เมื่อต้องพูดเรื่องชาติพันธุ์ ที่พรรคก้าวไกล

GreenJust : เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล

(ภาพ : เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล)

1. 

อีกครั้งที่ผมนั่งรถทัวร์เดินทางเข้ากรุงเทพฯ เป็นการเดินทางที่ใช้เวลาข้ามคืน ต้องนั่งรถจากตัวเมืองแม่ฮ่องสอนตั้งแต่สี่โมงเย็นและถึงจุดหมายที่กรุงเทพฯ แปดโมงเช้า ถือว่าเป็นการเดินทางเหนื่อยพอสมควร ทุกๆ ครั้งที่นั่งรถทัวร์เข้ากรุงเทพฯ ผมจำเป็นต้องซื้อตั๋วรถแบบ VIP เท่านั้น เพื่อว่าเมื่อไปถึงแล้วสามารถเข้าประชุมได้โดยไม่ง่วงและเพลียจนเกินไป 

ที่ต้องเข้ากรุงเทพฯ รอบนี้ เนื่องจากผมได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนเครือข่ายชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองพรรคก้าวไกล ไปร่วมงานสัมมนาใหญ่ของพรรคก้าวไกล เมื่อวันที่ 23-25 กันยายน 2565 ที่กรุงเทพฯ ซึ่งงานนี้มีตัวแทนคณะกรรมการจังหวัดของพรรคจากทั่วประเทศมาร่วมสัมมนา ในประเด็นเกี่ยวกับนโยบายและแนวทางการทำงานเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย

ตลอดงานทั้ง 3 วัน ได้มีโอกาสพบปะและพูดคุยกับผู้คนที่หลากหลาย ตั้งแต่คนทำงานอยู่เบื้องหลังจากต่างจังหวัด ส.ส. ที่มีชื่อเสียงของพรรคก้าวไกล นักเคลื่อนไหวอาวุโส รวมทั้งคนดังอย่างคุณวิโรจน์ ลักขณาอดิศร และคุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

2.

ก่อนถึงกำหนดจัดงานนี้ ทางผู้จัดได้แจ้งมาว่าให้เวลาผมนำเสนอประเด็นชาติพันธุ์ 10 นาที ผมเห็นว่าเป็นโอกาสดีที่จะได้สื่อสารเรื่องสำคัญของกลุ่มชาติพันธุ์ในสังคมไทยในเวทีใหญ่ของพรรคก้าวไกล 

ผมใช้เวลาหลายวันทีเดียวในการเตรียมเนื้อหาสำหรับพูด ยิ่งมีเวลาน้อยเท่าไหร่ ก็จะต้องเตรียมตัวให้มากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะเมื่อเป็นปัญหาน่าเบื่อของกลุ่มชาติพันธุ์ด้วยแล้ว หากไม่มีเนื้อหาที่ดีและไม่พูดกระชับแล้วคงไม่มีใครอดทนฟังจนจบ แม้จะเพียง 10 นาทีก็ตาม ผมเริ่มจากทำเพาเวอร์พอยต์ (PPT) นำเสนอ 20 สไลด์ แล้วปรับให้เหลือครึ่งหนึ่ง คือ 10 สไลด์ ตอนสุดท้ายเลือกสไลด์ที่จะพูดแค่ 7 สไลด์  

(ภาพ : เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล)

3.

สาระสำคัญที่ผมพูดสรุปได้ดังนี้คือ

กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองในสังคมไทย มีจำนวน 43 กลุ่ม มีประชากรประมาณ 4 ล้านคน แต่กลุ่มที่ประสบปัญหาการใช้ชีวิตอันเนื่องมากจากถูกอำนาจรัฐกดทับ บนพื้นอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ คือ กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง 10 กลุ่ม ที่อยู่กระจายในภาคเหนือและภาคตะวันตก และกลุ่มชาวเลทางภาคใต้ รวมกันจำนวนประมาณ 2 ล้านคน 

ประเด็นปัญหาหลักของกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงคือ สิทธิในที่ดินและทรัพยากร สถานะบุคคลและสัญชาติ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งสามประการนี้ทำให้กลุ่มชาติพันธุ์มีคุณภาพชีวิตที่ต่ำกว่าคนทั่วไปในสังคม ที่สำคัญคือเรื่องสิทธิในที่ดินอยู่อาศัยและที่ดินทำกิน 

แม้กลุ่มชาติพันธุ์จะเผชิญปัญหามากกว่าใคร แต่ปรากฏการณ์นี้คือยอดภูเขาน้ำแข็งของปัญหาสิทธิในที่ดินในสังคมไทย เพราะกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงรวมกันทั้งหมดมีประมาณ 2 ล้านคน แต่ปัญหาสิทธิในที่ดินมีผู้ได้รับผลกระทบทั้งประเทศมากกว่า 10 ล้านคน 

ปัญหาทั้งสามประการของกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงที่ได้กล่าวมา มีสาเหตุ 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นนามธรรม ซึ่งคืออคติต่อกลุ่มชาติพันธุ์ที่ฝัง (Engrain) อยู่ในความรู้สึกนึกคิดของคนส่วนใหญ่ในสังคม อันเป็นผลมาจากวาทะกรรม “ชาวเขา” ที่มีความหมายว่าเป็นพวกที่เพิ่งอพยพเข้ามา ตัดไม้ทำลายป่าและเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ซึ่งถูกตอกย้ำและผลิตซ้ำผ่านสื่อ ระบบการศึกษา ระบบราชการ อย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน ตั้งแต่ช่วงสงครามเย็น แม้กระทั่งปัจจุบันก็ยังมีการเผยแพร่ความเชื่อแบบนี้ผ่านสื่ออยู่เนืองๆ 

อีกประการคือส่วนที่เป็นรูปธรรม ก็คือบรรดากฎหมายและนโยบายรวมทั้งระเบียบปฏิบัติต่างๆ ของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกฎหมายเกี่ยวกับป่าไม้ ซึ่งห้ามมิให้มีสิทธิในที่ดิน รวมทั้งห้ามมิให้ทำโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน แม้หน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบจะมีงบประมาณ แต่ก็ไม่สามารถลงมือสร้างได้เนื่องจากขัดต่อกฎหมายเกี่ยวกับป่าไม้ 

นอกจากนี้ ปัจจุบันกลุ่มชาติพันธุ์ต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ คือ กฎหมายในยุคสมัยใหม่มักจะถูกเขียนให้รับรองความเสมอภาคเท่าเทียมกันโดยไม่มีการแบ่งแยกใดๆ หากแต่เป็นกฎหมายที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานแนวคิดแบบอนุรักษ์นิยม ในทางปฏิบัติกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงจึงถูกกดทับภายใต้ตัวบทกฎหมายที่รับรองความเท่าเทียมในเชิงรูปแบบ 

อีกประการคือ กระแสการแย่งชิงทรัพยากรในรูปแบบใหม่ เช่น การค้า Carbon credit ที่นายทุนจากทั่วโลกจ่ายเงินให้รัฐบาลไทยมาแย่งยึดที่ดินปลูกป่า โดยใช้ข้ออ้างง่ายๆ ว่า “บุกรุกป่า”

ดังนั้น การแก้ไขปัญหา จึงต้องแก้ทั้งสองส่วน โดยการแก้ไขปัญหานามธรรม จะต้องสร้างความตระหนักรู้ (Consciousness) ให้แก่ทั้งคนที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์เองและคนทั่วไปในสังคมให้เข้าใจว่า โดยพื้นฐานแล้วกลุ่มชาติพันธุ์ก็เป็นพลเมืองไทย มีสิทธิเสรีภาพเช่นเดียวกับคนทั่วไป หากแต่ปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจากอคติที่ถูกโครงสร้างอำนาจรัฐปลูกฝังจนทำให้คนส่วนใหญ่เชื่อ 

สำหรับปัญหารูปธรรม กลุ่มชาติพันธุ์ก็จะต้องต่อสู้เรียกร้อง เพื่อที่จะนำไปสู่การยกเลิกกฎหมายและนโยบายเดิมที่ไม่เป็นธรรม แล้วพัฒนากฎหมายและนโยบายใหม่

4.

ผมทิ้งท้ายด้วยการเสนอว่า เครือข่ายชาติพันธุ์จะต้องพยายามผลักดันให้เกิด ส.ส. ที่เป็นตัวแทนของกลุ่มชาติพันธุ์อย่างแท้จริง ที่สำคัญจะต้องเป็นคนที่มีศักยภาพพร้อมทำงานทางการเมืองแบบใหม่ ไม่ใช่เพียงแต่เป็นคนชาติพันธุ์แต่ไม่มีความรู้ความเข้าใจปัญหาเชิงโครงสร้าง และไม่มีศักยภาพขับเคลื่อนทางสังคม 

ในการเลือกที่กำลังมาถึงนี้ เครือข่ายชาติพันธุ์ฯ มีพื้นที่ส่งผู้สมัคร ส.ส. ในนามพรรคก้าวไกล 2 ส่วนด้วยกันกล่าวคือ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อสัดส่วนชาติพันธุ์ จำนวน 1 คน และ ส.ส. แบบแบ่งเขต จำนวน 4 เขต ในเขตเลือกตั้งที่มีกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงหนาแน่นในภาคเหนือ 

(ภาพ : เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล)