ยื่น 2 กมธ.สอบ “เอกสารสิทธิบนหาดสาธารณะปากบารา”

เครือข่ายรักอ่าวปากบารายื่น 2 กมธ. จี้ตรวจสอบสิทธิ์-การทุจริต กรณี “เอกสารสิทธิ์บนที่ดินหาดสาธารณะปากบารา” สตูล 

เครือข่ายปกป้องชายหาดอ่าวปากบารา ยื่นหนังสือถือกรรมาธิการที่ดินและสิ่งแวดล้อม สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร (ภาพ : beach for life)

ยื่น 2 กมธ. ตรวจสอบ

20 ก.ย. 2565 เครือข่ายรักอ่าวปากบารา จังหวัดสตูล ยื่นหนังสือร้องเรียกกรรมาธิการป้องกันและปราบปราบทุจริตประพฤติไม่ชอบ สภาผู้แทนราษฎร ให้เข้ามาตรวจสอบกรณีที่เอกชนรายหนึ่งอ้างสิทธิในที่ดินริมชายหาดปากบารา จังหวัดสตูล และมีการหวงกันที่ดินโดยการปักเสาปูนบริเวณชายหาดปากบารา ความยาวเกือบ 100 เมตร 

หลังจากมีการยื่นหนังสือถึง กรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เมื่อ 16 ก.ย. 2565 โดย สมบูรณ์ คำแหง เป็นตัวแทนยื่นหนังสือถึงประธานคณะกรรมาธิการที่ดินและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฏร ผ่าน ธิวัชร์ ดําแก้ว ในฐานะนักวิชาการประจำคณะกรรมาธิการชุดดังกล่าวเพื่อขอให้ลงพื้นที่และตรวจสอบข้อเท็จจริง รวมทั้งประสานงานหน่วยงานให้หยุดยั้งการบุกรุกที่สาธารณะหาดปากบารา จังหวัดสตูล

โดย ธิวัชร์ ดําแก้ว กล่าวภายหลังรับหนังสือ ว่า จะนำหนังสือดังกล่าวยื่นถึงประธานคณะกรรมาธิการที่ดินฯ ในเร็ววันนี้ และเชื่อว่าเรื่องนี้จะมีการเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อทำการตรวจสอบเบื้องต้น ที่อาจจะไม่ใช่แค่หน่วยงานภายในจังหวัดเท่านั้น 

อาจจะต้องเรียกระดับอธิบดีมาชี้แจงด้วย อย่างไรก็ตามคณะกรรมาธิการฯ จะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และจะทำหน้าที่บนความถูกต้องตามกระบวนการทางกฎหมาย

19 ก.ย. 2565 มีการประชุมหารือกันระหว่างตัวแทนเครือข่ายรักอ่าวปากบารา

โดยการประชุมในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากตัวแทนยื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล ขอให้ตรวจสอบการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์บนหาดปากบาราโดยมิชอบ และหยุดการบุกรุกที่สาธารณะหาดปากบาราซึ่งเป็นที่สาธารณะสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน

แต่จากเอกสารที่ทางหน่วยงานได้ชี้แจงฯ กลับมา พบว่ามีบุคคลฝ่ายบริหารในหน่วยงานท้องถิ่น ได้ออกหนังสือรับรองว่า ที่ดินดังกล่าวผู้ครอบครองเอกสารสิทธิ ได้ครอบครองทำประโยชน์ต่อเนื่องตลอดมา 

ซึ่งประชาชนเห็นว่าเป็นการให้ข้อมูลที่ขัดแย้งกับความเป็นจริงในพื้นที่ และบุคคลดังกล่าวไม่ได้มีหน้าที่โดยตรงในขั้นตอนการลงพื้นที่ ร่วมชี้ระวังแนวเขต และอาจเข้าข่ายการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จต่อทางราชการได้

ในที่สุดที่ประชุมตกลงให้ทำหนังสือโต้แย้งคำชี้แจงดังกล่าวให้หน่วยงานในระดับประเทศที่เกี่ยวข้อง และกล่าวว่าการให้หน่วยงานพื้นที่ตรวจสอบกันเองย่อมไม่มีความชอบธรรมโปร่งใสเพียงพอ 

(ภาพ : beach for life)

ปักเสาอ้างสิทธิ์

13 ก.ย. 2565 ที่ผ่านมา ชาวบ้านในพื้นที่และเครือข่ายรักอ่าวปากบารา เห็นว่ามีการนำเสาปูนมาปักบริเวณชายหาด และกล่าวว่า ที่ผ่านชายหาดปากบาราเป็นหาดสาธารณะที่ประชาชนร่วมกันใช้ประโยชน์มาโดยตลอด ไม่เคยพบเห็นการทำประโยชน์บริเวณชายหาดในลักษณะส่วนบุคคลมาก่อน 

จึงเกิดเป็นกรณีพิพาทที่ดินริมชายหาดปากบารา ตำบลปากน้ำ อำเภอละงู จังหวัดสตูล ระหว่างเอกชนรายหนึ่งกับชาวบ้านในพื้นที่ โดยเอกชนอ้างสิทธิ์ในที่ดินบริเวณชายหาดปากบารา ซึ่งติดต่อกับชายหาดและทะเลอันดามัน โดยปรากฏภาพที่มีการปักเสาคอนกรีต แสดงเขตที่ดินบนชายหาดปากบารา ความยาวเกือบ 100 เมตร

วิโชคศักดิ์ รณรงค์ไพรี ตัวแทนเครือข่ายฯ ระบุกับ The Active ว่า ประชาชนในพื้นที่ยืนยันว่า ไม่เคยเห็นการใช้ประโยชน์จากการปักเขตกันที่ดินชายหาดแปลงดังกล่าวมาก่อน โดยชาวบ้านและคนทั่วไปใช้ประโยชน์ร่วมกันตลอด มีชาวบ้านอายุมากกว่า 60 ปี ต่างยืนยันว่าไม่เคยพบเห็นว่าจะมีใครมากันที่ทำประโยชน์ชายหาดมาก่อนตั้งแต่เกิดมาใช้ชีวิต เพิ่งมาเห็นการมาก่อสร้างอาคาร เมื่อปี 2564 เท่านั้น และล่าสุด เพิ่งจะมีการนำเสาปูนมาปักในชายหาด เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2565 นี้เอง

(ภาพ : beach for life)

เจ้าของที่ยัน “มีเอกสารสิทธิ”

หลักจากมีเอกชนนำเสาปูนมาปักในชายหาดปากบาราเพื่ออ้างสิทธิ์ในพื้นที่บริเวณชายหาด ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า ชายหาดที่เป็นพื้นที่สาธารณะ เอกชนจะสามารถอ้างสิทธิครอบครองได้หรือไม่

โดย คณิศร สราญฤทธิ์ เจ้าของที่ดินที่ถูกอ้างอิงถึง ชี้แจงกับ The Active ว่า ที่ดินดังกล่าวมีการถือครองมาอย่างถูกต้อง มีเอกสาร น.ส. 3 เมื่อปี 2510 สมัยรุ่นคุณตา ทางคุณแม่ก็อยู่ในพื้นที่เป็นครูที่โรงเรียนบ้านตะโละใส จนเกษียณ รวมทั้งตนเองก็อยู่ในพื้นที่มาอย่างตลอด มีการไปดูแลพื้นที่ตลอดไม่ได้ปล่อยปละอย่างที่ทางเครือข่ายฯ กล่าวอ้าง 

ซึ่งในช่วงที่มีการไปร้องศูนย์ดำรงธรรม ทางเจ้าหน้าที่ทั้งจากกรมเจ้าท่า ทางอำเภอละงู ทางที่ดินอำเภอละงู ก็ยืนยันถึงความถูกต้องของการถือครองที่ดิน ต่อมาปี 2564 มีการปรับเอกสารสิทธิ จาก น.ส.3 เป็น น.ส.3 ก. ก็มีเจ้าหน้าที่มาดำเนินการอย่างถูกต้องสมบูรณ์

คณิศร กล่าวอีกว่า ในช่วงปี 2563 ทางผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่งในพื้นที่ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของมารดาตน มาขอที่ดินระยะ 5 เมตร เพื่อทำทางลงเล่นน้ำ เมื่อมารดามาปรึกษาทางครอบครัวจึงตัดสินใจบริจาคที่ดิน 10 เมตร ให้เป็นของสาธารณะสำหรับเป็นทางลงเล่นน้ำ 

แต่ต่อมามีการลุกที่เข้ามาเกินกว่าที่ 10 เมตร ที่บริจาค จึงแจ้งให้มีการแก้ไขอย่าลุกล้ำเข้ามาเกินพื้นที่บริจาค แต่กลับถูกนำไปร้องให้มีการตรวจสอบการได้มาของเอกสารสิทธิว่าถูกต้องหรือไม่ โดยสุดท้ายก็ได้รับการยืนยันว่าถูกต้อง

โดยหลังจากเครือข่ายประชาชนยื่นหนังสือให้หลาย ๆ หน่วยงานในพื้นที่เข้ามาตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าวว่าเป็นพื้นที่สาธารณะหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็น สำนักงานเจ้าท่าสาขาสตูล องค์การบริหารส่วนตำบลปากน้ำ สำนักงานที่ดินจังหวัดสตูล หน่วยงานดังกล่าวได้สรุปคล้าย ๆ กันหลังจากการตรวจสอบว่า ที่ดินแปลงดังกล่าวนั้น ไม่ได้ตกเป็นสาธารณะสมบัติแผ่นดิน ตามที่ได้ถูกร้องขอให้ตรวจสอบ

เสาปูนบริเวณชายหาดปากบารา (ภาพ : beach for life)

ตั้งคำถาม “การตรวจสอบในพื้นที่”

ท่ามกลางความไม่เห็นด้วยกับผลตัดสินของภาคประชาชน

วิโชคศักดิ์ รณรงค์ไพรี แกนนำเครือข่ายกลุ่มรักษ์ทะเลไทย ได้ตั้งข้อสังเกตกับทาง beach for life ว่า 

ผลการพิจารณาของหน่วยงานต่างๆว่ามีความขัดแย้งต่อสภาพความเป็นจริง โดยระบุว่า เจ้าของที่ดินที่พิพาทนั้นมิไม่หวงกันที่ดินไว้ก่อน มีการปักเสาเพื่อหวงกันที่ดินเมื่อช่วงประมาณ 2-3 วันที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านั้นไม่ได้มีการหวงกันที่ดินบริเวณดังกล่าวแต่อย่างใด และบริเวณดังกล่าวนั้นอยู่ในเขตทะเล เป็นพื้นที่ชายหาดที่น้ำทะเลท่วมขึ้นมาถึง ซึ่งเป็นที่รับทราบกันในทางสาธารณะว่าพื้นที่ดังกล่าวนั้นเป็นชายหาดที่น้ำทะเลท่วมถึง 

การวินิจฉัยของเจ้าท่า และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของพื้นที่ บริเวณดังกล่าวจึงตกเป็นที่สาธารณะโยชน์ของแผ่นดิน เพราะไม่ได้มีการทำประโยชน์อย่างต่อเนื่องในที่ดินบริเวณดังกล่าว 

และยังกล่าวต่อไปว่า ในกรณีนี้สะท้อนชัดเจนว่าหน่วยงานราชการ ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล เจ้าท่า อำเภอ ท้องถิ่น และที่ดินนั้น ไม่ตรวจสอบและรายงานผลการพิจารณาตามความเป็นจริง และเรียกร้องให้หน่วยงานยืนหยัดบนความถูกต้องและข้อเท็จจริง ไม่ควรปกปิดข้อเท็จจริงเพื่อผลประโยชน์ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

สมบูรณ์ คำแหง (ภาพ : The active ThaiPBS)

4 ข้อสังเกต “เอกสารสิทธิในที่ดินหาดสาธารณะ”

สมบูรณ์ คำแหง โพสต์ในเฟสบุ๊ค Somboon Khamhang ตั้งขอสังเกตที่มาที่ไปของเอกสารสิทธิ์ นส.3ก. ดังกล่าวว่า

  1. ที่ดินตามที่อ้างสิทธิ์นั้น ปัจจุบันคือ ทะเลและชายฝั่ง ที่มีสภาพน้ำทะเลท่วมถึง เมื่อนำขึ้นสูงสุด
  2. ที่ดินดังกล่าวได้มีการหวงกัน (ปักหลัก สร้างกำแพง ถมดิน หรือ…) ไว้ตั้งแต่ต้น (ก่อนที่น้ำทะเลกัดเซาะ) หรือไม่ แบบไหนและอย่างไร และมีหลักฐานประกอบหรือไม่ 
  3. ในการขอออก นส.3 ก. ทราบว่าท้องที่ ท้องถิ่น ไม่กล้าเซ็นชื่อรับรอง เพราะเห็นว่าสภาพที่ดินดังกล่าวมีน้ำทะเลท่วมถึงแทบจะร้อยเปอร์เซ็น ซึ่งไม่เหลือสภาพที่ดินตามที่กฏหมายอนุญาติอีกแล้ว ทั้งนี้ทางผู้ใหญ่บ้านเคยมีการทำหนังสือค้านไว้แล้วด้วย (อันนี้ต้องถามผู้ใหญ่บ้าน)
  4. หากพิจารณาจากกฏหมายอื่นๆ เจ้าของที่ดินจะสามารถใช้ประโยชน์ที่ดิน หรือปลูกสร้างอาคารได้หรือไม่ หากพิจารณาเฉพาะกฏหมายว่าด้วยการปลูกสร้างอาคารของกระทรวงมหาดไทย มีการออกระเบียบว่าด้วยการเว้นระยะร่น ซึ่งที่ดินที่ติดทะเลจะต้องเว้นระยะร่น 12 เมตร (ซี่งที่ดินดังกล่าวมีระยะความกว้างแค่ 10 เมตร) จึงไม่น่าจะมีที่เหลือให้ใช้ประโยชน์อีกแล้ว ดังนั้น ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่จะต้องสืบเสาะว่าเจ้าพนักงานที่ดินไปออก นส.3 ก. เพื่อให้ได้คำตอบที่แท้จริง และยังเชื่อว่ามีกฏหมายอื่นๆที่จะต้องดูไปพร้อมกัน

สมบูรณ์ยังกล่าวว่า หน่วยงานต่างๆ ไม่ได้นำข้อสังเกตเหล่านั้นไปดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเลย ไม่พบว่ามีการไปสืบค้นข้อเท็จจริงแต่อย่างใด

“เราไม่ควรถกเถียงเรื่องนี้อีกต่อไปแล้ว และต้องถอยออกมาคนละก้าว เพื่อให้มีการตรวจสอบกันอย่างแท้จริง ตามความหมายที่ภาคประชาชนได้ยื่นหนังสือไว้กับจังหวัดสตูล และหากหากหน่วยงานระดับจังหวัดไม่สามารถทำหน้าที่ “ตรวจสอบ” ได้ตามกระบวนการที่ควรจะเป็น (อาจจะด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่) ก็ต้องให้ผู้มีอำนาจเหนือกว่าเข้ามาตรวจสอบต่อไป เพื่อให้ข้อเท็จจริงเป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณะต่อไป”