“รุกป่า-รอลงอาญา-ปรับ-ให้ออกจากพื้นที่” คำพิพากษาคดีแสงเดือนวันนี้

คำพิพากษาศาลฎีกา “คดีเหยื่อทวงคืนผืนป่า” ยันแสงเดือน ตินยอด “รุกป่า” ตัดสิน “จำคุก 1 ปี (รอลงอาญา 2 ปี)-ปรับคดีอาญา 50,000 คดีแพ่ง 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย-ออกจากพื้นที่”

“ไม่ใช่คำพิพากษาที่เป็นคุณกับชาวบ้าน” ทนายเผย แสงเดือนเผย “ผิดหวัง ไม่ได้กลับเข้าทำกิน” 

ด้านสกน.-สส.ก้าวไกลชี้ทางออก “กฏหมายนิรโทษกรรมเหยื่อทวงคืนผืนป่า”

(ภาพ : พชร คำชำนาญ)

คำพิพากษา

”ศาลยืนยันว่าที่ทำกินของแสงเดือน ตินยอด อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าแม่โป่ง อ้างว่า พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ได้ระบุแล้วว่าก่อนการประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติได้มีการเปิดโอกาสให้ราษฎรไปคัดค้านแล้ว แต่ในระหว่างนั้นชาวบ้านไม่ได้ไปคัดค้านภายใน 120 วัน ถือว่าสละสิทธิ์ ซึ่งจากที่ทำกินมาจากรุ่นพ่อแม่ ศาลก็มองตามข้อกฎหมาย ก็ฟันว่ามีความผิด 

รวมถึงมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 30 มิ.ย. 2541 และคำสั่ง คสช. ที่ 66/2557 ที่ศาลชั้นต้นได้ใช้ในการพิจารณายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นแค่นโยบาย ไม่สามารถหักล้างพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติได้ 

จึงยืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จำคุก 1 ปี ปรับ 400,000 บาท ดอกเบี้ยลดเหลือร้อยละ 5 เปอร์เซ็นต์ จากเดิมในชั้นศาลอุทธรณ์ 7.5 เปอร์เซ็นต์ แต่ให้รอลงอาญาเอาไว้ก่อน และมีค่าปรับในคดีอาญา 50,000 บาท” สุมิตรชัย หัตถสาร ผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น ในฐานะทนายความจำเลย เปิดเผย หลังการอ่านคำพิพากษา ณ ศาลจังหวัดลำปางวันนี้ (28 ก.ย. 2565)

(ภาพ : พชร คำชำนาญ)

“ไม่เป็นคุณกับชาวบ้าน” ทนายจำเลย

“แม้จะรอลงอาญา ซึ่งหมายความว่าไม่ต้องติดคุก แต่ก็ไม่ใช่คำพิพากษาที่เป็นคุณกับชาวบ้าน

สะท้อนว่าคดีป่าไม้ตอนนี้ ถ้าสมัยรุ่นพ่อแม่ไม่เคยไปคัดค้านเขาจะถือว่าผิด ไม่ว่าจะยาวนานแค่ไหนศาลจะฟันว่าผิดอยู่ดี ซึ่งสำหรับผมเป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงว่าไม่มีแนวนโยบายอะไรหรืออำนาจบริหารคุ้มครองได้ แล้วประชาชนจะเอาอย่างไร ฝ่ายนโยบายไม่มีความชัดเจนเรื่องนี้ แล้วชาวบ้านอยู่ในนี้ต้องทำอย่างไร มันหมายความว่าหลังจากนี้เจ้าหน้าที่จะจับชาวบ้านคนไหนก็ได้เหมือนเดิม” สุมิตรชัยกล่าว

“ก่อนหน้านี้ 18 ธันวาคม 2562 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกฟ้อง เนื่องจากเห็นว่าแสงเดือนทำกินในพื้นที่มาก่อนการประกาศเป็นป่าสงวนฯ และกำลังดำเนินตามนโยบาย ‘โฉนดชุมชน’ 

ต่อมา 8 กันยายน 2563 ศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยพิพากษาจำคุก 1 ปี เรียกค่าเสียหาย 4 แสนบาท ไม่รอลงอาญา 4 ปี ทั้งยังมีคำสั่งให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและพืชผลอาศัยออกจากพื้นที่ดังกล่าวด้วย” สุมิตรชัยกล่าว

สุมิตรชัยอธิบายเพิ่มเติมว่า กรณีแสงเดือน ตินยอด เกิดขึ้นตั้งแต่ชุมชนบ้านแม่กวัก ถูกประกาศป่าสงวนแห่งชาติ ป่าแม่โป่ง ทับที่ทำกิน หลังจากนั้น กรมป่าไม้อนุญาตให้เข้าทำประโยชน์และอยู่อาศัยได้โดยให้สิทธิ สทก.1 หลังจากนั้นมีการเตรียมการประกาศอุทยานแห่งชาติถ้ำผาไท ขณะที่ก็ยังมีการต่อใบอนุญาตทำกินให้ รวมถึงได้รับการส่งเสริมให้ปลูกยางพารา จนหลังมีคำสั่ง คสช. ที่ 64/2557 เรื่อง การปราบปรามและการหยุดยั้งการบุกรุกทรัพยากรป่าไม้ หรือ ‘นโยบายทวงคืนผืนป่า’ เธอจึงถูกเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติถ้ำผาไทและป่าสงวนแห่งชาติ ป่าแม่โป่ง บังคับให้ตัดฟันยางพาราของตนเอง 2 ครั้ง ในปี 2556 และ 2558 ก่อนจะถูกดำเนินคดีในปี 2561 

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกฟ้อง เนื่องจากเห็นว่าแสงเดือนทำกินในพื้นที่มาก่อนการประกาศเป็นป่าสงวนฯ และกำลังดำเนินตามนโยบาย ‘โฉนดชุมชน’ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ. 2553 และยังได้รับการผ่อนผันตามคำสั่ง คสช. ที่ 66/2557 อย่างไรก็ตามศาลอุทธรณ์ได้กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น สั่งจำคุก 1 ปี ไม่รอลงอาญา ข้อหาบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติโดยเจตนา และเรียกค่าเสียหาย 4 แสนบาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5 เปอร์เซ็นต์ นับตั้งแต่วันที่ 6 กันยายน 2561 รวมทั้งให้แสงเดือน ออกจากพื้นที่และรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง จนในวันนี้ (28 ก.ย. 2565) ศาลฎีกาได้มีการอ่านคำพิพากษาในที่สุด

 

“ขอบคุณ-ผิดหวังที่ไม่ให้กลับเข้าไปทำกิน” แสงเดือน

“ในนามของผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายทวงคืนผืนป่า ต้องขอขอบคุณพี่น้องที่มาให้กำลังใจ รู้สึกสบายใจและดีใจมาก มีพี่น้องเคียงข้างอยู่เสมอ วันนี้ดีใจมากที่ไม่ติดคุก แต่ก็ผิดหวังกับความอยุติธรรมที่ไม่ให้เราเข้าที่ทำกิน เพราะเราไม่มีที่ทำกินแล้ว” แสงเดือนกล่าวหลังฟังคำพิพากษา

(ภาพ : พชร คำชำนาญ)

ดัน “กฎหมายนิรโทษกรรม”

สุมิตรชัยทนายความของแสงเดือนกล่าวว่า ศาลไม่ใช่ความหวังของประชาชน แต่ไม่ใช่ให้ประชาชนหมดหวัง มีความจำเป็นต้องเคลื่อนเรื่องนโยบายต่อ โดยเฉพาะเรื่องกฎหมายว่าด้วยการนิรโทษกรรมแก่ราษฎร ซึ่งได้รับความเสียหายหรือได้รับผลกระทบจากการดำเนินการตามนโยบายของรัฐ ซึ่งกรณีนี้ชัดเจนมากแล้วว่าในอนาคตจะหนักหน่วงมากหากไม่มีกฎหมายมารับรอง

สมชาติ รักษ์สองพลู ตัวแทนสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) กล่าวหลังทราบผลคำพิพากษาว่า แสงเดือนเข้ามาหาตนหลังโดนตัดยางพาราไปแล้ว บ้านแม่กวักเป็นบ้านที่โดดเดี่ยว จึงเข้าสู่สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) และขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) ขบวนฯ ก็ทำทุกวิถีทางแล้วเท่าที่จะทำได้ ช่วงใกล้อ่านคำพิพากษานี้ตนนอนไม่หลับ เนื่องจากกังวลว่าถ้าแสงเดือนติดคุกขึ้นมาจะเป็นยังไง แต่ตอนนี้รู้สึกโล่งใจ

หลังจากนี้ตัวแทน สกน. ยังกล่าวว่าแนวทางหลังจากนี้คือการผลักดันกฎหมายว่าด้วยการนิรโทษกรรมแก่ราษฎร ซึ่งได้รับความเสียหายหรือได้รับผลกระทบจากการดำเนินการตามนโยบายของรัฐ เพื่อล้างมลทินและแก้ปัญหาให้ประชาชนที่ถูกเขตป่าประกาศทับทั้งหมด ซึ่งถือว่าไม่ใช่แค่การต่อสู้เพื่อแสงเดือนหรือเครือข่าย สกน. และพีมูฟ แต่เป็นการสู้เพื่อประชาชนทั้งประเทศ

ด้าน มานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน ได้เดินทางมาให้กำลังใจแสงเดือนและเข้ารับฟังคำพิพากษา โดยได้กล่าวกับเครือข่ายประชาชนที่มาร่วมให้กำลังใจว่า การผลักดันกฎหมายว่าด้วยการนิรโทษกรรมฯ เป็นหัวใจสำคัญในการผลักดันหลังจากนี้ และในนามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็จะร่วมผลักดันต่อไป

(ภาพ : พชร คำชำนาญ)

สกน. แถลง 4 ข้อเรียกร้อง

“ภาพที่เห็นวันนี้ แสงเดือน ตินยอด หรือ วันหนึ่ง ยาวิชัยป้อง ชาวบ้านแม่กวัก อำเภองาว จังหวัดลำปาง เป็นเพียงหญิงเกษตรกรคนหนึ่งที่ต้องเป็นเหยื่อเซ่นสังเวยนโยบายอันแสนป่าเถื่อน ตลอดระยะเวลากว่า 8 ปีที่ 

เธอต้องทุกข์ทนจากการถูกเจ้าหน้าที่ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช บังคับให้ตัดฟันต้นยางพาราของตนเอง และเป็นเวลากว่า 4 ปี หลังเจ้าหน้าที่ของกรมป่าไม้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับเธอในข้อหาบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ แม้จะปรากฏหลักฐานในระหว่างการต่อสู้ภายหลังว่าเธอเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่กระบวนการยุติธรรมไทยก็มิได้ให้ความยุติธรรมแก่เธอ กลับยิ่งซ้ำเติมทำให้กระบวนการแย่งยึดที่ดินของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และรัฐบาลเผด็จการทหารนั้นเสร็จสมบูรณ์

แม้ในวันนี้ศาลฎีกาจะมีคำสั่งรอลงอาญา แต่ครอบครัวที่แตกแยก ที่ดินบรรพบุรุษที่สูญเสีย หนี้สินที่ทบทวี ลูกที่ต้องกระเด็นออกจากระบบการศึกษา และอาการซึมเศร้า ล้วนคือวิบากกรรมที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงคนนี้ และยังไร้หน่วยไหนเยียวยา” สกน. กล่าว

ทุกองคาพยพที่เกี่ยวข้องกับโศกนาฏกรรมในวันนี้ล้วน “ลวงโลก” ตั้งแต่วาทกรรมการเพิ่มพื้นที่สีเขียวของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภายใต้การกำกับของ วราวุธ ศิลปอาชา นักการเมืองพรรคชาติไทยพัฒนา ที่มีสโลแกนว่า ‘รัฐมีป่า ประชามีสุข’ แต่ในความจริงมีแต่ความสุขของเหล่าชนนั้นนำ ซ้ำเติมทุกข์ให้คนจน 

หลังจากนี้ สกน. ขอยืนยันข้อเรียกร้องด้านที่ดิน-ป่าไม้ ของพวกเราต่อไป ได้แก่

  1. ผลักดัน “สิทธิชุมชนท้องถิ่น” ในการดูแลจัดการทรัพยากรธรรมชาติตามรัฐธรรมนูญให้บังคับใช้จริงในทุกกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
  1. ผลักดันการเปลี่ยนระบบกระบวนการยุติธรรมไปสู่ระบบที่สร้างความเป็นธรรมกว่าปัจจุบัน หนึ่งในนั้นคือการเร่งออกกฎหมายนิรโทษกรรมคดีความที่เกี่ยวกับปัญหาไม้และที่ดินอันเกิดจากการดำเนินการตามนโยบายรัฐ และในระหว่างรอการออกกฎหมายดังกล่าว ขอให้ยุติการดำเนินคดีชาวบ้านและเยียวยาประชาชนให้ได้รับความธรรมและให้กลับไปทำกินในที่ดินเดิมของตนเองได้
  1. ขจัดนโยบายและกฎหมายของเครือข่ายรัฐราชการอำนาจนิยมที่อาศัยการยึดอำนาจการปกครองผลักดันกฎหมายนอกกลไกประชาธิปไตยและผลักดันการสังคายนากฎหมายที่ดิน-ป่าไม้ด้วยอำนาจของประชาชน โดยต้องยกเลิก พ.ร.บ.ป่าชุมชน พ.ศ. 2562, พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562  และพ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ที่ออกมาในสมัยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และให้ภาคประชาชนได้ร่างกฎหมายจัดการทรัพยากรโดยชุมชนเอง
  1. ขจัดอำนาจผูกขาดในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หยุดแนวนโยบายการ “ฟอกเขียว” อ้างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แล้วมาแย่งยึดที่ดิน ปลูกป่าทับที่ทำกินของชุมชน

ทั้งหมดนี้เพื่อสร้างประชาธิปไตยในการจัดการที่ดิน-ป่าไม้ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อเรามี ‘รัฐธรรมนูญใหม่’ ที่ร่วมกันเขียนโดยประชาชน เพื่อประชาชน มีความเป็นประชาธิปไตย

เราขอขอบคุณพี่น้องประชาชนทั้งหลายที่ติดตามและสนับสนุนพวกเราบนเส้นทางการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมของแสงเดือน ตินยอด มาอย่างต่อเนื่อง และเรายืนยันว่าเราจะไม่ยอมแพ้ แต่จะเดินหน้าต่อสู้เพื่อจัดความสัมพันธ์ทางอำนาจใหม่ให้ถึงที่สุด และขอประกาศเชิญชวนพี่น้องผู้รักความเป็นธรรมทุกคนร่วมกับพวกเราหลังจากนี้ ทวงคืนความเป็นธรรม ทวงคืนความเป็นคน ทวงคืนที่ดินและผืนป่าสู่มือประชาชนอย่างแท้จริงให้จงได้” สมชาติ รักษ์สองพลู ตัวแทนสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) อ่านแถลงการณ์เรื่อง “ทวงคืนความเป็นธรรม ทวงคืนความเป็นคน ทวงคืนที่ดินและผืนป่าสู่มือประชาชน”

(ภาพ : พชร คำชำนาญ)