“3 เหตุผล” กฤษฏีกาควรขยายเวลารับฟังฯ ร่างกฏหมายสิ่งแวดล้อมฉบับใหม่

เปิด 3 ประเด็น “ความเห็นเบื้องต้น” ของ 4 องค์กรสิ่งแวดล้อม คือ มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม – EnLAW มูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH)  Greenpeace Thailand และ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ต่อเนื้อหาร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. … 

ส่วนหนึ่งของสาเหตุสำคัญของการยื่นสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาวานนี้ (7 ต.ค. 2565)”ให้มีการขยายเวลารับฟังความเห็นสาธารณะ-เปิดข้อมูลให้ครบ” ต่อร่างกฏหมายที่จะเป็นร่มใหญ่คลุมการจัดการสิ่งแวดล้อมไทยในทุกประเด็น แทบทุกมิติ หากผ่านออกมาบังคับใช้ 

 

(ภาพ : koratdaily.com)

1. การจัดทำอีไอเอ

“ความเห็นเบื้องต้นเกี่ยวกับเนื้อหาส่วนการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม

การนำคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 9/2559 ที่ออกโดยอาศัยมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 มากำหนดเป็นเนื้อหามาตรา 44 วรรค 4 

ซึ่งเป็นการลดทอนความสำคัญกระบวนการขั้นตอนการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและขัดต่อหลักการป้องกันไว้ก่อน (Precautionary Principle) และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 58 ที่กำหนดให้รัฐต้องดำเนินการให้มีการศึกษาและประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม  รวมถึงรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผู้มีส่วนได้เสียก่อน” 

(ภาพ : ประชาชาติธุรกิจ)

2. มาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อม-มลพิษ

“ความเห็นเบื้องต้นเกี่ยวกับเนื้อหาส่วนมาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อมและการควบคุมมลพิษ

  1. การปรับแก้วัตถุประสงค์ของการกำหนดมาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อม ตามมาตรา 33 จาก “เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม” เป็น “เพื่อเป็นเกณฑ์ทั่วไปสำหรับการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม” ซึ่งจะทำให้การกำหนดคุณภาพสิ่งแวดล้อมเป็นเพียงหลักเกณฑ์ที่มีขึ้นทั่วไป ไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของสิ่งแวดล้อมและคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ดีอย่างแท้จริง
  2. การกำหนดมาตรฐานควบคุมมลพิษจากแหล่งกำเนิด มีการตัดทิ้งส่วนที่กำหนดให้ “มาตรฐานควบคุมมลพิษจากแหล่งกำเนิดต้องสอดคล้องกับมาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่กำหนด” ทำให้การกำหนดมาตรฐานควบคุมมลพิษจากแหล่งกำเนิดเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการป้องกันและลดผลกระทบจากภาวะมลพิษเท่านั้น อาจทำให้ความผูกพันระหว่างค่ามาตรฐานแหล่งกำเนิดกับมาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อมไม่สอดคล้องกัน อีกทั้งยังไม่ผูกพันให้หน่วยงานต้องกำหนดค่ามาตรฐานควบคุมมลพิษจากแหล่งกำเนิดให้ไม่เกินค่าคุณภาพสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้มาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อมอาจแย่ลงและไม่แก้ปัญหามลพิษในระยะยาว
  3. การจัดทำทำเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ ที่กำหนดเป็น “ส่วนที่ 2 การป้องกันและควบคุมมลพิษจากแหล่งกำเนิด” ควรปรับปรุงให้เป็น “หมวด…. การจัดทำทำเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ”  ที่แยกเป็นการเฉพาะ เพื่อสามารถกำหนดข้อมูลรายละเอียดได้ชัดเจน นอกจากนี้ ร่างกฎหมายยังกำหนดเพียงว่า “รัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการควบคุมมลพิษมีอำนาจประกาศกำหนดประเภทของแหล่งกำเนิดมลพิษที่ต้องจัดทำทำเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ”  (มาตรา 60 (3)) เท่านั้น ไม่ได้กล่าวถึงการเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวแก่สาธารณะ อันเป็นเป้าประสงค์สำคัญในการจัดทำทำเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ ที่ต้องการให้ประชาชนได้เข้าถึงข้อมูลข่าวสารของการปลดปล่อยมลพิษจากแหล่งต่างๆ ทั้งภาครัฐ และเอกชน ต่างสามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ในการตัดสินใจดำเนินนโยบายทางสิ่งแวดล้อม หรือวิเคราะห์ความเสี่ยง และผลกระทบต่อสุขภาพ และสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นได้” 
(ภาพ : คพ.)

3. บทลงโทษ

“ความเห็นเบื้องต้นเกี่ยวกับเนื้อหาส่วนว่าด้วยบทกำหนดโทษ

  1. บทกำหนดโทษตามมาตรา 116 มีการกำหนดโทษที่สูง แต่อาจมีการตีความกระทบต่อสิทธิในการแสดงความคิดเห็นด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญฯหรือการป้องกันสิทธิตามครองธรรม ของประชาชนหรือชุมชนที่ได้รับหรืออาจได้รับผลกระทบจากโครงการ กิจการที่จะเกิดขึ้น หรือการที่กลุ่มชาวบ้านหรือองค์กรพัฒนาเอกชนรณรงค์ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม
  2. บทกำหนดว่าด้วยการยินยอมให้มีการเปรียบเทียบปรับตามมาตรา 131 ควรมีการเพิ่มเติมข้อบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดซ้ำ และความผิดนั้นส่งผลเสียหายร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อม ให้เจ้าพนักงานด้านสิ่งแวดล้อมและด้านสุขภาพ และประชาชนผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงคัดค้านและอุทธรณ์การเปรียบเทียบปรับของคณะกรรมการเปรียบเทียบ” คำอธิบายจาก 4 องค์กรสิ่งแวดล้อมที่ร่วมยื่น