นโยบาย BCG ในเวทีเอเปค “อะไรคือความท้าทายภาคประชาชน”

3 ทรรศนะจาก 3 ตัวแทนภาคประชาสังคม : กรรณิการ์ กิจติเวชกุล (FTA Watch) วนัน เพิ่มพิบูลย์ ( Climate Watch Thailand) และ สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี (วิทยาลัยนานาชาติปรีดีพนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) 

ว่าด้วยความท้าทายต่อภาคประชาสังคม และข้อสังเกตุต่อวาระหลักของการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC 2022) : โมเดลเศรษฐกิจใหม่ที่เรียกว่า “BCG” (Bio-Circular-Green Economy) หรือโมเดลเศรษฐกิจ เศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว

เรียบเรียงจากเวทีเสวนา “การประชุม APEC กับข้อท้าทายประชาคมโลก”  เมื่อ 21 ตุลาคม 2565 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ จัดโดย มูลนิธิหมอเสม พริ้งพวงแก้ว ร่วมกับ องค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) สถาบันสังคมประชาธิปไตย และเครือข่ายภาคประชาชน

(ภาพ : Thailand Business News)

เป็นไปในทิศ “รับใช้ผู้กำหนดยุทธศาสตร์”

กรรณิการ์ กิจติเวชกุล รองประธานกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch) 

กรรณิการ์ กิจติเวชกุล (ภาพ : Prachachat)

“กระทรวงการต่างประเทศก็มีการโฆษณาว่าการประชุมเอเปคครั้งนี้ หัวใจของมันก็คือ Open, Connect, Balance (เปิดกว้างสร้างสัมพันธ์ เชื่อมโยงกัน สู่สมดุล) ในประเทศไทยก็มีการประกาศเป้าหมายกรุงเทพ “Bangkok go on BCG Economy”

คำโฆษณาการประชุมในครั้งนี้คือ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ทุกภาคส่วนในสังคม ส่งเสริมการเจริญเติบโตที่เน้นสร้างความสมดุลในทุก ๆ ด้าน มากกว่าการสร้างกำไร และการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม 

โดยประเทศไทยก็จะชูประเด็น Bio-Circular-Green Economy model (โมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน เศรษฐกิจสีเขียว) หรือ BCG มาเป็นแนวคิดหลักในการขับเคลื่อน

แต่ APEC ไม่เคยแสดงว่าเป็นพื้นที่สำหรับการค้าที่เป็นธรรมหรือว่าการค้าและการพัฒนาที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ที่เราพูดแบบนี้เพราะว่าที่ผ่านมาเอเปคเป็นแบบนี้จริง ๆ เอเปคคำนึงถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมน้อย ไม่เคยเป็น agenda (วาระ)

แล้วถ้าจะถามว่าใครเป็นคนวางวาระหลักของเอเปค คนวางก็คือ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจเอเปค (APEC Busness Advisory Council : ABAC) ที่เป็นคนเสนอ agenda เข้ามา 

ซึ่งไม่ใช่ภาคประชาชนแต่เป็นภาคธุรกิจ เป็นตัวแทนจากกลุ่มทุนจากประเทศและเขตเศรษฐกิจต่าง ๆ แห่งละ 3 คน สำหรับประเทศไทยก็แน่นอนว่าจะต้องเป็น คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน กกร. (คณะกรรมการร่วมสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย)

BCG ตรงนี้ความหมายของเค้ากับของเราอาจจะไม่เหมือนกัน เราคิดถึงโมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน เศรษฐกิจสีเขียว หลักการที่สวยหรูดูดี 

แต่อะไรที่เป็นรูปธรรมต้องไปดูร่างแผนปฏิบัติการขับเคลื่อน BCG ซึ่งร่างแผนปฏิบัติการนี้เรียกว่า BCG model ปี 2564-2570 รวมวงเงินประมาณ 4 หมื่นกว่าล้านบาท ได้รับการนำเสนออกมากเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2565 บอก 4 ยุทธศาสตร์สำคัญ 

ยุทธศาสตร์ที่ 1 การสร้างความยั่งยืนของฐานทรัพยากร ความหลากหลายทางชีวภาพ และวัฒนธรรมด้วยการจัดสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และการใช้ประโยชน์ มีตัวชี้วัด

ยุทธศาสตร์ที่ 2 การพัฒนาชุมชนและเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็งด้วยทุนทรัพยากร อัตลักษณ์ ความคิดสร้างสรรค์ และเทคโนโลยีสมัยใหม่

ยุทธศาสตร์ที่ 3 การยกระดับการพัฒนาอุตสาหกรรมภายใต้เศรษฐกิจ BCG ให้สามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน

ยุทธศาสตร์ที่ 4 การเสริมสร้างความสามารถในการตอบสนองต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก

แล้วคำถามก็คือว่าใครกำหนดยุทธศาสตร์นี้ ผู้บริหาร BCG มีแต่บริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งนั้นเลย มีนายกฯ เป็นประธาน รัฐมนตรีกระทรวงต่าง ๆ เป็นกรรมการ มีเลขาสภาพัฒน์ เลขา BOI (เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน) ที่เหลือส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจทั้งสิ้น

ในส่วนของคณะทำงานขับเคลื่อนพัฒนาเศรษฐกิจก็มี อิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการ กลุ่มมิตรผล เป็นประธานอนุกรรมการ บริษัทเกษตรไทย เจริญโภคภัณฑ์ ไทยเบฟเวอเรจ ไทยยูเนี่ยน เบทาโกร ปตท. (การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย) ปูนซีเมนต์ไทย (scg)

นอกจากนั้นยังมี BCG สาขาอาหารด้วย ธีรพงศ์ จันศิริ ประธานกรรมการ บริษัท ไทยยูเนี่ยน ซีฟู้ด จำกัด มีสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มีสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) มีสถาบันอาหาร สภาอุตสาหกรรมกลุ่มอาหาร มีเจริญโภคภัณฑ์ ไทยเบฟเวอเรจ น้ำตาลมิตรผล เบทาโกร scg (ปูนซิเมนต์ไทย) พวกนี้คือคนที่เสนอ agenda และกำกับยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ในแผนปฏิบัติการ

ซึ่งในตอนรัฐประหารเมื่อปี 57 มีการตั้งคณะทำงานต่าง ๆ ที่เรียกว่าคณะทำงานประชารัฐ ร่วมกับประยุทธ์ จันทร์โอชา แล้วก็คณะทำงานเหล่านี้เป็นคนที่นำเสนอ agenda (วาระ) ที่เป็น deregulation (การเพิกถอนกฎระเบียบ) หลายเรื่องมาก ถ้าเราดูเฉพาะแค่เรื่องอาหารในปีนั้น 

ในเรื่องของฉลากอาหารหลายเรื่องต้องมีผลบังคับใช้ เช่น การใส่ชื่อสารที่ทำให้เกิดอาการแพ้ สีที่ทำให้เกิดอาการแพ้ไว้บนฉลาก ที่อีกไม่กี่เดือนหลังรัฐประหารจะมีผลบังคับใช้ แต่ปรากฏว่าคณะทำงานเกี่ยวกับอาหารนี้เสนอให้รัฐบาลรัฐประหารเลื่อนการออกบังคับใช้ไปก่อน เพราะว่าเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้กับกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร

ภาคประชาสังคมไปเจอเอกสารในการข้อเสนอนี้เข้า แค่เรื่องนี้เรื่องเดียวเราก็บอกได้แล้วว่ามันเป็นหายนะ เพราะในสิทธิของผู้บริโภค คุณต้องการปิดหูปิดตาประชาชน แล้วคนที่แพ้จะเกิดผลกระทบอะไรบ้าง แต่คุณบอกให้เลื่อนการบังคับใช้ไปก่อน 

มีหลายเรื่องที่คณะทำงานชุดนี้เสนอออก มีหลายเรื่องที่เราจับทัน แต่ก็มีหลายเรื่องที่ไม่ทัน เรื่องที่ไม่ทันก็อย่างเช่น พรบ. โรงงานฯ ที่ถูกแก้ไขให้ตอนนี้ไม่ต้องมีการต่ออายุโรงงานหลายโรงงาน หลายโรงงานอยู่ในข่ายที่ไม่ต้องขออนุญาติด้วยซ้ำ

แล้วถ้าย้อนไปดูว่าคณะทำงานประชารัฐว่ามาจากตัวแทนของกลุ่มใดบ้าง ซึ่งใน BCG ก็จะมีชุดคล้าย ๆ กับคณะทำงานประชารัฐ ก็คือจะมีภาคเอกชน 73 คน ภาคเอกชนที่ใหญ่ที่สุด ทุกชุดก็จะมี cp เครือเจริญโภคภัณฑ์ scg (ปูนซิเมนต์ไทย) สมาคมค้าปลีก ไทยเบฟเวอเรจ น้ำตาลมิตรผล ปตท. และตัวแทนกลุ่มแบงค์ (ธนาคาร)

ในการแก้ไขกฎหมาย แก้ไขประกาศต่าง ๆ ที่ผ่านจากข้อเสนอของกลุ่มคณะกรรมการประชารัฐทั้ง 12 คณะ เราจะรู้เลยว่าในช่วงเกือบทศวรรศที่ผ่านมา ประเทศไทยทำให้กฎระเบียบต่าง ๆ ที่คุ้มครองประชาชน คุ้มครองสิ่งแวดล้อม คุ้มครองสังคมอ่อนด้อยไปขนาดไหน 

นี่ก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่อะไรคือสิ่งที่ชัดที่สุด ที่ซ่อนอยู่ในยุทธศาสตร์ BCG ที่คณะกรรมการประชารัฐผลักดัน

ยุทธศาสตร์นี้ก็คือการปลดล็อกกฏหมายเพื่อความสะดวกของบริษัทเอกชนทั้งหลาย เช่น การผลักดันให้มีการปลูกพืช GMO ในระดับไร่นา, การคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ เพื่อถ้าเค้าเอาไปปรับปรุงพันธุ์ไว้เค้าสามารถยึดพันธุ์นั้นได้เลย, แยกประเภทอุตสาหกรรมชีวภาพออกจากเคมีพันธ์ ที่อนุญาตให้นำกากอุตสาหกรรมมาใช้ใหม่

คุณพูดถึงเรื่องชยะ แต่กลายเป็นว่าขยะในความหมายของคนที่ต้องการทำธุรกิจคือการเอาขยะมาจัดการ แต่ว่าเวลาเอาขยะมาจัดการ คุณอาจจะเอามาจัดการได้แค่นิดเดียว แต่ขยะที่เหลือคือส่วนที่ทิ้ง เหมือนที่ไทยไปเซ็นรับขยะเข้ามา ตอนนี้ เราอาจจะสามารถพูดได้เลยนะว่า ไทยแลนด์แดนถังขยะโลก

นอกจากนั้นก็มีเรื่องปลดล็อกข้อจำกัดในการซื้อขายไฟฟ้าที่เอื้อต่ออุตสาหกรรมไฟฟ้า อุตสาหกรรมโรงไฟฟ้าชีวมวล แต่ประชาชนที่ติดแผงโซลาร์เซลล์อาจจะไม่ได้ประโยชน์จากจุดนี้ 

และยังมีเรื่องที่อนุญาตให้เอกชนปลูกป่าในพื้นที่ของรัฐได้ เรื่องตลาดคาร์บอนเครดิตที่เพิ่งเปิดไปเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มันถูกวิพากย์วิจารย์มาตลอดทศวรรศที่ผ่านมา ว่ามันไปสนับสนุนให้ประเทศที่รวยปล่อยคาร์บอนทำลายโลกมาก ไม่ต้องทำอะไรแต่ใช้เงินซื้อไปให้ประเทศจนกว่า แต่มันไม่ใช่แค่นั้น มันยังมีเรื่องการไปแย่งยึดที่ดิน ไปไล่คนออกจากพื้นที่ที่เค้าอยู่ ซึ่งนี่ก็เห็นได้ชัดเจนทีเดียวในยุทธศาสตร์นี้ 

เราไม่เห็นเลยในร่างยุทธศาสตร์นี้ที่พูดถึงเกษตรอินทรีย์ พูดถึงประชาชนคนเล็กคนน้อยในการร่วมที่จะผลักดันประโยชน์จากโมเดล BCG แบบนี้บ้าง ทั้งที่จริง ๆ แล้วประชาชนคนเล็กคนน้อยต่างหากที่ทำ BCG อยู่ แต่สุดท้ายเราจะเห็นการส่งเสริมให้เอกชนไปปลูกป่าในที่ดินสาธารณะ จะเห็นการเอาชุมชนที่ทำเกษตรตามวิถีวัฒนธรรมออกจากพื้นที่ดั้งเดิม

สิ่งที่เราอยากจะบอกสุดท้ายก็คือถ้าเราไม่เท่าทันสิ่งที่รัฐกำลังจะบอก โฆษณาผ่านเอเปค agenda ที่กลุ่มทุนใหญ่เนี่ยกำลังใช้อย่างเข้มข้น กลุ่มทุนใหญ่บ้านเราไม่เคยเปลี่ยนแปลง ถ้าเราไม่เท่าทันเราก็จะตรวจสอบพวกเค้าน้อยลง สุดท้ายเอเปค หรือ BCG เนี่ยในมุมมองของเราก็คือเวทีการค้าเสรีที่อ้างการสร้างเสริมเศรษฐกิจสีเขียวเพื่อกลุ่มทุนขนาดใหญ่ทั้งระหว่างชาติ และในชาติ” กรรณิการ์กล่าว

“จำเป็นต้องมี ทำเท่าที่สามารถ” 

สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี  นักวิจัย วิทยาลัยนานาชาติปรีดีพนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี (ภาพ : The Momentum)

“ผมพบว่าการประชุมระดับโลกหรือระดับภูมิภาคก็ดี ถูกใช้ประโยชน์ในแง่ที่ว่า เค้าจะทำสิ่งนั้นอยู่แล้ว แล้วนำเรื่องนี้ไปนำเสนอในเวทีขนาดใหญ่ เพื่อให้กองประชุมระดับโลก endorse (รับรอง) แล้วก็จะกลับมาบอกกับประชาชนว่าเห็นไหม ทั่วโลกเค้าก็ทำกันแบบนี้ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องอยู่แบบนี้ เพราะเค้าก็อยู่กับแบบนี้

เอเปคมันไม่ได้เกิดมาเพื่อสร้างกลุ่มทางเศรษฐกิจ เอเปคมันเกิดมาในวัตถุประสงค์ที่ว่าเป็นที่นั่งคุยกัน เรียกว่า consultative forum (เวทีสำหรับปรึกษาหารือ) หมายความว่ามาปรึกษาหารือกันว่า เราจะผลักดัน agenda ของการพัฒนาปัญหาโลก การค้าโลก การลงทุนโลก การเงินโลกอย่างไร ไม่ใช่การพยายามรวมกลุ่มแบบการเขตค้าเสรี ซึ่งเค้าก็มีการพยายาม เหมือนกันแต่คงทำไม่ได้หรอก

สาเหตุที่เรียกว่าเขตเศรษฐกิจไม่เรียกว่าประเทศ เพราะสมาชิกบางรายไม่มีสภาพเป็นประเทศ หรืออยากเป็นประเทศแต่ไม่มีใครรับประกันให้เป็นประเทศ ไต้หวันถือว่าตัวเองมีสภาพเป็นประเทศมากกว่าแต่ว่าจีนไม่ยอมรับ ฮ่องกงในเวลาที่เข้าเอเปคยังเป็นส่วนหนึ่งของอังกฤษอยู่ จีนทั้ง 3 ประเทศเข้ามานั่งร่วมกันในเอเปคพร้อมกับ 3 แนวคิด 3 agenda เพราะฉะนั้นเอเปคไม่สามารถเอาการเมืองมาพูดได้

และที่สำคัญเรื่องสิ่งแวดล้อมก็ไม่เคยถูกเอามาพูดอย่างจริงจังในเอเปคเลย

สำหรับเอเปคปีนี้ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ไทยก็พยายามจะหาว่าจะทำอย่างไรดีกับการเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้ เนื่องจากก็รับมาแล้ว เอเปคปัจจุบันนี้กำลังเสนออะไร และกำลังจะผลักดันอะไร การประชุมเอเปคถ้าเราเอามาพูดกันวันนี้ ผมพูดตรงไปตรงมาว่าค่อนข้างจะสายไปแล้วละ แผนการต่าง ๆ เค้าก็ได้คิดกันเอาไว้แล้วว่าจะเสนออะไร

แต่สิ่งที่คิดว่าเป็นสาระสำคัญที่รัฐบาลไทยอยากนำเสนอก็มี 2 เรื่อง อย่างแรกเลยก็คือเรื่องโควิด แต่โควิดมันก็ต่อเนื่องมาตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว เพราะฉะนั้นครั้งก่อน ๆ ก็มีการพูดถึงปัญหานี้กันไปแล้ว เพราะฉะนั้นเรื่องโควิดก็อาจจะดูไม่ค่อย attractive (ดึงดูดใจ) เท่าไหร่ในการประชุมเอเปค

เพราะฉะนั้นสิ่งที่ไทยจะผลักดันก็คือ BCG แต่ผมเข้าไปดูสิ่งที่เค้าพยายามจะผลักดันแล้ว มันยังไม่เข้าไปสู่ในระดับที่ว่าลึกซักเท่าไหร่หรอก BCG ที่ไทยเสนอมา

แต่การประชุมรอบที่ผมคิดว่ามันเข้าไปลึกมากเนี่ยก็คือการประชุม รมต. ป่าไม้ที่เชียงใหม่ ซึ่งผมเข้าไปดู statement (ถ้อยแถลง) ของคุณท็อป วราวุธ แกก็พูดถึงอันนี้คำเดียวว่า ประเทศไทยผลักดันให้แนวคิดโมเดลเศรษฐกิจแบบ BCG เนี่ยสามารถใช้เพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด พูดแค่นี้แหละครับ ไม่มี action (การกระทำ) อะไรตามมา

อีกครั้งใน พ.ค. ที่กรุงเทพฯ รมต.กระทรวงพาณิชย์ statement คุณจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ที่ออกหลังประชุมกล่าวว่า ประเทศไทยสนับสนุนให้มีการร่างแถลงการแยก bangkok decoration on BCG ขึ้นมาอีกฉบับหนึ่งต่างหาก ในความหมายของผมการมี statement อะไรอย่างนี้ออกมามันแปลว่ามันยัดไม่เข้าอะไรที่มันอยู่ในวงเดิม ทำไมมันยัดไม่เข้าการประชุมเมื่อวาน (20 ต.ค. 2565) ของรมต.คลังฯ มันบอกเราทุกอย่าง

เหตุที่มันยัดไม่เข้าเพราะว่าการประชุมเอเปคได้ทำเอเปควิชั่น 2040 เมื่อปี 2020 ที่มาเลเซีย วิชั่นนั้นบอกว่า เราจะ go on free trade (การค้าเสรี) ในเอเชียแปซิฟิค ต่อมา เราจะทำ innovation (นวัตกรรม) และ Digitalization (การเอาข้อมูลดิจิทัลมาช่วยให้การทำงานง่ายขึ้น) ในเอเชียแปซิฟิค อันที่สาม เราจะทำให้เศรษฐกิจของเราเข้มแข็งสมดุล และยืดหยุ่นคงทน ซึ่งทั้งหมดถูกพูดถึงไปแล้วใน วิชั่น 2040 

พอมาถึงกรุงเทพมันไม่มีอะไรแล้วให้พูด เพราะฉะนั้นเราก็เลยทำ BCG ของเราเป็น statement แยก ซึ่งมันก็จะมีสถานะเป็นอะไรที่อยู่ข้าง ๆ มันอาจจะถูกหยิบขึ้นมาก็ได้ ซึ่งมันคงถูกหยิบแน่เพราะไทยเป็นเจ้าภาพ

ผมคิดว่าเราควรจะดีเบตเรื่อง BCG หาผลิตภัณฑ์ของ BCG มานำเสนอ หรือเราจะฟ้องผู้นำโลกว่าบางสิ่งที่บางอย่างที่พวกท่านคุยกันเนี่ยมันกระทบกระเทือนต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนโดยทั่วไป” สุภลักษณ์กล่าว

“ไร้แววแก้ที่ต้นเหตุ-เหล้าเก่าในขวดใหม่”

วนัน เพิ่มพิบูลย์ ผู้อำนวยการองค์กร Climate Watch Thailand

วนัน เพิ่มพิบูลย์ (ภาพ : คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย)

“สิ่งที่ทำให้เกิดภาวะโลกรวน วิทยาศาสตร์บอกเราแล้วว่ามันไม่ใช่เรื่องธรรมชาติ สิ่งที่มันเกิดขึ้นก็คือการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์อย่างมโหฬาร และเรายังรู้ได้ด้วยว่ามันเกิดขึ้น ณ ตั้งแต่ตอนไหน เรารู้ว่าปริมาณที่มันเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มันเกิดขึ้นจากหลังยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ที่ทั้งโลกเอาถ่านหิน เชื้อเพลิงฟอสซิลมาใช้เผาจนเกิดคาร์บอนไดออกไซต์

แล้วใครที่เป็นคนทำให้เกิดโลกร้อน เพราะคาร์บอนฯในธรรมชาติมีอยู่ไม่เท่าไหร่ ใครละเป็นคนที่ทำให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์มันเพิ่มขึ้น และเรารู้ด้วยว่าคือใคร

คนทำก็คือ ประเทศพัฒนาแล้วที่โหมใช้ตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม และก่อนหน้านั้นในยุคล่าอาณานิคม จนตัวเองพัฒนามาได้ขนาดนี้ นอกจากนี้ก็มีกลุ่มทุนขนาดใหญ่ด้วย โดยเฉพาะกลุ่มทุนที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน และกลุ่มทุนอื่น ๆ เช่น กลุ่มทุนปูนซีเมนต์ที่ต้องมีการใช้เชื้อเพลิง ใช้ถ่านหินเยอะ

แล้วตอนนี้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกตอนนี้สูงกว่ายุคปฏิวัติอุตสาหกรรม 1.1 องศาเซลเซียส ถ้ามองแค่ตัวเลขมันอาจจะดูไม่แตกต่าง แต่ในภาพรวมแม้เพิ่มขึ้นเพียง 1 องศาก็ทำใ้ห้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อระบบบนโลกแล้ว

ผลกระทบก็จะเกิดขึ้นกับกลุ่มไหนก็ตามที่ต้องใช้ชีวิตพึ่งพิงกับสภาพอากาศบนโลก สำหรับกลุ่มประเทศทางเหนือที่ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ที่มีการโหมใช้เชื้อเพลิงที่เป็นฟอสซิลที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งในอดีตและปัจจุบันก็ยังคงเดินหน้าทำต่อไป 

แต่ในขณะที่ซีกโลกใต้ หรือกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่ปล่อย (คาร์บอนไดออกไซต์) น้อย กลับเป็นประเทศที่เกิดผลกระทบมหาศาลมาก คนปล่อยปล่อยเยอะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้โลกร้อน แต่ร่ำรวยมามากแล้ว ทำให้มีศักยภาพที่จะรับมือกับโลกร้อน ในขณะที่กลุ่มประเทศเล็ก ๆ ปล่อยน้อย แต่กลับได้รับผลกระทบมหาศาล 

เรารู้แล้วว่าใครเป็นคนทำ เพราะฉะนั้นคนที่ทำต้องแสดงความรับผิดชอบ เป็นหลักการในอนุสัญญาเรื่องโลกร้อน สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือการจะปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางพลังงานต้องใช้เงินมหาศาล ต้องมีการให้เงินอุดหนุนจากประเทศพัฒนาแล้วให้ประเทศกำลังพัฒนา ในการปรับเปลี่ยนเรื่องโครงสร้างพื้นฐานทางด้านพลังงาน และการปรับตัว แต่เงินนี้ยังไม่มา, ไม่ให้, ให้น้อยและไม่รักษาสัญญา นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจากการเจรจาแต่ละครั้ง

ในความยากลำบากของกลุ่มต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากโลกร้อน ก็มีกลุ่มคนบางกลุ่มเหมือนกันที่มองเห็นโอกาสในการทำกำไร ซึ่งหนึ่งในนั้นก็เป็น BCG, ตลาดซื้อขายคาร์บอน, net zero ปล่อยคาร์บอน 50 แล้วไปหาวิธีลด 50  เช่น หาพื้นที่ป่าดูดซับ

คำถามก็คือคนที่ปล่อยจะมีความพยายามลดการปล่อยไหม ในเมื่อสามารถหาวิธีอื่นในการทำให้มันเป็นศูนย์ได้

การแก้ปัญหาที่ง่ายและตรงไปตรงมีที่สุดคืออะไรรู้ไหม ถ้าคุณปล่อยเยอะคุณก็ยุติการปล่อย ถ้าคุณอยากจะใช้อีกคุณก็ไปใช้รูปแบบอื่นที่มันปล่อยน้อย ไม่ใช่เป็นการถ่ายโอนหรือถ่ายเท หรือไปสร้างพื้นที่ตรงอื่นเพื่อไปดูดซับสิ่งที่คุณปล่อย

เพราะฉะนั้นเรามองเห็นว่ากลุ่มธุรกิจ พยายามที่จะรักษาพื้นที่อยู่ ในขณะที่พยายามสร้างภาพลักษณ์ให้ดูว่าตัวเองรักษาสิ่งแวดล้อม ตัวเองดูแลเรื่องโลก ดูแลเรื่องสภาพอากาศ มันเลยออกมาเป็นรูปแบบนี้ทั้งเรื่อง net zero, carbon neutrality เรื่องเหล่านี้ที่แหละที่มันผิด

มันไม่เคยพูดถึงการแก้ปัญหาที่ตรงจุด การแก้ปัญหาเชิงระบบเลย

มันไม่ใช่ทุกคนที่ควรรักษาโลกใบนี้ ความแตกต่างมันต้องควรหยิบยกขึ้นมาพูดด้วย ใครเป็นคนทำลายมาก เราต้องบังคับให้เค้ารับผิดชอบมาก ทำน้อยรับผิดชอบน้อย ความแตกต่างเหล่านี้ไม่เคยถูกยกมาพูดในสังคมอย่างแพร่หลาย

มันเลยถูกพูดออกมาแค่ว่า ถ้าทำ BCG มันอาจจะดีก็ได้ ทำอย่างไรให้ BCG เนี่ยภาคประชาชนได้ประโยชน์ด้วย 

ซึ่งขณะนี้มีการถกเถียงกันเรื่องนี้มาก ถ้าประชาชนได้ประโยชน์ถึงแม้จะเป็นวิธีการที่ผิด มันควรจะใช่ไหม คาร์บอนเครดิตมันผิดตั้งแต่ต้น แต่ถ้าคุณบอกว่าชุมชนจะได้ประโยชน์จากการซื้อขายคาร์บอนฯ ควรจะเดินหน้าต่อไหม ทั้ง ๆ ที่จริงมันไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นตอ

ถ้าชุมชนเข้าไปร่วมใน BCG แล้วชุมชนได้ประโยชน์จริง มันควรจะเป็นสิ่งที่สนับสนุนไหมสำหรับภาคประชาสังคม?

การแก้ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาที่ตัวระบบเลย ยกตัวอย่างเช่นพลังงานหมุนเวียน โซลาร์เซลล์ พลังงานลม ที่หลายฝ่ายอยากให้มีมากขึ้น แต่ที่จริงกลุ่มที่ลงทุนในพลังงานหมุนเวียนในปัจจุบันก็คือกลุ่มทุน กลุ่มธุรกิจเดิม ๆ ที่ลงทุนในอุตสาหกรรมฟอสซิล

เพราะฉะนั้นโครงสร้างระบบแบบนี้มันไม่เปลี่ยน โลกมันจะเป็นเหมือนเดิม คุณแค่เปลี่ยนวาทกรรมใหม่ แต่กลุ่มทุนเจ้าเดิม 

ถ้าคุณเข้าไปใน 7-11 คุณจะเจอเค้าขาย plant-based meat (เนื้อสัตว์เทียมที่ผลิตจากส่วนผสมที่มาจากพืชหรือส่วนผสมอื่นๆ ที่ไม่ใช่เนื้อสัตว์) ที่ดูเป็นทางออกเพราะไม่มีการเลี้ยงสัตว์ ไม่มีการปล่อยก๊าซมีเทน แต่กลุ่มทุนก็ยังเป็นกลุ่มเดิม โครงสร้างมันเลยยังไม่เปลี่ยน

เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นทางเลือกแบบไหน จะบอกว่าชุมชนและกลุ่มคนกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยได้ประโยชน์ แต่มันก็ไม่ได้ไปแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอยู่ดี มันไม่นำไปสู่การกระจายอำนาจ กระจายความมั่งคั่งไปสู่ส่วนอื่น ๆ 

เอเปคที่จะเกิดขึ้นก็คือจะมีการพูดคุยว่าจะทำยังไงภาคพลังงานถึงจะมีภาคีหรือความเป็นพันธมิตรร่วมกันในการเดินหน้าเรื่องพลังงานหมุนเวียน ดูเป็นเรื่องดีนะ แต่ก็ยังเป็นกลุ่มทุนใหญ่กลุ่มเดิมอีกแล้ว เราก็แค่เปลี่ยนจากถ่านหินไปเป็นตัวอื่น”

นอกจากเอเปคแล้วก็ยังมี COP27 ที่ก็คงจะไม่มีการพูดถึงการกระจายความมั่งคั่ง การกระจายตัวไปสู่คนกลุ่มอื่น ๆ เหมือนที่ผ่านมา” วนัน กล่าว