“วิกฤตน้ำท่วมลุ่มเจ้าพระยา” 5 หน่วยงานหลักจัดการน้ำ ทำอะไรกันอยู่(บ้าง)

เสียงล่าสุด จากตัวแทน 5 หน่วยงานหลักด้านน้ำของประเทศ ว่าด้วย “น้ำท่วม 2565 ในลุ่มเจ้าพระยา (รวมถึงกทม.) ใคร ทำอะไรไปบ้าง กำลังทำอะไรอยู่ และกำลังจะทำอะไร” : 

  • สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) (สสน.)
  • สำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)
  • กรมชลประทาน
  • การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)
  • กรุงเทพมหานครฯ (กทม.)

หมายเหตุ เรียบเรียงจากจากเวทีระดมสมอง “ววน.เสริมทัพรับมือน้ำท่วม” วันนี้ (12 ก.ย. 2565) จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) 

(ภาพ : GISTDA)

1. สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน.

“เราได้ใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์คาดการณ์ปริมาณน้ำฝน และปัจจัยอื่น ๆ เช่น สภาพอากาศ พื้นดิน ปัจจัยทางทะเล ทั้งอุณหภูมิของผิวน้ำทะเล ปรากฏการณ์เอลนีโญ ลานีญา จากสถิติฝนสะสมรายปีพบว่ามีปริมาณฝนแตกต่างกันในแต่ละปี 

โดยในปี 2554 มีลานิญาทั้งปี ขณะที่ปี 2565 ลานิญาปานกลางตั้งแต่ต้นปีทำให้เริ่มมีฝนตกตั้งแต่เดือนมกราคม และคาดการณ์ว่าจะมีพายุเข้าตั้งแต่เดือนกันยายนถึงพฤศจิกายนเข้าทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนหรือตอนล่าง 2-3 ลูก 

อย่างไรก็ตามอากาศและชีวิตเป็นสิ่งที่ไม่สามารถคาดเดาได้ แต่ก็พยายามใช้วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมในการลดช่องว่างเพื่อให้การคาดการณ์ฝนทำให้ดีขึ้น” ดร.กนกศรี ศรินนภากร สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) (สสน.) กล่าว

(ภาพ : สกสว.)

“คณะวิจัยได้ใช้ระบบสารสนเทศเพื่อบริหารจัดการน้ำร่วมกับกรมชลประทานและหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เชื่อมโยงข้อมูลเพื่อจำลองระบบฝนคาดการณ์ 2 สัปดาห์ ล่วงหน้า 3 เดือน โดยใช้แบบจำลอง DWCM-AgWU 

และการจำลองเพื่อคาดการณ์ปริมาณน้ำท่าในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบน จุดรวมของแม่น้ำปิง วัง ยม น่าน ที่จังหวัดนครสวรรค์ ส่งผ่านมาที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างที่กรุงเทพมหานคร 

พบว่าการคาดการณ์ของแบบจำลองสอดคล้องกัน แต่สภาพฝนแปรปรวนสูง น้ำท่าที่นครสวรรค์จะสูงไม่เกิน 1,800 ลบ.ม./วินาที ก็อาจเพิ่มขึ้นได้ แต่จะเริ่มวิกฤติหากเกิน 2,000 ลบ.ม. จากการคาดการณ์จะขึ้นสูงสุดประมาณ 2,300 ลบ.ม./วินาที (กรณีไม่มีการปล่อยน้ำจากเขื่อนเพิ่มเติม) 

ภาพรวมสามารถบริหารจัดการน้ำเหนือได้ น้ำที่จะผ่านมาที่บางไทรสามารถรับน้ำได้ 3,500 ลบ.ม./วินาที หากไม่เกินนี้ก็ไม่น่ากังวลและวิกฤตเท่าปี 2554 

นอกจากนี้ยังพิจารณาผลกระทบความเสียหายจากน้ำท่วมเบื้องต้น โดยการคาดการณ์ปริมาณน้ำท่า มีน้ำสะสม 15,000 ล้านลบ.ม. ไม่ส่งผลกระทบมากนักจากน้ำไหลบ่าและน้ำล้นตลิ่ง 

ทั้งนี้ต้องพัฒนาระบบฐานข้อมูลและการประมวลผลแบบอัตโนมัติสำหรับการบริหารจัดการน้ำ เพื่อดูปริมาณน้ำท่าให้แม่นยำมากขึ้นท่ามกลางความแปรปรวนของสภาพฝน 

โดยภาพรวมของน้ำท่วมในปีนี้ถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์สูงแต่ไม่เท่าปี 2554 อย่างไรก็ตามจะต้องระวังเรื่องระบบระบายน้ำของแต่ละพื้นที่ ต้องประสานระหว่างกรุงเทพมหานครกับชุมชนอย่างใกล้ชิด” ผศ. ดร.ไชยาพงษ์ เทพประสิทธิ์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน กล่าว

(ภาพ : สกสว.)

2. กรมชลประทาน

“เรามีหลักการบริหารจัดการลุ่มน้ำเจ้าพระยาทั้งต้นน้ำ ได้แก่ ฟื้นฟูอนุรักษ์ต้นน้ำ พัฒนาแหล่งน้ำ ระบบเฝ้าระวังและเตือนภัย ปรับปรุงเกณฑ์การบริหารน้ำ 

ส่วนกลางน้ำ ได้แก่ ทุ่งรับน้ำ พื้นที่รับน้ำหลากและแก้มลิง ขุดลอกลำน้ำ ปรับปรุงอาคารบังคับน้ำ คันกั้นน้ำและคันปิดล้อม การจัดจราจรทางน้ำ ขณะที่การจัดการปลายน้ำ (ระบายน้ำ) ได้แก่ ขุดลอกลำน้ำ ปรับปรุงอาคารบังคับน้ำ เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ คันกั้นน้ำและคันปิดล้อม การควบคุมคุณภาพน้ำ 

ทั้งนี้สาเหตุหลักของอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยา คือ ปริมาณน้ำฝนที่ตกมากกว่าค่าเฉลี่ย ปริมาณน้ำเหนือจากพื้นที่ตอนบนลุ่มน้ำเจ้าพระยา และภาวะน้ำทะเลหนุน 

ในปีนี้มีการบริหารจัดการน้ำหน้าเขื่อนเจ้าพระยาที่จังหวัดชัยนาทเป็นหลัก ระบายออกทางฝั่งตะวันออกและตะวันตกให้สอดคล้องกับน้ำเหนือที่ไหลลงมา ปัจจุบันน้ำ 4 เขื่อนมีน้ำอยู่ร้อยละ 56 สามารถรับน้ำได้อีก 10,982 ลบ.ม. 

ส่วนการรับน้ำต่อเนื่องกับคลองในเขตและนอกเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งทางกรมชลประทานจะประสานงานกับสำนักการระบายน้ำของกรุงเทพมหานครอย่างใกล้ชิด โดยได้เตรียมความพร้อมระบายน้ำลุ่มเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกทางคลองรังสิตประยูรศักดิ์ซึ่งมาจากนครนายก มีการสูบออกอย่างเต็มศักยภาพให้เร็วที่สุดและพยายามเลี้ยงน้ำให้อยู่ในระดับควบคุม 

ส่วนฝั่งตะวันตกจากแม่น้ำน้อย แม่น้ำท่าจีน พยายามเข้าเอาทุ่งให้น้อยที่สุด เช่น ทุ่งผักไห่ โดยมีคลองเส้นขวาง อาทิ คลองพระยาบันลือ คลองมหาสวัสดิ์ ซึ่งต้องรับน้ำต่อเนื่องและรักษาระดับน้ำในคลองเพื่อระบายน้ำจากทิศเหนือลงทิศใต้ได้เร็วที่สุด ขณะนี้ยังอยู่ในเกณฑ์ควบคุมและไม่มากเท่าฝั่งตะวันออก

ทั้งนี้กรมชลประทานมี 5 แนวทางปฏิบัติสำคัญ ได้แก่ เก็บกักเต็มประสิทธิภาพ คาดการณ์พื้นที่เสี่ยง หลีกเลี่ยงสิ่งกีดขวาง เช่น ผักตบชวา ระบบชลประทานเร่งระบาย และสแตนบายเครื่องมือเครื่องจักร 

นอกจากนี้ยังมีการบริหารจัดการน้ำอัจฉริยะโดยการประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนให้พื้นที่และหน่วยงานรับทราบ การบริหารจัดการน้ำทั้งในช่วงฤดูแล้งและฤดูฝนแบบบูรณาการ ใช้เครื่องมือต่าง ๆ และรวบรวม วิเคราะห์ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ซึ่งต้องพัฒนาปรับปรุงข้อมูลเพื่อให้การบริหารจัดการน้ำมีการทำงานที่รวดเร็ว ถูกต้องตามหลักวิชาการ และตรงเป้าหมาย 

รวมถึงการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหารับมือน้ำท่วมในลุ่มน้ำเจ้าพระยา พร้อมกับบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์คนรุ่นใหม่สู่การแก้ปัญหาเชิงวิจัยและนวัตกรรม ตลอดจนต่อยอดและขยายผลงานวิจัย” ดร.ธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน กล่าว

(ภาพ : สกสว.)

3. สำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)

“สทนช.มีแผนบริหารจัดการน้ำ 3 ระดับ คือ ระดับหน่วยงาน ระดับแผนแม่บท และความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน โดยมี 13 มาตรการรับมือฤดูฝนปี 2565 ได้แก่ 

(1) คาดการณ์ชี้เป้าพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมเดือนกันยายน 65 จังหวัด 

(2) การบริหารจัดการน้ำพื้นที่ลุ่มต่ำเพื่อรองรับน้ำหลัก เก็บเกี่ยวแล้วกว่า 8 แสนไร่ คิดเป็นร้อยละ 68 

(3) ทบทวน ปรับปรุงกฎเกณฑ์บริหารจัดการน้ำในแหล่งน้ำขนาดใหญ่-กลางและเขื่อนระบายน้ำ 

(4) ซ่อมแซม ปรับปรุงอาคารชลศาสตร์/ระบบระบายน้ำ สถานีโทรมาตรให้พร้อมใช้งาน 

(5) ปรับปรุง แก้ไขสิ่งกีดขวางทางน้ำ

(6) ขุดลอกคูคลองและกำจัดผักตบชวา 

(7) เตรียมพร้อมและวางแผนเครื่องจักร เครื่องมือประจำพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมและฝนน้อยกว่าค่าปกติ 

(8) เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและปรับปรุงวิธีการส่งน้ำ 

(9) ตรวจสอบความมั่นคงปลอดภัย คัน ทำนบ พนังกันน้ำ เพื่อแก้ไขได้ตรงจุด 

(10) จัดเตรียมพื้นที่อพยพและซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ 

(11) ตั้งศูนย์ส่วนหน้าในพื้นที่ก่อนเกิดภัยตลอดช่วงฤดูฝน 

(12) การสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์ 

(13) ติดตามประเมินผลปรับมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ภัย โดยใช้แบบจำลอง One Map คาดการณ์พื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม 

สำหรับหลักเกณฑ์การพิจารณาการตั้งศูนย์ส่วนหน้านั้น ประกอบด้วย การคาดการณ์สภาพอากาศมีพายุจรที่แนวโน้มเข้าสู่ประเทศไทยและจะเกิดสถานการณ์น้ำรุนแรงในพื้นที่หลายจังหวัด การคาดการณ์ปริมาณน้ำฝนอยู่ในเกณฑ์หนักถึงหนักมาก การคาดการณ์ปริมาณน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่มากกว่าร้อยละ 80 ของความจุ การคาดการณ์ปริมาณน้ำท่าในแม่น้ำสายหลักมากกว่าร้อยละ 80 ของลำน้ำหรือน้ำล้นตลิ่งนานกว่า 10 วัน ดุลยพินิจของผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ 

ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในพื้นที่ซึ่งกระทบต่อทรัพย์สินและชีวิตในระดับรุนแรง และความซับซ้อนของสถานการณ์ 

ขณะที่แนวทางและมาตรการแก้ไขปัญหาการรุกตัวของน้ำเค็ม น้ำท่วมและน้ำแล้งในลุ่มน้ำติดอ่าวไทยนั้นได้ดำเนินโครงการศึกษาแผนหลักแบบบูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ โดยจะต้องสร้างสมดุลความต้องการน้ำและปริมาณน้ำต้นทุน พัฒนาปริมาณน้ำต้นทุนแต่ละลุ่มน้ำให้เต็มศักยภาพ และมีมาตรการ องค์กร กลไกการบริหารจัดการน้ำ 

ทั้งนี้กรุงเทพมหานครจะจมน้ำหรือไม่นั้น จากข้อมูลของนักวิชาการ ศ. ดร.สันติ ภัยหลบลี้ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ว่ามีสองปัจจัยหลักคือ การเพิ่มสูงขึ้นของระดับน้ำทะเลซึ่งมีปัจจัยของเปลือกโลกขยับตัว การละลายของน้ำแข็งขั้นโลกเหนือและขั้วโลกใต้ ขณะที่อัตราการทรุดตัวของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล คาดว่าในปี 2100 พื้นดินมีโอกาสทรุดตัวลง 2.4 เมตร 

จากข้อมูลดังกล่าวคาดว่ากรุงเทพมหานครจะยังไม่หายไปจากแผนที่ ไม่ใช่เรื่องน่ากังวลตามที่มีข่าวออกมา ทั้งนี้ยังหวังว่าภายใน 80 ปีต่อจากนี้งานวิจัยจะสามารถช่วยวางแผนการบริหารจัดการน้ำของหน่วยงานได้ถูกต้องมากขึ้น”

บุญสม ชลพิทักษ์วงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ รักษาราชการแทน ที่ปรึกษาด้านบริหารจัดการน้ำ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าว 

(ภาพ : สกสว.)

4. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) 

“กฟผ.พัฒนาศักยภาพในการรับน้ำ การเตือนภัยเพื่อลดผลกระทบ การบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำ 

ทั้งกำหนดเกณฑ์ปฏิบัติการอ่างเก็บน้ำเพื่อบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณฝนคาดการณ์ระบบ One Map จัดทำเกณฑ์การระบายน้ำ กำหนดจุดเฝ้าระวัง และประเมินพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ติดตามสภาพอากาศและการพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชนิด 

คาดการณ์ปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนโดยพัฒนาแบบจำลองคณิตศาสตร์และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ รวมทั้งวางแผนพร่องน้ำล่วงหน้าสำหรับเขื่อนที่มีความเสี่ยงน้ำเกินความจุ เช่น เขื่อนอุบลรัตน์ ทั้งนี้คาดหวังว่างานวิจัยและนวัตกรรมจะนำไปสู่การใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ ยังพัฒนาระบบวิเคราะห์-คาดการณ์เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำร่วมกับ สนทช. และกรมชลประทาน ใช้เทคโนโลยีการสำรวจระบบโทรมาตรและแผนที่น้ำท่วม นำปริมาณฝนคาดการณ์มาประเมินน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำของ กฟผ. ที่คาดการณ์ล่วงหน้าได้ 7 วัน 

ตลอดจนพัฒนาระบบฐานข้อมูลน้ำ กฟผ. เชื่อมโยงข้อมูลกับคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ รวมถึงแลกเปลี่ยนข้อมูลกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้ครบถ้วนรอบด้าน ทั้งนี้ กฟผ.ให้ความสำคัญในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการบริหารจัดการน้ำผ่านงานวิจัย เช่น งานสำรวจและจัดทำแผนที่น้ำท่วม ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์เพื่อการบริหารจัดการน้ำ ฯลฯ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำและพัฒนาศักยภาพของบุคลากร กฟผ.” 

วันเพ็ญ แก้วแกมทอง หัวหน้ากองจัดการทรัพยากรน้ำ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าว

(ภาพ : สกสว.)

5. กรุงเทพมหานครฯ (กทม.)

“ในการจัดการด้านโครงสร้างและกายภาพ ขณะนี้กรุงเทพมหานครกำลังเร่งเสริมคันกั้นน้ำ ซ่อมบำรุงและอุดฟันหรอความยาวประมาณ 3 กิโลเมตร ซึ่งผู้ว่าฯชัชชาติได้ขอความร่วมมือจากหลายหน่วยงานเพื่อทะลวงระบบท่อ 

แต่อาจมีน้ำสะสมบางพื้นที่ด้วยข้อจำกัดทั้งหลาย รวมถึงกำลังตรวจสอบการก่อสร้างบางจุดที่เป็นอุปสรรคต่อการไหลของน้ำ โดยพยายามไม่ให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนที่เป็นพื้นที่รับน้ำ และเร่งผลักน้ำจากคลองต่าง ๆ ออกไป 

ส่วนระบบการจัดการจะปรับการสื่อสารใหม่ ใช้การพยากรณ์ที่มีความถูกต้องสูงเพื่อแจ้งเตือนล่วงหน้ารวมทั้งจุดที่วิกฤตเพื่อช่วยเหลือประชาชนให้ปรับพฤติกรรม 

เรามีงานวิจัยพอสมควรในการบริหารจัดการน้ำท่วม สิ่งที่กรุงเทพมหานครดำเนินการในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาคือ แก้ไขจุดวิกฤต ระบบแผนที่และระบบฐานข้อมูลโดยเริ่มจัดทำข้อมูลศักยภาพเชิงพื้นที่ เพื่อให้สามารถจัดเก็บข้อมูลภูมิสังคมในจุดเปราะบางได้เต็มที่ และใช้มาตรการเชิงพื้นที่ที่ไม่กระทบกับภัยอื่น 

ทั้งนี้อยากให้หน่วยงานร่วมกันทำแผนที่เสี่ยงภัยเพื่อให้ระบุว่าชุมชนใดมีพื้นที่เสี่ยง ไม่ใช่เฉพาะน้ำท่วม และจัดทำระบบข้อมูลอาสาสมัคร-ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางเพื่อทำโลจิสติกส์ในการบริหารจัดการ ถ้าใช้ข้อมูลความเสี่ยงในการกำหนดและออกแบบมาตรการความเสี่ยงพร้อมกับประชาสัมพันธ์แก่ประชาชนได้จะทำให้การบริหารจัดการดีขึ้น แต่ต้องศึกษากฎหมายด้วยว่าจะเอื้อต่อการดำเนินงานเพียงใด 

ทั้งนี้โครงสร้างของกรุงเทพมหานครมีความเสื่อมจากการใช้งาน สภาวะต่าง ๆ เช่น ถนนทรุดตัว ทำให้โครงสร้างเดิมอ่อนแอ ซึ่งควรจะมีการวิจัยเพื่อหาคำตอบ อาทิ รูปแบบการกัดเซาะริมทะเล ฟลัดเวย์ ฯลฯ เพื่อให้สามารถหาทางออกได้มากที่สุด” 

ผศ. ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าว

(ภาพ : สกสว.)

“บทบาทข้อต่อ”

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) 

“เวทีวันนี้จัดขึ้นเพื่อรายงานสถานการณ์ปัจจุบันเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำและการคาดการณ์ปริมาณน้ำฝน ตลอดจนจำลองสถานการณ์น้ำท่วม และการเสนอแนะเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์น้ำ โดยเฉพาะในลุ่มน้ำเจ้าพระยา รวมถึงการนำเสนอการใช้วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ ววน. เป็นเครื่องมือพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพการบริหารจัดการน้ำของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ สกสว. สังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้จัดสรรทุนสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำมาอย่างต่อเนื่อง โดยคณะวิจัยได้ทำงานคู่ขนานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานทั้งระดับนโยบายและระดับปฏิบัติต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงนำความรู้มาทำงานร่วมกับหน่วยงานเพื่อแก้ปัญหาการบริหารจัดการน้ำ ปรับการทำงานของหน่วยงานคู่ขนานไปกับการยอมรับการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่มากขึ้น อันจะทำให้เกิดการใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้ งานวิจัยและนวัตกรรมอย่างเป็นรูปธรรมสู่การเสริมศักยภาพของหน่วยงานอย่างเต็มที่ 

สกสว.ในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจสำคัญในการบริหารกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการทำหน้าที่เป็น “ข้อต่อสำคัญ”ในครั้งนี้ของ สกสว. กับหน่วยบริหารและจัดการทุน ตลอดจนมหาวิทยาลัยและหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีพันธกิจในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ จะได้รับข้อมูลและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อการวางแผน 

เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติของประเทศ โดยใช้วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเป็นเครื่องมือ อีกทั้งเตรียมองค์ความรู้ในการวางแผนการวิจัยและนวัตกรรม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต” ผศ.เชิญโชค ศรขวัญ รองผู้อำนวยการ สกสว. กล่าว

(ภาพ : สกสว.)

“จากนี้ไป จะนำความเห็นของวิทยากรมาออกแบบการทำงาน และสานพลังหน่วยงาน ววน. 5 ประเด็นสำคัญ คือ 

1) การคาดการณ์ปริมาณน้ำฝน ปัญหาสภาพภูมิอากาศ สร้างฉากทัศน์ในระยะยาวด้วยข้อมูลที่แม่นยำ 

2) การบริหารจัดการน้ำ พื้นที่รองรับน้ำ ระบายน้ำ นวัตกรรมการจัดการในเชิงความรู้ใหม่ ๆ ทั้งการจัดการน้ำและพื้นที่ 

3) การบรรเทาความเสียหาย โดยใช้กรุงเทพมหานครเป็นจุดตั้งต้นในการทำแผนที่ความเสี่ยง รวมถึงพื้นที่ภัยพิบัติอีกหลายจุด 

4) การสร้างบุคลากรที่มีความรู้ความเข้าใจ 

5) การสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจกับประชาชนและการสร้างความร่วมมือเพื่อร่วมกันแก้ปัญหา ทั้งนี้จะต้องบูรณการทั้งเชิงนโยบายและการปฏิบัติการ มีส่วนร่วมและแลกเปลี่ยนข้อมูลในการทำงาน” 

รศ. ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าว

(ภาพ : สกสว.)
(ภาพ : สกสว.)
(ภาพ : สกสว.)