“มลพิษข้ามแดนเมียนมา” กระทบชาวแม่สาย คาดต้นตอโรงงานจีนในรัฐฉาน

ผลตรวจสอบเบื้องต้นยืนยันเป็นกลิ่นเหม็น “ไฮโดรเจนไซยาไนด์” คาดต้นตอโรงงานผลิตปูนขาวจีนในรัฐฉาน 6 กม. จากชายแดนไทย

นายอำเภอแม่สายทำหนังสือด่วนที่สุดถึงกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านแจงกำลังหาทางแก้ไขปัญหากับหน่วยงานเกี่ยวข้องทั้งฝั่งไทยและเมียนมา (ท่าขี้เหล็ก) เบื้องต้นแนะสวมหน้ากาก-ปิดบ้าน

(ภาพ : googlemaps)

ควันพิษข้ามแดนจากเมียนมา

ชาวบ้านในพื้นที่อำเภอแม่สาย เชียงราย ราว 10 หมู่บ้าน กำลังประสบเหตุมลพิษกลิ่นเหม็นรุนแรงปกคลุมพื้นที่ ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา โดยคาดว่าต้นตอกลิ่นอันตรายดังกล่าวน่าจะมาจากฝั่ง จ.ท่าขี้เหล็ก เมียนมา ที่ลอยข้ามลำน้ำสายพรมแดนไทย-เมียนมาปกคลุมหมู่บ้านฝั่งไทยด้าน ต.แม่สาย และ ต.เกาะช้าง อ.แม่สาย จ.เชียงราย

กลิ่นดังกล่าวส่งผลกระทบชัดเจนต่อชาวบ้านในพื้นที่ในการใช้ชีวิตประจำวัน นำมาสู่การร้องเรียนกับหน่วยงานราชการในพื้นที่ทั้งระดับหมู่บ้าน ตำบล และอำเภอ เพื่อเรียกร้องให้มีการตรวจสอบต้นตอที่มาของกลิ่นและแก้ปัญหา

นอนไม่หลับ เหม็นมากคืนนี้ ปวดหัวคันคอแสบจมูกจะตายแล้ว 

“หมูป่าติดถ้ำ คนทั้งโลกแห่มาช่วยกัน ตอนนี้คนแม่สายถูกรมควันพิษทั้งอำเภอ ช่วยคนแม่สายด้วยค่ะ  ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน #เป็นควันแก๊สไฮโดรเจนไซยาไนด์ มันอันตรายมากกกก  โหดเกิ๊น โดนรมควันพิษทุกคืน เดือนกว่าแล้ว ผลกระทบต่อสุขภาพในวงกว้าง #ได้โปรดช่วยคนแม่สายด้วยค่ะ” ส่วนหนึ่งของเสียงร้องเรียนคนในพื้นที่ผ่านช่องทางออนไลน์ “ไลน์กลุ่มชุมชนคนแม่สาย” 

(ภาพ MAESAIPRESS)

ยืนยัน “เป็นสารไฮโดรเจนไซยาไนด์”

“ผลการตรวจสอบพบว่ากลิ่นที่เกิดจากการเผาไหม้ในเวลากลางคืน เป็นกลิ่นของสารไฮโดรเจนไซยาไนด์ (Hydrogen Cyanide; HCN) ผลการวัดค่าจากเครื่อง Multi RAE ได้ 0.5 ppm (ส่วนในล้านส่วน) จากค่าปกติ 0.0 ppm จะมีผลกระทบต่อระบบทางเดดินหายใจ” 

ณรงค์พล คิดอ่าน นายอำเภอแม่สายระบุในหนังสือด่วนที่สุดที่ ชร. 1018.7/ว.5122 ลงวันที่ 15 พ.ย. 2565 ถึงกำนันตำบลแม่สายและผู้ใหญ่บ้านในเขตพื้นที่ตำบลแม่สาย เรื่อง “การแก้ไขปัญหาผลกระทบจากกลิ่นที่เกิดขึ้นจากการเผาไหม้ในเวลากลางคืน” 

ณรงค์พลชี้แจ้งว่าหลังได้รับการร้องเรียน อำเภอฯ ได้มีการประสานไปยังหน่วยงานเกี่ยวข้อง รวมถึงนายอำเภอท่าขี้เหล็ก จ.ท่าขี้เหล็ก เมียนมา และ TBC ฝ่ายเมียนมา ทางสำนักงานสาธารณสุข อ.แม่สาย ศูนย์อนามัยที่ 1 เชียงใหม่ สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่) กรมอนามัย ฉก.ม.3 กองกำลังผาเมือง เทศบาล ต.แม่สายมิตรภาพ อ.แม่สาย เพื่อดำเนินการในเรื่องนี้ 

และได้ลงพื้นที่ตรวจสอบเมื่อวันที่ 10 พ.ย.ที่ผ่านมา เวลา 20.00 น. ผลดังระบุในหนังสือด่วนดังกล่าว

5 มาตรการเบื้องต้น

“ได้ประสานการแก้ไขปัญหาดังนี้ 

  1. จัดให้มีการประชุมเพื่อพิจารณาเปิดศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน (Emergency Operations Center : EOC) เพื่อเป็นช่องทางงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้บูรณาการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ
  2. พัฒนาระบบแจ้งเตือนฝุ่นควันอัตโนมัติในระดับตำบล (ผ่อดีดีตำบล) และจัดทำห้องปลอดฝุ่นในศูนย์เด็กเล็ก เพื่อสื่อสารความเสี่ยงให้กับประชาชนในพื้นที่และป้องกันการป่วย
  3. ประสานการแก้ไขปัญหาดังกล่าวกับนายอำเภอท่าขี้เหล็ก และคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่นเมียนมา-ไทย (TBC ฝ่ายเมียนมา จังหวัดท่าขี้เหล็ก) ผ่านหน่วยประสานงานชายแดนไทย-เมียนมา ประจำพื้นที่ 1 (TBC ไทย)
  4. กรมอนามัย จะนำเครื่องตรวจวัดขนาดใหญ่มาดำเนินการตรวจวัดกลิ่นในพื้นที่อีกครั้งในวันที่ 17-18 พ.ย. 2565
  5. ขอให้ท่านประชาสัมพันธ์แนะนำให้ประชาชนสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา และให้งดเปิดหน้าต่างในช่วงเวลากลางคืน พร้อททั้งแนวทางปฏิบัติในกการดูแลตนเองหากมีอาการ” หนังสือด่วนที่สุดฯ ดังกล่าวระบุ

คาดต้นตอ “โรงงานปูนขาวจีนในรัฐฉาน”

“บริษัทอิฐลม 999 ของกลุ่มทุนจีนเข้ามาเช่าที่ บ้านดอยสะโท่งบน-ล่าง จ.ท่าขี้เหล็ก รัฐฉานตะวันออก ประเทศเมียนมา ต้นตอเผาลิกไนต์เป็นเชื้อเพลิง ในโรงงานปูนขาว ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้ง ทั้งในพื้นที่ฝั่งเมียนมาเอง   และหลายหมู่บ้านชายแดน ต.แม่สาย อ.แม่สาย จ.เชียงราย ชาวบ้านต้องสูดดมกลิ่นเหม็นนานนับเดือน 

จุดตั้งโรงงานผลิตปูนขาว ห่างจากด่านศุลกากรพรมแดนแม่สายแห่งที่ 2 ทางตรงไปทางทิศเหนือ ประมาณ 6 กม.” สื่อท้องถิ่น “MAESAIPRESS” รายงาน

อย่างไรก็ตาม ในรายงานของหน่วยงานราชการยังไม่ได้มีการระบุหรือกล่าวถึงแหล่งต้นตอควันพิษดังกล่าวอย่างชัดเจน รวมถึงไม่มีการระบุถึงระดับความอันตรายของก๊าซพิษดังกล่าวต่อสุขภาพของประชาชนและมาตรการป้องกันที่ควรมีอย่างเร่งด่วน

“ไฮโดรเจนไซยาไนด์เป็นก๊าซซึ่งก่อให้เกิดอาการไอ มีเสมหะ และหลอดลมอักเสบเรื้อรัง ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ และคลื่นไส้อาเจียน เป็นก๊าซพิษที่ใช้ในสงคราม นอกจากนี้สารไนเทรตในบุหรี่ทำให้เกิดไฮโดรเจนไซยาไนด์ สารนี้เป็นตัวสกัดกั้นเอนไซม์ที่เกี่ยวกับการหายใจหลายตัว ทำให้เกิดความผิดปกติของการเผาผลาญพลังงานที่กล้ามเนื้อหัวใจและที่ผนังหลอดเลือด” วิกิพีเดียระบุ