ความเป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อม “แม่ลาน้อย-ม่อนแจ่ม-ลานกระบือ”

GreenJust : เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล

(ภาพ : เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล)

1.

ช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมานี้ ผมมีโอกาสเดินทางไปหลายที่ ได้เอาตัวเองไปสัมผัสกับบรรยากาศที่น่าสนใจหลายเรื่อง 

เริ่มจากเมื่อวันที่ 27 ผมเดินทางไปที่บ้านห้วยตะพาด ตั้งอยู่ในเขตอำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อเข้าร่วมเวทีที่ประธานกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เดินทางมารับฟังปัญหา กรณีที่ชาวบ้านคัดค้านการให้สัมปทานเหมืองแร่ 

หลังจากนั้นผมก็เดินต่อไปยังจังหวัดเชียงใหม่ และขึ้นไปที่ม่อนแจ่ม เมื่อวันที่ 29 เพื่อสังเกตการณ์กรณีที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้ยกกำลังเข้าไปรื้อโฮมสเตย์ของชาวบ้าน 

พอวันที่ 30 ช่วงเช้า ระหว่างที่รอประชุม ก็เปิดดูข่าว 2 เรื่อง ที่มีคนส่งมาให้ คือ เรื่องกรมป่าไม้ได้อนุญาตให้ บริษัท ปตท.สผ.สยาม จำกัด เข้าทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เพื่อการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ที่อำเภอลานกระบือ จังหวัดกำแพงเพชร และเรื่องแนวทางแก้ไขปัญหาจัดทำ คทช. ล่าช้า 

พอถึงช่วงบ่าย ผมก็ได้เข้าร่วมประชุมเพื่อจัดตั้งคลินิกฎหมายสิ่งแวดล้อม ของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 

(ภาพ : เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล)

2. 

เรื่องการพยายามดำเนินการเพื่อขอสัมปทานเหมืองแร่ ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน และเรื่องการอนุญาตให้ บริษัท ปตท.สผ.สยาม จำกัด เข้าไปสำรวจ พัฒนาและผลิตปิโตรเลียม ที่จังหวัดกำแพงเพชร เป็นเรื่องรัฐยกพื้นที่ป่าให้เอกชนทำประโยชน์ ผ่านกระบวนการขออนุญาตตามกฎหมาย 

ชึ่งดูเหมือนทุกๆ ครั้งฝ่ายรัฐพยายามแสดงบทบาทปกป้องผลประโยชน์ และอำนวยความสะดวกให้ฝ่ายนายทุนจากต่างถิ่นเหล่านั้น สามารถได้รับสิทธิใช้ประโยชน์จากทรัพยากร ชึ่งส่วนใหญ่การทำอุตสาหกรรมหนัก ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และสังคมของคนในท้องถิ่น หากคนท้องถิ่นออกมาคัดค้านก็จะถูกกดปราบด้วยสารพัดกลวิธี ทั้งจากเจ้าหน้ารัฐและนายทุนเจ้าของโครงการ 

ในขณะที่การใช้ที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติเพื่อทำประโยชน์ของชาวบ้านในท้องถิ่น เช่น กรณีม่อนแจ่ม มีกฎหมายและนโยบายห้ามเต็มไปหมด ชึ่งบ่อยครั้งที่ปรากฏข่าวครึกโครมว่าเจ้าหน้าที่สนธิกำลังไปตรวจยึด หรือไล่รื้อบ้านเรือน ที่พักโฮมสเตย์ของชาวบ้าน ชาวบ้านก็จะเป็นต้องออกมาคัดค้านโดยยืนยันว่าเป็นที่ดินที่ทำประโยชน์มานานก่อนที่ทางราชการจะประกาศเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ แต่ฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐที่มีอำนาจไม่ยอมทำ 

เมื่อถูกถามว่ารัฐจะแก้ไขปัญหาอย่างไร คำตอบที่ได้รับก็จะคลุมเครือและไม่สามารถทำได้จริงเสมอ แม้กระทั่งรัฐบาลมีนโยบายแล้วก็ยังไม่สามารถทำได้ แม้แต่คุณจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็ยอมรับว่าเป็นเรื่องที่แก้ไขปัญหายากมาก เนื่องจากมีกฎหมาย นโยบาย และหน่วยงานที่เยอะแลช้ำช้อนกันมาก ทำให้ในทางปฏิบัติติดขัดเงื่อนไขของระเบียบกฎหมายและอำนาจทับช้อนของหน่วยงานเต็มไปหมด   

ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอว่าทางออกคือจะต้องเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาทำ MOU เพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกัน และทำเป็นพื้นที่นำร่องหรือ Sand box ชึ่งการเรียกงานหน่วยงานมาทำ MOU และทำเป็นกรณีตัวอย่างที่เรียกว่า Sand box ก็เป็นเพียงการทดลอง และขอความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้อาสามาทดลองร่วมกันเท่านั้น ก็เท่ากับคนระดับปลัดกระทรวงยอมรับระเบียบกฎหมายที่มีอยู่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้จริง

สภาพเช่นนี้ทำให้ชาวบ้านโดยเฉพาะชาวบ้านในชนบทต้องเผชิญกับปัญหาความไม่เป็นธรรมในการจัดการทรัพยากรของรัฐ โดยที่ฝ่ายนายทุนและรัฐสามารถใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือได้ สำหรับชาวบ้านกลับเป็นฝ่ายที่ถูกกฎหมายกดทับ และเมื่อเกิดความขัดแย้งฝ่ายชาวบ้านก็จะตกอยู่ในฐานะเสียเปรียบเสมอ ทำให้คณาจารย์บางส่วนของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้พยายามจัดตั้งคลินิกกฎหมายสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายในกรณีที่เป็นประโยชน์สาธารณะ

(ภาพ : เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล)

3. 

การจัดการที่ดินและป่าไม้ที่ไม่เป็นธรรมก่อให้เกิดผลกระทบหลายมิติ ทั้งมิติความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ (Economic Justice) ความเป็นธรรมทางสังคม (Social justice) และความเป็นธรรมทางนิเวศและสิ่งแวดล้อม (Ecological & Environmental Justice) ดร.สุนทรียา เหมือนพะวงศ์ ผู้พิพากษาศาลฎีกา ได้เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาไว้ในบทความเรื่อง “การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมด้านป่าไม้และที่ดินเพื่อความเป็นธรรมในสังคมไทย” ไว้อย่างน่าสนใจดังนี้ 

ให้จัดปฏิรูประบบกฎหมายเกี่ยวกับป่าไม้และที่ดิน 2 ฉบับ คือ คือ ประมวลกฎหมายทรัพยากรที่ดินและป่าไม้ และกฎหมายวิธีพิจารณาคดีที่ดินและป่าไม้ กล่าวคือ  

“ประมวลกฎหมายทรัพยากรที่ดินและป่าไม้” เพื่อกำหนดเป้าหมายและวางหลักการของกฎหมายให้ชัดเจน ไมว่าจะเป็นการจัดการแบบถือว่ามนุษย์เป็นศูนย์กลาง (Anthropocentric) ที่มองว่าป่าไม้เป็นสิ่งที่มนุษย์สามารถนำมาใช้เพื่อประโยชน์ได้ โดยจัดสรรให้เกิดความเป็นธรรมแก่คนในสังคมโดยคำนึงถึงความจำเป็นและความแตกต่าง และการจัดการแบบที่มองระบบนิเวศน์เป็นศูนย์กลาง (Ecocentric) คือ ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการอนุรักษ์ไว้ซึ่งทรัพยากรธรรมชาติ กับการนำมาใช้ประโยชน์ ซึ่งก็ต้องคำนึงถึงความเป็นธรรมในสังคมด้วย

“กฎหมายวิธีพิจารณาคดีที่ดินและป่าไม้” เพื่อมุ่งสร้างกระบวนการพิจารณาคดีป่าไม้และที่ดินมีมาตรฐาน มีความถูกต้อง เป็นธรรม ประหยัด ซึ่งในกรณีเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับการใช้ที่ดินหรือป่าไม้ของกลุ่มชนชาติพันธุ์ต่างๆ การพิสูจน์ข้อเท็จจริงจะต้องคำนึ่งถึงความเชื่อมโยงกับข้อมูลทางสังคมศาสตร์ โบราณคดี มานุษยวิทยา และชาติพันธุ์วิทยาต่างๆ การพิสูจน์เรื่องที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมประเพณีที่เชื่อมโยงกับเรื่องการใช้ที่ดินที่ป่า 

เนื่องจากบางครั้ง การพิสูจน์ทางวัฒนธรรมประเพณีบางประการอาจนำไปสู่การได้สิทธิ การมีความผิด หรือการพ้นผิดของผู้ที่เกี่ยวข้องได้ ซึ่งการที่ศาลมักห้ามนำสืบบริบทของคดี แต่มุ่งพิจารณาเพียงหลักฐานเชิงประจักษ์ โดยไม่นำพาต่อเบื้องหลังของเหตุการณ์ความขัดแย้ง ทำให้ขาดการมองภาพความขัดแย้งอย่างเป็นองค์รวม และทำให้ปิดโอกาสของฝ่ายประชาชนหรือชุมชนในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตน”

(ภาพ : เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล)

4. 

สิ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้ คือ ประเทศยังมีความต้องการใช้แร่บางชนิดเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยี แต่เหมืองแร่ทุกแห่งล้วนก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมไม่มากก็น้อย ประเทศไทยจำเป็นต้องเพิ่มพื้นที่ป่าโดยรวม แต่สังคมชนบทต้องการความเจริญและคุณภาพชีวิตที่ดี และความมั่นคงในการถือครองที่ดินเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญที่สุด การก่อสร้างอาคารและสถานที่ท่องเที่ยวบนพื้นที่สูงที่เกินขนาด อาจมีปัญหาเรื่องความปลอดภัยและผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ แต่การท่องเที่ยวถือเป็นแหล่งรายได้ที่ใหญ่ลำดับต้นๆ ของประเทศ และที่สำคัญคือ การทำบริการการท่องเที่ยวทำให้คนใช้ที่ดินน้อยกว่าปลูกข้าวโพด และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าหลายสิบเท่าตัว 

ผมคิดว่าไม่มีอะไรน่ายินดี เมื่อได้ยินคนระดับปลัดกระทรวงเสนอว่าให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำ MOU เพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกัน นั่นเท่ากับจะบอกว่ากลไกและระเบียบกฎหมายของรัฐไม่มีประสิทธิภาพ และไม่มีหน่วยงานใดๆ ของรัฐ ที่มีอำนาจและศักยภาพแก้ไขปัญหาให้ชาวบ้านได้จริงๆ 

มันช่างย้อนแย้งกับสิ่งที่ควรจะเป็น คือ ปลัดกระทรวงในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดของระบบราชการประจำ ก็ใช้อำนาจสั่งการลงมาให้หน่วยงานในสังกัดใช้อำนาจหน้าที่ตามระเบียบกฎหมายดำเนินการให้แล้วเสร็จ ชึ่งทุกวันนี้มีหน่วยงานที่เป็นแขนขากระจายเต็มไปหมดทุกพื้นที่อยู่แล้ว อะไรที่ติดขัดก็ใช้อำนาจของตนสั่งการหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงระเบียบกฎหมาย ผมไม่เห็นมีความจำเป็นใดๆ จะต้องไปทำ MOU นอกเสียเขามีเป้าหมายที่จะคงสภาพปัญหาเหล่านี้เอาไว้เพื่ออะไรบางอย่าง 

(ภาพ : เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล)