‘แสงเดือน’ ไม่พราวแสง ที่ศาลฏีกาลำปาง วันนั้น

GreenJust : เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล

(ภาพ : สกน.)

1.

คุณแสงเดือนมีภูมิลำเนาอยู่ที่อำเภองาว จังหวัดลำปาง มีอาชีพรับจ้างและทำการเกษตรจนกระทั่งปัจจุบัน ถูกเจ้าหน้าที่ป่าไม้ดำเนินคดีในข้อหาบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ ที่พิพาทเป็นที่ดินแปลงเดียวที่เธอมีอยู่ 

เมื่อถูกเจ้าหน้าที่กระทำอย่างไม่เป็นธรรม เธอจึงพยายามเรียกร้องสิทธิและได้รับความช่วยเหลือจาก สกน. และทนายความจากศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น ให้ต่อสู้คดีจนศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์สั่งให้จำคุก คดีจึงยืดมาจนถึงชั้นฎีกา

ยิ่งไกล้กำหนดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกามากเท่าไหร่ แสงเดือนก็เครียดและวิตกกังวลมากขึ้นเป็นลำดับ เพราะมีความเป็นไปได้สูงมาก ว่าศาลฎีกาจะสั่งจำคุกตามศาลอุทธรณ์ 

สมาชิก สกน. ก็พยายามไปให้กำลังใจ แต่แสงเดือนก็ยังมีสภาพจิตใจที่ย่ำแย่มาก ทนายความจึงไปยื่นคำร้องขอเลื่อนกำหนดอ่านคำพิพากษาออกไปก่อน แต่ศาลก็ไม่อนุญาต

(ภาพ : สกน.)

2.

ที่ดินพิพาท ของคุณแสงเดือนมีการหลักฐานชัดว่าทำกินมาก่อนปี พ.ศ. 2497 แต่ถูกประกาศทับเป็นป่าสงวนแห่งชาติ เมื่อปี พ.ศ. 2522 โดยที่คนครอบครองทำกินไม่รู้เรื่อง 

ต่อมากรมป่าไม้ก็ได้ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์และอยู่อาศัย สทก.1 ให้ และเมื่อปี พ.ศ 2551 คุณแสงเดือนได้เข้าโครงการส่งเสริมปลูกยางพาราจากรัฐบาล จำนวน 700 ต้น 

จนหลังรัฐประหาร มีคำสั่ง คสช. ที่ 64/2557 เรื่องทวงคืนผืนป่า เธอถูกเจ้าหน้าที่ป่าไม้บังคับให้ตัดฟันยางพาราของตนเองทิ้งทั้งหมด อย่างไรก็ตามเมื่อปี พ.ศ. 2561 แสงเดือนก็ถูกดำเนินคดีในความผิดฐานบุกรุกทำลายป่า 

และแล้ววันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาก็มาถึง ซึ่งหมายความว่า ไม่ว่าผลของคดีจะออกมาเป็นอย่างไร จะไม่มีโอกาสทำอะไรได้แล้ว แสงเดือนพร้อมกับสมาชิก สกน. องค์กร นักวิชาการที่สนใจ รวมทั้ง ส.ส. มานพ คีรีภูวดล จำนวนกว่า 80 คน ก็ได้เดินทางไปร่วมฟังคำพิพากษาด้วย

ผลคือ ศาลฎีกาพิพากษาว่าแสงเดือนมีความผิดฐานบุกรุกทำลายป่าสงวนแห่งบาติ ให้ลงโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 50,000 บาท ชดใช้ค่าเสียหาย 400,000 บาท แต่โทษจำคุกให้รอลงอาญา เนื่องจากไม่ใช่นายทุน ไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ไม่มีความประพฤติเสียหายร้ายแรง เชื่อว่ายังสามารถแก้ไขปรับปรุงตนเองได้ สมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดี 

(ภาพ : สกน.)

3.

ประเด็นที่เป็นปัญหาคือ 

1) ที่ดินแปลงนี้ทำกินมาก่อนปี พ.ศ 2497 ก่อนประกาศใช้ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และก่อนพื้นที่นี้จะถูกประกาศทับที่เป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติเมื่อปี พ.ศ. 2522 โดยที่ผู้ครอบครองไม่รู้และไม่มีการแจ้งให้รู้ 

2) ศาลฎีกามองว่าแสงเดือนมีความผิดเนื่องจากพื้นที่นี้ถูกประกาศเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติตามกฎหมายแล้ว แต่ผู้ครอบครองไม่ไปแจ้งต่อเจ้าหน้าหน้าที่ภายในกำหนดเอง แม้จะครอบครองทำกินมาก่อนเมื่อไม่ได้แจ้งภายในกำหนดเวลาก็ถือว่าสละสิทธิ์ 

3) ศาลถือว่าการถือครองที่ดินทำกินแบบแสงเดือนเป็นการกระทำทำที่ชั่วร้ายที่ต้องถูกลงโทษ แต่ยังไม่ร้ายแรงและศาลเชื่อว่ายังสามารถแก้ไขปรับปรุงตนเองและกลับตนเป้นพลเมืองดีได้ จึงให้โอกาสการรอการลงโทษจำคุกไว้ แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำไม่หวนกลับมากระทำผิดอีก จึงลงโทษปรับ

ความจริงแล้วศาลฎีกามีความคิดว่าแสงเดือนเป็นคนชั่ว ที่จะต้องลงโทษให้หลาบจำจริงหรือเปล่านั้นเราไม่มีทางรู้ และศาลจะหมายความว่าชาวบ้านชาวเมืองไม่ต้องทำมากินกันแล้วหรือเปล่า เราก็ไม่อาจทราบได้ แต่ผมก็ยังเชื่อลึกๆ ว่าคนที่เขียนคำพิพากษาไม่ว่าคดีนี้หรือคดีอื่นๆ ด้วย คงไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นจริงๆ แตสิ่งที่ทำให้เราพอสรุปได้คือ ถ้อยคำในคำพิพากษานี้สะท้อนความคิดอนุรักษ์นิยมสุดขั้วที่ครอบศูนย์กลางโครงสร้างอำนาจองค์กรตุลาการ ซึ่งก็คือศาลฎีกาซึ่งเป็นศาลสูงสุด

ปัญหาในคดีนี้ ไม่ใช่เพียงการโต้เถียงกันว่ากฎหมายบัญญัติไว้อย่างไรเท่านั้น แต่เป็นการโต้แย้งกันว่าใครมีความชอบธรรมมากกว่า 

เริ่มจากช่วงต้นทศวรรษ พ.ศ 2500 รัฐบาลเห็นว่าต้องการสงวนป่าไม้สำหรับสัมปทาน จึงออกกฎหมายป่าสงวและประกาศเขตทับที่ชาวบ้านทั่วไปหมด อันเป็นละเมิดสิทธิ์ของชาวบ้าน ต่อมาถูกโวยวายก็ออกนโยบายออกมาแก้ไขปัญหาหรือผ่อนผัน แต่แล้วฝ่ายรัฐก็ไม่ยอมทำตามเพื่อตามนโยบายเหล่าน้นเพื่อแก้ไขปัญหาให้ชาวบ้าน หากมองทั้งระบบจะเห็นว่าปัญหานี้เป็นความผิดพลาดของฝ่ายรัฐ  

แต่เมื่อเกิดข้อพิพาทระหว่างรัฐกับชาวบ้าน ศาลก็จะพิพากษาว่าชาวบ้านผิดเสมอ ซึ่งรวมถึงกรณีคุณแสงเดือน ที่ศาลฎีกาย้ำว่า นโยบายแก้ไขปัญหาของรัฐบาล “เป็นเรื่องที่ฝ่ายบริหารกำหนดวิธีการจัดการเกี่ยวกับปัญหาที่ดินเพื่อการใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด หาได้มีผลทำให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดแต่ประการใด”

ดังนั้น สิ่งที่ศาลฎีกาทำในคดีนี้ ก็เป็นคำประกาศรับรองว่าการละเมิดสิทธิ์และการเพิกเฉยต่อปัญหาของคนในบ้านเมืองนี้ เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ซึ่งผลที่จะตามมาคือฝายผู้มีอำนาจไม่ต้องทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาจริงๆ ก็ได้ โดยฝ่ายนโยบายก็เพียงสรรหาถ้อยคำอะไรก็ได้ที่สามารถโกหกได้อย่างแนบเนียนมาประกาศ หรือขายฝันเพื่อหาเสียงในทางการเมืองเท่านั้น สำหรับฝ่ายราชการก็ไม่ต้องทำงานอะไร ถึงปล่อยปละละเลยก็ไม่มีผลอะไร แต่ทำให้สังคมภาพรวมของประเทศไทยต้องสูญเสียโอกาสต่อไป

(ภาพ : สกน.)

4.

การที่ศาลฎีกาตีความว่าคุณแสงเดือนมีความผิดนั้น ไม่ได้มีเพียงคดีนี้เท่านั้นที่ศาลปรับใช้กฎหมายแบบนี้ แต่เกือบทุกคดีที่ขึ้นสู่ศาลฎีกา ขณะนี้ทั่วประเทศไทยมีคนที่มีสถานะเช่นเดียวกับคุณแสงเดือน กว่า 10 ล้านคน ถือครองที่ดินรวมกันประมาณ 15 ล้านไร่ หากยึดตามแนวทางการตีความของศาลฎีกา ก็หมายความว่าคนกว่า 10 ล้านคน มีความผิดทั้งหมด

ผมคิดว่านี่เป็นสิ่งที่สะท้อนปัญหาระบบศาลของไทย ที่ตีความกฎหมายและปรับใช้กฎหมายโดยมองจากมุมมองของผู้ใช้อำนาจเท่านั้น ไม่ยึดโยงปัญหาและความเป็นจริงของสังคมโดยรวม อันเป็นผลมาจากระบบศาลที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน ไม่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน การใช้และการตีความกฎหมายในทางปฏิบัติจึงไม่ยึดโยงกับประโยชน์ของประชาชน