“โขงผันผวน-เขื่อนโขง-โลกร้อน-ผลกระทบ-การรับมือ” จากมุมนักวิจัยสหรัฐฯ

ส่องมุมมองนักวิจัยสหรัฐฯ ว่าด้วย “ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อรับมือผลกระทบโขงผันผวน (จากโลกร้อนและเขื่อนโขงในจีนและสปป.ลาว)” หลังจากลงพื้นที่ 1 เดือนในชุมชนลุ่มโขงบ้านม่วง อ.สังคม หนองคาย

พวกเขามองสถานการณ์เรื่อง “โขงผันผวน-เขื่อนโขง-โลกร้อน-ผลกระทบ-การรับมือของชุมชนลุ่มโขง” อย่างไร ผ่านบทสนทนากับคนลุ่มโขงในพื้นที่ก่อนปิดทริปลงพื้นที่ครั้งนี้ และเตรียมจัดทำรายงานเผยแพร่ต้นปีหน้า

(ภาพ : คสข.)

ผลกระทบชัดเจน “นิเวศแม่น้ำ-ปลา-คน”

“พวกเราได้เห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นในพื้นที่อย่างชัดเจน โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ เห็นการตายของต้นไคร้น้ำ ชาวประมงจับปลาได้น้อยลงกว่า 50% ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางอาหารของครอบครัว 

รู้สึกเศร้าใจที่เห็นปลาในพิพิธภัณฑ์ปลาแม่น้ำโขงในจังหวัดหนองคายที่มีความหลากหลายชนิดและความหลากหลายนี้กำลังหายไปจากแม่น้ำโขง เราจะมีแนวทางในการฟื้นฟูปลาที่หายไปอย่างไรได้บ้าง” 

ดร.ฮอลลี่ เอ็มบ์คิ กล่าวในการนำเสนอสถานการณ์ปัญหา ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่เพื่อผลิตไฟฟ้าในแม่น้ำโขง ตลอดจนต้องการแลกเปลี่ยนถึงทางเลือกในการจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้น เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2565  เวลา 10.00-12.00 น. ณ ห้องประชุมโขงเข้มรีสอร์ท ตำบลบ้านม่วง อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย 

ฮอลลี่ เอ็มบ์คิ (Holly Embke) และ ดร.อบิเกล ลินช์ (Ph.D. & Abigail Lynch, Ph.D.) คณะนักวิจัยจากสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา ศูนย์วิทยาศาสตร์การปรับตัวต่อสภาพอากาศ (USGS Climate Adaptation Science Centers) ได้นำเสนอผลการดำเนินวิจัยเบื้องต้นเรื่อง “การเพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในท้องถิ่นในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่เพื่อผลิตไฟฟ้าในแม่น้ำโขง” 

ซึ่งโครงการนี้ได้ดำเนินการกับชุมชนตำบลบ้านม่วง และนักวิจัยได้ใช้เวลาในการสำรวจข้อมูล สอบถามความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ระหว่างวันที่ 27 กันยายน-26 ตุลาคม 2565 รวม 1 เดือน และมีการนำเสนอข้อค้นพบ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลเพิ่มเติม กับผู้นำชุมชน ภาคประชาสังคม หน่วยงานราชการ 

โดยมีนายอำเภอสังคม แกนนำชุมชนผู้ได้รับผลกระทบ ผู้แทนจากท้องถิ่น ท้องที่ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ตลอดจนสื่อมวลชน เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกว่า 30 คน 

อีแวน ดับบลิว ฟอกซ์ (Evan W.Fox)  เจ้าหน้าที่ฝ่ายเศรษฐกิจของสถานทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย ได้กล่าวขอบคุณรัฐบาลไทยและกลุ่มรักษ์แม่น้ำโขงตำบลบ้านม่วง ที่สนับสนุนและอำนวยความสะดวกแก่นักวิจัยตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนที่อยู่ในพื้นที่  

(ภาพ : คสข.)

การเปลี่ยนแปลงสายน้ำ-ผลกระทบชุมชน

“นอกจากนี้ ยังพบการเปลี่ยนแปลงการไหลของน้ำที่ยากจะคาดการณ์ การกัดเซาะตลิ่ง ส่งผลกระทบต่อชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมโขงอย่างมาก และในช่วงที่เข้าพื้นที่ยังพบน้ำท่วมในลำน้ำสาขา ที่ไหลบ่าอย่างรวดเร็ว สภาพลำน้ำหลังน้ำท่วมเกิดการกัดเซาะตลิ่งอย่างรุนแรง รูปแบบการรับมือกับสภาพน้ำท่วมฉับพลันจะมีแผนรับมืออย่างไร ซึ่งการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมได้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชุมชนอย่างคาดไม่ถึง 

ผลจากการหาปลาไม่ได้ทำให้ชุมชนละทิ้งเครื่องมือหาปลาพยายามหาทางเลือกในการประกอบอาชีพอย่างอื่น เช่น การปลูกยางพารา ซึ่งมีการปลูกกันมากในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินและน้ำ 

การปลูกยางพาราอาจไม่ใช่ทางเลือกเดียวในการแก้ไขปัญหาเรื่องอาชีพรายได้  เพราะอาจต้องหาแนวทางในการฟื้นฟูการประมง ทั้งการเลี้ยงปลา การจับปลา การท่องเที่ยว และการทำเกษตรอื่นๆ เพิ่มทางเลือกให้มากขึ้น 

สิ่งที่กระทบที่เราอาจนึกไม่ถึงคือการส่งต่อทางวัฒนธรรมจากรุ่นสู่รุ่น เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงของน้ำของปลา จะทำให้วิถีวัฒนธรรมการจับปลาไม่สามารถส่งต่อเด็กๆในอนาคตได้ 

ปรากฎการณ์หาปลาได้ยาก ปลามีน้อยลงและปลาแม่น้ำโขงมีราคาแพง ทำให้ชาวประมงเลือกที่จะขายปลา และนำเงินมาซื้อปลาทะเล เช่นปลาทูกิน นับเป็นภาพความย้อนแย้งที่เกิดขึ้นชุมชนอย่างมาก” ดร.ฮอลลี่ เอ็มบ์คิ กล่าว

(ภาพ : คสข.)

ชื่นชม ความพยายามตั้งรับของชุมชนลุ่มโขง

“สิ่งที่ชุมชนได้พยายามแก้ไขปัญหาเช่น การจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมเพื่อสื่อสารการอนุรักษ์อย่าง “งานเอิ้นขวัญปลาคืนมาโขง” เมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา การทำเขตอนุรักษ์ปลา การขยายผลต่อชุมชนอื่นๆ  การจัดการแหล่งน้ำสาธารณะเพื่อสร้างแหล่งอาหารสำรอง การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมด้วยการทำฝายชะลอน้ำขนาดเล็กตามลำน้ำสาขา การสร้างทางผ่านปลาให้ปลาสามารถผ่านฝายชลประทานขนาดใหญ่ได้ การปลูกต้นไม้ยึดหน้าดิน ป้องกันตลิ่งพังแทนการก่อสร้างเขื่อนกันตลิ่งพัง 

การส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อชมธรรมชาติ เช่นการพายเรือคายัค การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอื่นๆ เช่น ชมทะเลหมอก  การสร้างความร่วมมือที่ใหญ่ขึ้นในมิติที่หลากหลายเช่น ความร่วมมือกับพระสงฆ์ สถาบันวิชาการ 

การผลักดันงานสื่อสร้างสรรค์เช่น ภาพยนตร์หรือสารคดีเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ อันเป็นงาน soft power” ดร.ฮอลลี่ เอ็มบ์คิ กล่าว

(ภาพ : คสข.)

หนุนใช้ข้อมูลผลักดันเชิงนโยบาย

“การทำระบบข้อมูลเพื่อผลักดันให้เกิดการตระหนักรู้และใช้ประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบาย จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องช่วยกัน  

ซึ่งในส่วนของนักวิจัยเอง หลังจากนี้จะจัดทำสรุปรายงานและอินโฟกราฟฟิค รวบรวมผลกระทบและทางเลือกต่าง ๆ ที่ได้จากการพูดคุยจัดทำเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนมกราคม ข้อมูลที่สะท้อนกลับในวันนี้ จะถูกพัฒนาเป็นแผนงานโครงการเพื่อสร้างความร่วมมือจากภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาในอนาคต” ดร.ฮอลลี่ เอ็มบ์คิ กล่าว

“การสะท้อนกลับในวงประชุมมีสาระสำคัญที่น่าสนใจอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการจับปลาผิดวิธี เพื่อแย่งชิงอาหารของคนสองฝั่งโขง และขาดกฎระเบียบควบคุมโดยเฉพาะในส่วนของสปป.ลาว การจัดการขยะในแม่น้ำโขง การจัดการแก้ไขปัญหาทางปลาผ่าน ซึ่งเป็นบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานที่โอนภารกิจให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ท้องถิ่นขาดแคลนงบประมาณในการจัดการ 

การสูญเสียดินแดน การเปลี่ยนแปลงร่องน้ำลึก ลำน้ำสาขาเช่นเขื่อนห้วยโมงขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร หลังมีเขื่อนกั้นน้ำโขงทำให้น้ำต้นทุนไม่เพียงพอกับการทำการเกษตรในพื้นที่ลำน้ำสาขา ชาวบ้านที่ถูกตลิ่งกัดเซาะที่ไม่เคยมีความช่วยเหลือ 

และประเด็นสำคัญที่ผู้นำชุมชนได้สอบถามคือ ปริมาณไฟฟ้าในประเทศเพียงพอหรือไม่ ทำไมยังต้องนำเข้าไฟฟ้าจากเขื่อนในต่างประเทศ และเป็นต้นตอของปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อคนลุ่มน้ำโขงและสิ่งแวดล้อม 

ซึ่งคำตอบคือปริมาณไฟฟ้าสำรองของไทยมีเหลือเฟือ แต่ยังมีการทำแผนเพื่อรับซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนในประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่อง  และเขื่อนหลายแห่งเอกชนไทยเป็นผู้ลงทุนร่วมกับบรรษัทข้ามชาติ เชาน จีน ลาว เวียตนาม” รายงานข่าวจากหนองคายเปิดเผย

(ภาพ : คสข.)

“การพัฒนาที่ขาดสมดุล–พยายามแก้เต็มที่เท่าที่ทำได้” นายอำเภอสังคม

“รู้สึกดีใจที่จะได้รับทราบข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์ต่อการสื่อสารกับชุมชนและหน่วยงานต่างๆ ซึ่งพื้นที่แห่งนี้ชุมชนและภาคประชาสังคมในพื้นที่ มีความตื่นตัวและมีความพยายามสื่อสารอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว

แม้อำเภอสังคมจะเคยมีความหลากหลายทางชีวภาพ มีต้นทุนทางธรรมชาติค่อนข้างมาก แต่สิ่งที่ได้รับผลกระทบอย่างมากจากการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศแม่น้ำโขง ทำให้ประชาชนรุกป่า รุกธรรมชาติมากขึ้น การที่คนแม่น้ำโขงที่เคยมีทรัพยากรสัตว์น้ำที่อุดมสมบูรณ์ กลับต้องกินปลาแม่น้ำโขงในราคาแพงและต้องหาปลาอย่างอื่นที่ราคาถูกกว่ากิน เป็นเรื่องที่น่าสะท้อนใจอย่างมาก

และในระยะยาวจะส่งผลต่อสุขภาวะ สุขภาพของคนในชุมชน จะทำให้ลูกหลานเราในอนาคตขาดแคลนอาหารโปรตีนที่เคยเข้าถึง รวมทั้งการเกษตรที่มีการใช้สารเคมี เร่งการผลิต ความสัมพันธ์ของผู้คนเปลี่ยนไป การพักผ่อนมีน้อยลง 

สถานการณ์ปัญหาทั้งหมดเกิดจากการพัฒนาที่ขาดความสมดุล และการแก้ไขปัญหาท่ามกลางข้อจำกัดทั้งเรื่องกลไกการทำงาน การผลักดันที่มีประสิทธิภาพ การขาดแคลนงบประมาณเนื่องจากหลายเรื่องเกินศักยภาพของพื้นที่ และขาดองค์ความรู้ทางวิชาการสนับสนุน ที่สำคัญคือ แผนงานของหน่วยงานรัฐไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทัน 

ข้อเสนอสิ่งที่เราพอทำได้เช่น การสร้างระบบนิเวศในพื้นที่ป่าต้นน้ำ การส่งต่อทางเลือกที่มากขึ้นให้กับเด็กและเยาวชน ชุมชน ซึ่งตนเองได้พยายามที่จะสะท้อนต่อหน่วยงานและระดับนโยบายและทำได้ในระดับหนึ่ง 

(ต่อคำถามเรื่องผลกระทบที่เกิดจากการสร้างเขื่อน ในฐานะผู้แทนหน่วยงานรัฐมองเรื่องนี้อย่างไร) 

ปัญหาที่เกิดขึ้น เช่น ตลิ่งพัง เป็นปัญหาที่เกิดอยู่แล้ว แต่เขื่อนกั้นน้ำโขง ทำให้ปัญหานี้หนักขึ้น การลดลงของปลา เราก็อยากประสานความร่วมมือกับสปป.ลาว เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหา ไม่รวมการเปลี่ยนแปลงทางประเพณี วัฒนธรรม ซึ่งตนเองได้พยายามสะท้อนสถานการณ์ปัญหาในพื้นที่ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตลอดมา” สมควร ใจซื่อ นายอำเภอสังคม กล่าว

(ภาพ : คสข.)

เขื่อนโขง 

ในเวทีฯ สื่อมวลชนได้สอบถามผู้แทนสถานฑูตสหรัฐอเมริกาว่าจากสถานการณ์ปัญหาที่ทุกคนกล่าวมาอย่างชัดเจนเบื้องต้น สหรัฐอเมริกามีมุมมอง กรณีที่มีการสร้างเขื่อนในจีน ในสปป.ลาว ทุนต่างชาติร่วมมือกันหลายประเทศ  และแนวทางการลดผลกระทบประเทศต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบข้ามพรมแดนจากการสร้างเขื่อนกั้นน้ำโขงอย่างไร 

“ได้พยายามทำความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ภายใต้หลักการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่ต้องมีการตัดสินใจที่มีข้อมูลอย่างเพียบพร้อม 

และพยายามที่จะสนับสนุนให้ชุมชนท้องถิ่นมีระบบข้อมูลเพื่อนำเสนอต่อระดับนโยบาย  การส่งเสริมให้เกิดการพูดคุยกันของหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหา และในระดับประเทศ และการหารือระหว่างประเทศต่างๆในระดับภูมิภาค

มีความร่วมมือกับหลายประเทศผ่าน USAID ทั้งเรื่องพลังงานไฟฟ้า และการพัฒนาระบบข้อมูลแม่น้ำโขง  เพื่อให้รัฐบาลแต่ละประเทศมีข้อมูลในการดำเนินงานเชิงนโยบายอย่างรอบคอบ” อีแวน ดับบลิว ฟอกซ์ (Evan W.Fox) ตอบ

(ภาพ : คสข.)

ข้อเสนอ “ความร่วมมือกับชุมชนด้านข้อมูล-การสื่อสารสาธารณะ”

“เสนอสถานฑูตอเมริกาให้ช่วยสนับสนุนการพัฒนาทักษะ และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ได้รับผลกระทบ ผู้นำชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดทำระบบข้อมูลที่ชัดเจน และพัฒนาการสื่อสารสาธารณะที่มีประสิทธิภาพ กับหน่วยงานทั้งในระดับนโยบาย และกับบริษัทเอกชนที่สร้างเขื่อนเพื่อให้เกิดการลงทุนอย่างมีความรับผิดชอบ” อ้อมบุญ  ทิพย์สุนา ผู้แทนเครือขายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน (คสข.) เสนอในเวที

“หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่น สทนช.ในฐานะเลขา MRC ไทย ต้องเสนอการปรับปรุงระเบียบข้อตกลงแม่น้ำโขงปี 2538 ที่ผ่านการใช้มาถึง 27 ปี ตั้งแต่ยังไม่มีเขื่อนใดๆในแม่น้ำโขง จนกระทั่งแม่น้ำโขงมีเขื่อนในจีนถึง 11 ตัว และในลุ่มน้ำโขงตอนล่าง 2 ตัว และมีแผนการก่อสร้างอีกจำนวนมาก และส่งผลกระทบต่อชุมชนริมโขงแล้ว 

ต้องมีการปรับปรุงความรับผิดชอบของรัฐต่อรัฐกรณีผลกระทบข้ามพรมแดนที่เกิดขึ้น  การเปลี่ยนแปลงของทรัพยากรสัตว์น้ำทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ เช่น พบว่าปลาเอินหรือปลายี่สกไทย กลายพันธุ์ ตัวอ้วนสั้น มากขึ้น 

กรณีตัวอย่างรูปธรรมที่ต้องการดำเนินการนำร่องในพื้นที่ตำบลบ้านม่วง คือการสนับสนุนให้เกิดการสำรวจข้อมูลที่รอบด้านในเรื่องผลกระทบอย่างเร่งด่วนทั้ง 7 หมู่บ้าน ประเมินมูลค่าความเสียหายที่ผ่านมาและในอนาคตที่จะเกิดขึ้น 

หากมีการสร้างเขื่อนไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะเขื่อนที่มีแผนจะก่อสร้างในบริเวณชายแดนไทยลาว ที่ใกล้ที่สุดในรัศมีไม่ถึง 20 กิโลเมตร คือเขื่อนผามอง หรือเขื่อนปากชม ซึ่งมีแผนก่อสร้างในพื้นที่ตำบลติดกันคือตำบลหาดคัมภีร์ อำเภอปากชม จังหวัดเลย 

และในภาพรวม หากชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง จะมีความมั่นใจเพียงพอที่จะเจรจาต่อรองกับรัฐบาล ไม่ว่าพรรคการเมืองใดจะชนะการเลือกตั้งที่จะมาถึง 

และท้ายที่สุด ก่อนที่แม่น้ำโขงจะเสียหายยากเกินกว่าจะฟื้นฟู เครือข่ายฯร้องขอให้มีการหารือในระดับภูมิภาค หยุดการสร้างเขื่อนใหม่ ศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้ว และตั้งกองทุนฟื้นฟูระบบนิเวศ ชดเชยอาชีพรายได้ และสิ่งที่สูญเสียไปที่ไม่ใช่เพียงตัวเงิน สร้างพื้นที่รูปธรรม ตำบลบ้านม่วงและขยายผลความเข้มแข็งให้กับเครือข่ายชุมชนริมน้ำโขงอื่นๆ กว่า 1,500 หมู่บ้าน ซึ่งจะทำให้เสียงของคนตัวเล็กตัวน้อย มีพลัง สามารถสะท้อนกลับเชิงนโยบายได้อย่างมีพลังในที่สุด” อ้อมบุญอธิบาย

(ภาพ : คสข.)