ลงทะเบียน – คนจน

GreenJust : เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล

(ภาพ : เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล)

1. 

หัวค่ำของวันที่ 14 กันยายน ผู้ใหญ่บ้านประกาศผ่านหากระจายข่าว แจ้งว่าถึงคิวของหมู่บ้านเราที่จะต้องไปลงทะเบียนแล้ว ขอให้ทุกคนที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนในระบบออนไลน์ เตรียมเอกสารให้พร้อมและเดินทางไปพร้อมที่ที่ธนาคารกรุงไทยที่ตั้งอยู่ในตัวอำเภอ ในวันพรุ่งนี้เช้า ซึ่งเขาจะจัดเจ้าหน้าที่มาบริการรับลงทะเบียนให้ 

เช้าของวันที่ 15 กันยายน ผมขับรถจากบ้านแต่เช้าเพื่อส่งพ่อแม่ไปลงทะเบียนรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือที่เราเรียกกันว่า “บัตรคนจน” 

ระหว่างทางเห็นนาสองข้างทางที่ต้นข้าวกำลังเขียวกำลังถูกน้ำท่วมหลายที่ ดูเหมือนปีนี้ที่นาแถวๆ นี้น่าจะถูกท่วมเสียหายหนักมาก ปีนี้พวกเขาหลายคนคงจะลำบากเป็นแน่ ผมใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ก็เดินทางไปถึงธนาคารกรุงไทย 

พอเดินเข้าไปถึงบริเวณที่เขาจัดไว้ ก็พบมีคนมาต่อคิวลงทะเบียนจำนวนมาก มีทั้งคนที่มาจากหมู่บ้านที่แจ้งคิวไปแล้วและคนอื่นๆ ที่ทยอยเดินเข้าไป มีการจัดสถานที่เป็นสัดส่วนชัดเจน มีเก้าอี้ให้นั่งรอ จุดที่หนึ่งเป็นโต๊ะคัดกรองและตรวจสอบเอกสาร 

จุดที่สองเป็นโต๊ะกรอกใบปะหน้าแบบฟอร์มพร้อมให้ผู้ยื่นคำขอลงลายมือชื่อ จุดที่สาม เป็นโต๊ะกรอกข้อมูลที่เขียนในเอกสารลงไปในระบบคอมพิวเตอร์และเก็บรวบรวมเอกสารไว้ ทั้งหมดใช้เวลาทำประมาณ 2 ชั่วโมง

(ภาพ : เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล)

2. 

เมื่อมาอยู่ที่บ้าน ผมมีหน้าที่อย่างหนึ่งคือนำบัตรสวัสดิการแห่งรัฐของพ่อกับแม่ไปเบิกของเมื่อมีโอกาสเขาเมือง ทุกครั้งที่ไปก็จะพบเจอคนจำนวนมากมาต่อคิวเบิกของ โดยเฉพาะช่วงต้นเดือนจะมีจำนวนมากกว่าปกติ 

จากประสบการณ์ส่วนตัว ผมคิดว่าสวัสดิการจากรัฐเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก แม้ผมจะมีรายได้บ้าง แต่รายจ่ายก็มากด้วยเช่นกัน เพราะทุกวันนี้อะไรๆ ก็แพงตามกันไปหมด ทั้งค่าไฟฟ้า ค่าแก๊ส ค่าอาหาร ค่าน้ำมัน ค่าลงทุนเพาะปลูกจำพวกปุ๋ย ยา ค่าจ้างแรงงาน ค่างวดรถ 

ผมสงสัยว่าในเมื่อประชาชนกลุ่มเป้าหมายกว่า 90% ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใบเดิมอยู่แล้ว ซึ่งเพิ่งทำเมื่อสองปีที่ผ่านมานี้เอง ที่สำคัญคือบัตรดังกล่าวนี้ยังใช้ได้ดีอยู่ ทั้งผู้ถือบัตรและร้านค้าใช้จนคุ้นเคยเป็นอย่างดีแล้ว แล้วมีเหตุผลความจำเป็นอะไรที่จะต้องจัดให้มีการลงทะเบียนใหม่ และมีความแตกต่างอย่างไร 

เพราะวิธีการลงทะเบียนใหม่จะทำให้รัฐบาลต้องสูญเสียเงินที่เป็นภาษีของประชาชน คนจำนวนหลายล้านคนจะต้องเสียเวลาและเสียค่าใช้จ่ายเดินทางไปต่อแถวยื่นเอกสารลงทะเบียน ผมพยายามไปค้นหาคำตอบ และก็พบว่ามีการชี้แจงเหตุผลจากฝ่ายรัฐบาลเพียงสั้นว่า “เพราะรัฐบาลจะเดินหน้าช่วยผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบางต่อเนื่อง” 

นอกจากนี้ยังชี้แจงว่า “เพื่อให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยและผู้ต้องการความช่วยเหลือพิเศษสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในภาวะเศรษฐกิจที่ราคาสินค้าและค่าครองชีพที่ยังคงปรับสูงขึ้นนี้” 

ซึ่งหากมีเหตุผลเพียงแค่นี้ ก็ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาและเสียงบประมาณไปลงทะเบียนใหม่ให้เป็นภาระแก่ประชาชน” หากเป็นเหตุผลแบบนี้ก็หมายความว่าใช้บัตรใบเดิมก็ได้อยู่แล้ว ไม่มีความจำเป็นจะต้องจัดให้คนไปลงทะเบียนใหม่ให้วุ่นวาย 

หรือเขามีเหตุผลในเชิงหลักการอย่างไร และได้ชี้แจงไว้ที่ไหนที่ผมหาไม่เจอ ใครทราบก็กรุณาช่วยให้ข้อมูลแก่ผมหน่อยครับ

(ภาพ : เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล)

3.

ไม่ว่าจะเป็นคนอยู่คอนโด สลัม ชานเมือง หรือบนดอย ล้วนมีค่าใช้จ่ายรอบตัวในจำนวนหนึ่ง เช่น ค่าเล่าเรียนลูก ค่าอาหาร ค่าก๊าซหุงต้ม ค่าน้ำมันรถ ค่าผ่อนรถ ค่าเช่าหรือผ่อนบ้าน ค่าลงทุนประกอบอาชีพ ซึ่งเป็นจำนวนที่มากเท่ากับคนธรรมดาจะต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำถึงจะมีเงินพอกับค่าใช้จ่ายเหล่านี้ 

ความจริงแล้วมีคนที่ยากจนในประเทศไทยจำนวนเท่าไหร่ เรายังไม่ทราบตัวเลขแท้จริง แต่อาจจะพอประมาณการจากตัวเลขผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในปี พ.ศ. 2565 เป็นจำนวนขั้นต่ำได้ โดยมีทั้งหมด 14.6 ล้านคน เท่ากับ 19 % ของประชากรทั้งประเทศ

เมื่อรู้ว่ามีคนจนจำนวนมาก ในยุคสมัยใหม่ รัฐบาลของประเทศที่เขาพัฒนา เขาจะทำอย่างไร 

“กฤดิกร วงศ์สว่างพานิช” ได้กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับประชาไทไว้อย่างน่าสนใจว่า ในยุคสมัยใหม่รัฐที่รับผิดชอบต่อประชาชนในประเทศ จะมีหน้าที่คุ้มครองความเป็นอยู่และจัดหาบริการให้กับประชาชน เพื่อจะได้มีเหตุผลอยู่ในอำนาจต่อ ตลอดเวลารัฐจะประกาศศัตรูหรือคู่ต่อสู้ ซึ่งศัตรูในยุคสมัยใหม่ไม่จำเป็นต้องเป็นรัฐอื่น หรือศัตรูที่เป็นคนอื่นอีกแล้ว แต่เป็นศัตรูในรูปแบบอื่นที่รัฐมองว่ามันคุกคามต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในประเทศ เราจึงมักจะเห็นรัฐประชาธิปไตยที่ก้าวหน้า ประกาศต่อสู้กับความยากจน ความไม่เท่าเทียม สวัสดิการที่ไม่เพียงพอ เป็นต้น 

แต่เมื่อหันกลับมาพิจารณารัฐบาลในระบอบประยุทธ์ ผมคิดว่าเขาไม่ได้คิดที่จะเป็นศัตรูกับความยากจนของประชาชนในประเทศ ไม่ได้พยายามที่จะใช้สรรพกำลังขจัดความยากจนให้หมดไปหรือทำลายให้ได้มากที่สุด 

ในทางตรงกันข้ามพวกเขากลับเป็นพันธมิตรกับความยากจน รักษาสภาวะความยากจนให้คงอยู่และใช้มันเป็นเครื่องมือทางการเมือง และเป็นเครื่องมือสะสมทุนให้กลุ่มคนรวยบางกลุ่ม

การแจกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แม้รัฐบาลจะอธิบายว่าเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ยากจนและเปราะบาง แต่ความจริงแล้วการทำแบบนี้ไม่ใช่การต่อสู้กับความยากจน เพราะวิธีการทำงานของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เป็นเสมือนรัฐบาลแจกคูปองรายเดือน ปกติเดือนละ 300 บาท ผู้ถือบัตรจะไม่สามารถเบิกออกมาเป็นเงินสดได้ แต่จะต้องไปแลกของที่ร้าน ซึ่งของที่แลกได้ก็เป็นข้าวของเครื่องใช้ที่คนรวยผลิต ดังนั้น เงินส่วนใหญ่จากคูปองเหล่านี้ ก็จะไปเข้ากระเป๋าของคนรวย และคนจน็จะยังคงจนต่อไป สำหรับรัฐบาลก็สามารถอ้างในทางการเมืองได้ว่า ได้ช่วยเหลือประชาชนที่ยากจนแล้ว 

การแก้ไขปัญหาความยากจนแบบช่วยเหลือในรัฐบาลระบอบประยุทธ์ เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นความคิดของผู้มีอำนาจใน 2 ด้าน 

ด้านแรก ผู้มีอำนาจในรัฐบาลไม่มีความคิดและความสามารถที่จะขจัดปัญหาความยากจนของประเทศได้จริง 

ด้านที่สองคือ พวกเขาตั้งใจที่จะคงสภาพของความยากจนเอาไว้ เพราะหากความยากจนลดลงหรือหมดไป บัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองก็จะลดความสำคัญลงไป เขาจึงไม่ได้ต้องการที่จะทำให้บรรดาคนจนสามารถลืมตาอ้าปากได้จริง แต่ก็ฉลาดพอที่จะไม่บีบให้คนจนเข้าสู่ภาวะจนมุม คนจนก็จะถูกมองเป็นเพียงคะแนนที่จะบีบคั้นยังไงให้ได้มา เพราะทุกวันนี้เขาแทบไม่เหลือคะแนนนิยมจริงๆแล้ว พวกเขาตระหนักดีว่าชนชั้นกลางที่จะเลือกเขามีน้อยมากแล้ว จึงใช้ความยากจนเป็นเครื่องมือบีบให้คนรากหญ้าจำต้องลงคะแนนในเลือกตั้งโดยปฏิเสธไม่ได้ 

ไม่ว่าผลรวมของการลงทะเบียนจะเป็นอย่างไร รัฐบาลระบอบประยุทธ์และนายทุนล้วนได้ผลประโยชน์ กล่าวคือ หากจำนวนคนที่มาลงทะเบียนหรือได้รับอนุมัติมีน้อยลง รัฐบาลก็จะนำไปเคลมว่าจำนวนคนยากจนในประเทศลดน้อยลง ซึ่งเป็นผลงานจากการบริหารของรัฐบาล 

แต่หากมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น รัฐบาลก็จะเห็นตัวเลขที่จะใช้เป็นฐานเสียง ก็จะสามารถซื้อเสียงล่วงหน้าได้อย่างถูกกฎหมาย โดยอัดเงินไปแจกให้มากที่สุดและเมื่อถึงช่วงไกล้เลือกตั้ง ก็อาจจะมีการเพิ่มจำนวนเงินเข้าไปด้วย พร้อมกับอาจมีจะสัญญาอีกหลายประการ สำหรับฝ่ายนายทุนที่ผลิตของเพื่อรองรับการแลกคูปองก็เดินหน้าโกยกำไรต่อไป

(ภาพ : เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล)

4.

ตราบใดที่รัฐบาลที่ปกครองแบบอำนาจนิยมยังคงอยู่ ความยากจนก็จะยังคงอยู่คู่กับสังคมไทย เพราะเขาเอาความยากจนของประชาชนในประเทศเป็นพันธมิตร พวกเขาจะพยายามคงสภาพความยากจนให้ดำรงอยูในสังคม เพื่อใช้เป็นเครื่องมือและเป็นข้ออ้างรักษาอำนานจทางการเมืองของเขา รวมทั้งป้อนผลประโยชน์ให้แก่นายทุนที่อยู่เบื้องหลังหรือหยิบยื่นผลประโยชน์ตอบแทนให้พวกเขา

มองในแง่นี้ ในเมื่อความยากจนของประชาชนทำให้พวกเขามีอำนาจ และสามารถแสวงหาช่องทางโกยกำไรจากภาวะความยากจนของสังคมได้ แล้วทำไมเขาจะต้องทำให้คนรากหญ้าลืมตาอ้าปากได้ ทุกวันนี้พวกเขามีอำนาจ ร่ำรวย ส่งลูกหลานไปเรียนเมืองนอก จบแล้วก็อาจจะกลับมารับช่วงต่อคุมอำนาจรัฐ อำนาจทางเศรษฐกิจ และอำนาจการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเมืองไทยต่อไปอีก   

แม้ว่าทุกวันนี้ เราจะได้ยินเสียงชาวบ้านด่าประยุทธ์ทั่วบ้านทั่วเมือง แต่ด้วยวิธีการอันแยบยลของคนในระบอบประยุทธ์ ผมเชื่อว่าถึงที่สุดแล้ว ในวันเลือกตั้งคนจำนวนมากก็จะยังคงเลือกกาคะแนนให้เขาอยู่ดี