“ต้องสนไหม ใครต้องสน” ชีวิตหมูชีวิตไก่ ก่อนอยู่ในจานอาหารเรา?

“เป็นไปได้ไหม ที่เนื้อสัตว์ในจานอาหารที่เราส่วนใหญ่กินกันอยู่ทุกวัน จะเป็นผลผลิตจากฟาร์มอุตสาหกรรมที่เลี้ยงโดยใส่ใจและให้ความสำคัญเรื่องสวัสดิภาพสัตว์ และอย่างไร?” 

บทสนทนาประเด็นร้อนจี้ด ว่าด้วย “ทำไมเราต้องแคร์ ชีวิตหมูชีวิตไก่(ที่เรากินอยู่ทุกวัน)” ระหว่าง 3 เซเลบผู้สนใจ-ใส่ใจโลกและสิ่งแวดล้อม : “มารีญา พูนเลิศลาภ” ทูตพิทักษ์สัตว์ประจำองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก “ทรงกลด บางยี่ขัน” บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร The Cloud และ “ธนบูรณ์ สมบูรณ์” ผู้ก่อตั้ง Greenery 

นราวิชญ์ เชาวน์ดี ผู้สื่อข่าว GreenNews รายงาน 

จากซ้าย มารีญา พูนเลิศลาภ, ทรงกลด บางยี่ขัน, ธนบูรณ์ สมบูรณ์, เหมือนดาว คงวรรณรัตน์ (ภาพ : World Animal Protection Thailand)

ความเป็นไปได้ ในมุมผู้บริโภค

“สุขภาพสัตว์ สุขภาพคน สิ่งแวดล้อมมันเกี่ยวเนื่องกันหมด การเปลี่ยนแปลงตรงนี้ต้องการการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ซึ่งผู้บริโภคก็เป็นหนึ่งในนั้น และก็ถือว่าเป็นฟันเฟืองสำคัญเช่นเดียวกัน 

ผู้บริโภคก็มีสิทธิที่จะตั้งคำถามถึงที่มาของอาหาร เรียกร้องอาหารที่ดีจากบริษัทผู้ผลิต ถ้าเราคิดว่าควรมีตัวเลือกที่ดีกว่าเดิม เราก็ตั้งคำถามตรงนี้ได้” 

เหมือนดาว คงวรรณรัตน์ ผู้จัดการโครงการสัตว์ฟาร์มองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก กล่าวในเวทีสนทนา “ทำไมเราต้องแคร์ ชีวิตหมูชีวิตไก่?” ในวันแรกของงาน “Happy Meat Happy Me สัตว์อยู่ดี คนอยู่ได้” ซึ่งจัดโดย องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศไทย (World Animal Protection Thailand) ณ สามย่านมิตรทาวน์ กรุงเทพฯ ช่วงบ่ายวานนี้ (20 ต.ค. 2565)

“ถ้าเรามีทางเลือก ในมุมผู้บริโภคก็อยากเลือกซื้อเนื้อสัตว์จากฟาร์มที่เลี้ยงให้มันเดินสบาย ให้กินอาหารที่พอดีไม่มากเกินไป แทนที่จะเลือกจากฟาร์มที่เลี้ยงอัดอยู่ในกรงแล้วก็เร่งให้มันโตเร็ว ๆ” ธนบูรณ์ สมบูรณ์ ผู้ก่อตั้ง Greenery กล่าว 

“กับคนจำนวนมากในประเทศที่ไม่อาจเข้าถึงได้ละจะทำยังไง ควรจะแคร์คนหรือสัตว์มากกว่ากัน 

ผมได้คำตอบตอนไปทัวร์กระทรวงเกษตรที่อเมริกา มีเจ้าหน้าที่จากกระทรวง 2 คน คนหนึ่งมาจากหน่วยงาน ชื่อ GMO ส่วนอีกคนมาจากทางด้าน Organic หน่วยงาน GMO มีหน้าที่ทำให้คนส่วนมากสามารถเข้าถึงอาหารได้ในราคาถูก หลังจากนั้นพอพบว่าการผลิตแบบอุตสาหกรรมจำนวนมาก ๆ มันสร้างปัญหา มีสารพิษตกค้างอะไรต่าง ๆ มากมาย ก็เลยมีหน่วยงานเกี่ยวกับ Organic ขึ้นมาดูแลแก้ปัญหาอีกทีหนึ่ง 2 หน่วยงานนี้ไม่มีใครสำคัญมากกว่าใคร เพราะทำงานคนละด้านกัน 

ถ้าคุณไม่มีอะไรจะกินกำลังอดตาย ก็ต้องคิดถึงตัวเองเป็นหลักไปก่อน แต่ถ้าคุณหลุดพ้นจุดนั้นไปแล้วสามารถเลือกได้ เราก็อาจจะเลือกที่จะมีชีวิตอยู่อย่างสง่างามโดยการลดการเบียดเบียนชีวิตอื่นได้

ถ้าคุณเป็นผู้บริโภค ก็เลือกซื้อเลือกอุดหนุนแบนด์ที่เลี้ยงดูอย่างดีก็แค่นั้น ส่วนถ้าอยากให้ไปไกลกว่านั้น ลองเลี้ยงไก่เองเลยครับ เหมือนกับที่ผมกำลังสนใจ” ทรงกลด บางยี่ขัน บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร The Cloud กล่าวในเวที 

มารีญา พูนเลิศลาภ ทูตพิทักษ์สัตว์ประจำองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก กล่าวถึงการหันมาสนใจเกี่ยวกับสวัสดิภาพสัตว์ว่า พอเรารู้ว่าสิ่งมีชีวิตมีความรู้สึก สามารถเจ็บป่วยได้ถ้าถูกกระทำ มีชีวิต มีสังคม ทำให้มารีญาคิดว่าทำไมเราต้องทำให้สัตว์เหล่านี้ทรมานเพื่อจะมาเป็นอาหารในที่สุด 

“ในฐานะผู้บริโภคคนหนึ่ง เราก็มีสิทธิมีเสียงที่จะผลักดันให้บริษัทต่าง ๆ ที่เราซื้อ จากที่เราใช้เงินของเราเป็นการโหวต เราก็สามารถขอความโปร่งใสของเค้าได้ พอถึงจุดนั้นที่เรารู้ความจริง เราก็จะสามารถตัดสินใจที่จะสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนได้” มารีญากล่าว

“ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเรามีตัวเลือกมากขึ้น แค่ผู้บริโภคเลือกเท่านั้นเอง  ถ้าเราเข้าไปดูในนิทรรศการจะบอกว่า 2 ใน 3 ของสัตว์ถูกเลี้ยงอย่างทรมาน แสดงว่าเราเหลืออีก 33 เปอร์เซ็นเลยนะให้เราเลือก

ตอนนี้เรามีประเด็นที่ต้องกังวล สนใจเยอะมาก ทั้งเรื่องคาร์บอน แรงงานที่เป็นธรรม สวัสดิภาพสัตว์ ใครกังวลเรื่องไหนก็ดูแลเรื่องนั้นไป ถ้าคุณพร้อมเรื่องไหนก็ทำเรื่องนั้น เพราะโลกเราก็มีปัญหาเยอะมาก ก็แบ่งกันดูแลไป” ธนบูรณ์ กล่าวเพิ่มเติม

(ภาพ : GreenNews)

ความเป็นไปได้ กับบทบาทภาคธุรกิจ

“ภาคธุรกิจก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญมาก ๆ ส่วนที่เป็นอุตสาหกรรมอาหารก็จะเกี่ยวข้องกับบริษัทใหญ่ ๆ ที่มีพาวเวอร์ (อำนาจ)เยอะ สเกล (ขนาด) ใหญ่มากที่ทำให้ไทยสามารถเป็นผู้เล่นอันดับต้น ๆ ในการส่งออกผลิตภัณฑ์จากไก่ 

ซึ่งถ้าบริษัทเหล่านี้สามารถปรับนโยบายเกี่ยวกับสวัสดิภาพสัตว์ให้ดีขึ้นได้ ก็จะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงในสเกลที่ใหญ่มาก และทำให้สัตว์หลายหมื่นล้านตัวเนี่ย มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้” ผู้จัดการโครงการสัตว์ฟาร์มองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกกล่าว

สำหรับทางฝั่งนักลงทุน นักธุรกิจหรือเจ้าของกิจการ ทรงกลดกล่าวว่า ควรจะลงทุนในสิ่งที่เป็นอนาคต มนุษย์เริ่มมองตัวเองน้อย ๆ ลงเรื่อย ๆ มองคนรอบข้าง มองสิ่งต่าง ๆ เยอะขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งทั้งโลกกำลังจะเป็นแบบนี้ทั้งหมดในอนาคต การทำธุรกิจที่สนใจแต่ตัวเองก็อาจจะไม่ใช้คำตอบในอนาคต 

“ทุกอย่างที่มันแปะตราสีเขียว มันดูมีมูลค่าขึ้นมาทันที” ทรงกลดกล่าว

“ในอนาคตบริษัทอาจจะอยู่ไม่รอดถ้าไม่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม แต่มันอาจจะไม่เกิดขึ้นเลยถ้าผู้บริโภคเราไม่มีข้อมูล ข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญมาก การเลี้ยงไก่ เลี้ยงหมูในฟาร์มมีผลกระทบอย่างไรบ้าง ความโปร่งใสจากบริษัทต่าง ๆ จะช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงให้เร็วขึ้น” มารีญากล่าว 

(ภาพ : World Animal Protection Thailand)

ความเป็นไปได้ กับบทบาทภาครัฐ

“ส่วนสุดท้ายที่มีความสำคัญในการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับสวัสดิภาพสัตว์ก็คือ ภาครัฐ ที่จะต้องสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมปศุสัตว์มีสวัสดิภาพสัตว์ที่ดีขึ้น 

ซึ่งอาจจะมาในรูปเงินอุดหนุน เงินทุน การให้กู้ยืมเงิน เช่นให้ผู้ผลิตที่ใส่ใจในเรื่องสวัสดิภาพสัตว์ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน ให้กู้ยืมเงินนำไปลงทุนสร้างฟาร์มที่ทำให้สัตว์มีสวัสดิภาพที่ดี

นอกจากนั้นยังอาจจะต้องมีกฎหมายควบคุมมาตรฐานการเลี้ยงสัตว์ในฟาร์มที่ดีว่าควรจะเป็นอย่างไร ซึ่งในไทยก็อาจจะไม่มีกฎหมายส่วนนี้ชัดเจน” เหมือนดาวกล่าว

เกี่ยวกับการออกกฎหมายบรรณาธิการบริหาร นิตยสาร The Cloud ยกตัวอย่างกรณีที่รัฐบาลออกกฎหมายยกเลิกการใช้หลอดไฟแบบอ้วนให้มาใช้แบบผอม

“ไม่ต้องเลือกเลยว่าจะเอาหลอดอ้วนหรือหลอดผอม เพราะหลอดอ้วนไม่มีให้เลือกแล้ว 

ถ้าเคส (ในกรณี) เกี่ยวกับสวัสดิภาพสัตว์ ถ้าอยากให้สำเร็จลุล่วงก็ออกกฎหมาย การแก้กฎหมายก็อาจจะเป็นเรื่องที่เจ็บ แต่ก็จบเลย” ทรงกลดกล่าว

(ภาพ : GreenNews)