่ หรือจะจำกัดอยู่ที่หน่วยราชการบางหน่วย” กฤษฎากล่าว

ประชาชนทุกคนในประเทศที่ล้วนเดือดร้อนจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ควรเรียกร้องให้ภาครัฐหันมาสนับสนุนการสร้างภูมิคุ้มกันในการเปลี่ยนผ่านจากสภาวะอากาศที่ผันผวน ซึ่งเป็นสิ่งรัฐต้องสนับสนุนงบประมาณมาให้ภาคสังคม ภาคประชาชน ได้ออกแบบ และวางแผนเตรียมตั้งรับกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ” ดร.กฤษฎาเสนอ

อ่านเพิ่มเติม การประเมินผลสรุปเวที COP 27 ของ TCJA

การผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชนิดต่าง ๆ (ภาพ : สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน)