ให้อปท.จัดการวิกฤตโขงผันผวน “น่าสนใจ หากเหล่าข้อจำกัดถูกปลดล็อก”

ควรไหม เป็นไปได้ไหม? หากจะฝากความหวังการจัดการวิกฤตแม่น้ำโขง ทั้งวิกฤตต่อสายน้ำและวิกฤตคนลุ่มโขงทั้ง 8 จังหวัด ไว้ในมือ “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือ อปท.” หน่วยงานภายใต้โครงสร้างราชการที่มีความใกล้ชิดกับพื้นที่และชาวบ้านมากที่สุด

และหากเป็นไปได้ บทบาทที่ควรของอปท. น่าจะมากน้อยแค่ไหน และอย่างไร

นราวิชญ์ เชาวน์ดี ผู้สื่อข่าว GreenNews รายงานจากเวที “บทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศแม่น้ำโขง” เมื่อ 11 สิงหาคม 2565 ที่ผ่านมา 

“น้ำโขงเพิ่มระดับฉับพลันที่บ้านดงนาต ต.หนามแท่ง อ.ศรีเชียงใหม่ อุบลราชธานี 21 ส.ค. 2565” (ภาพ : นายอัครภูมิ / คสข.)

วิกฤตสายน้ำ-คนลุ่มโขง

มนตรี จันทวงศ์ นักวิชาการสิ่งแวดล้อมอิสระผู้ติดตามการเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำโขงมาต่อเนื่องหลายทศวรรษ กล่าวว่า การสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขงได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้คนที่ใช้ชีวิตในลุ่มแม่น้ำโขง การเปิดของเขื่อนก็ได้ก่อให้เกิดผลหลายอย่างต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม การใช้ชีวิต การหายไปของพันธุ์ปลาส่งผลกระทบต่อชาวประมง การหายไปของตะกอนดินทำให้ไม่สามารถปลูกพืชบริเวณริมแม่น้ำได้เหมือนเดิม นอกจากนั้นการเข้ามาของเขื่อนยังส่งกระทบต่อวัฒนธรรมประเพณีของคนลุ่มแม่น้ำอีกด้วย

“ผมขอแบ่งสถานการณ์แม่น้ำโขงออกเป็น 3 ช่วง จากที่มีการสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขงเป็นตัวตั้ง 1. ก่อนปี 2536 ช่วงก่อนการสร้างเขื่อนตัวแรกในประเทศจีน น้ำยังไหลตามธรรมชาติ หน้าแล้งน้ำแห้ง หน้าฝนน้ำก็ท่วม ระดับน้ำก็สูง ช่วงที่ 2. 2536 – 29 ต.ค. 2562 ช่วงการก่อสร้างเขื่อนในประเทศจีนและลำน้ำสาขาในประเทศลาว และ 3. หลังจากการเปิดใช้งานเขื่อนไซยะบุรี 29 ต.ค. 2562 

เขื่อนที่ส่งผลกระทบต่อลำน้ำโขงในประเทศไทยคือ เขื่อนในไทยและลาว โดยเฉพาะในลาวที่มีการสร้างเขื่อนใหญ่” มนตรี ผู้ซึ่งเป็นหัวหน้าโครงการวิจัยและพัฒนา ชุมชนต้นแบบด้านสุขภาวะบนฐานความมั่นคงทรัพยากร ทางอาหารและทรัพยากรธรรมชาติในลุ่มน้ําโขง และความสามารถในการปรับตัวจากปัจจัยเสี่ยงด้านภัยพิบัติ ด้วย กล่าวในงานประชุมเชิงปฏิบัติการ “บทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศแม่น้ำโขง” เมื่อ 11 สิงหาคม 2565 ที่ผ่านมา

อำนาจ ไตรจักร ชาวนครพนม ประธานเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัด (คสข.) ให้มุมมองจากพื้นที่ต่อวิกฤตโขงผันผวนปัจจุบันว่า การสร้างเขื่อนก่อให้เกิดปัญหาตามมาหลากหลายไม่ว่าจะเป็นปัญหาน้ำท่วมสูงนานกว่าปกติ น้ำท่วมในหน้าแล้งแต่กลับแล้งในช่วงหน้าฝน การเปิดปิดน้ำของเขื่อนทำให้เกิดปัญหาน้ำขึ้นลงผิดปกติตลอดทั้งปี  ส่งผลต่อการอพยพของปลา สูญเสียพ่อพันธ์แม่พันธุ์ปลา 

ผลกระทบจากเขื่อนไซยะบุรีที่ทำให้น้ำในแม่น้ำโขงแห้งส่งผลให้ประเพณีแข่งเรือที่จัดเป็นประจำทุกปีต้องหยุดไป ซึ่งเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นในปี 2562 เขื่อนที่เกิดขึ้นยังส่งผลให้ตะกอนในแม่น้ำโขงหายไป ทำให้เกิดการระบาดของสาหร่ายที่ไปจับกับตาข่ายดักปลาของชาวบ้าน นอกจากนั้นเมื่อตะกอนที่เป็นอาหารของปลาหายไปก็ส่งผลกระทบต่อปลา อำนาจกล่าว

“ผมอายุ 63 แล้ว ผมอยู่กับแม่น้ำโขงมาตั้งแต่เกิด เห็นการเปลี่ยนแปลงแม่น้ำโขงมาโดยตลอด เมื่อก่อนแม่น้ำโขงเรามีความอุดมสมบูรณ์ หลังจากที่มีการสร้างโครงการขนาดใหญ่กั้นลำน้ำโขงขึ้น เราก็เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลง 

หลังจากมีการสร้างเขื่อนที่ประเทศจีนเราก็เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงแต่ก็ยังไม่ชัดเจน ก็เห็นน้ำเริ่มแห้ง ตะกอนเริ่มหาย เราเริ่มเห็นชัดเจนขั้นเมื่อปี 62 วันที่ 25 ต.ค. มีการเปิดการใช้เขื่อนไซยะบุรี

หลังการเปิดเขื่อนที่ไซยะบุรีการเปลี่ยนแปลงที่เห็นชัดก็คือ ปลาลดลง ปลาหลายชนิดหายไป การปลูกผักที่ริมแม่น้ำโขงตอนนี้ก็ทำไม่ได้แล้วเพราะตะกอนดินที่หายไป การแข่งขันเรือยาวก็เริ่มหายไป 

เมื่อปี 62 เรามีการทำวิจัยแบบบ้าน ๆ เรื่องระบบนิเวศแม่น้ำโขงที่มันเปลี่ยนแปลงไป ลงไปถามพี่น้องเลยว่า ปลา สัตว์น้ำในแม่น้ำโขงเมื่อก่อนเป็นอย่างไร แล้วตอนนี้เป็นอย่างไร เกษตรริมโขงเมื่อก่อนตอนนี้เป็นอย่างไร พอเอาไปนำเสนอ หน่วยงานก็ไม่รับอีก แต่โชคดีที่ยังมีนักวิชาการมาช่วยบอกว่างานวิจัยของเราเป็นเรื่องที่มันจริง” อำนาจกล่าว

ด้านวิมลจันทร์ ติยะบุตร ผู้แทนชุมชนลุ่มน้ำสงคราม กล่าวในช่วงเสวนาถึงสถานการณ์แม่น้ำสงครามที่เป็นแม่น้ำสาขาสำคัญของแม่น้ำโขงว่ากำลังประสบกับวิกฤตไม่ต่างกัน

“ลำน้ำสงครามก็เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ ส่วนสำคัญของแม่น้ำก็คือเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำให้กับแม่น้ำโขง ส่วนช่วงที่ได้รับผลกระทบน้ำมันก็จะขึ้น ๆ ลง ๆ พอถึงช่วงฤดูน้ำหลาก แต่น้ำไม่มา ปลาก็ไม่มาทำให้ชาวบ้านหากินลำบาก ออกไปหาปลา 5-6 ชั่วโมงบางครั้งไม่ได้ปลาเลยก็มี” 

“ข้อดีของนครพนมอย่างหนึ่งก็คือมีแหล่งน้ำที่สำคัญมากคือ แม่น้ำโขง ลำน้ำสงครามและลำน้ำก่ำ แต่นับตั้งแต่มีการสร้างเขื่อนขึ้นมาก็มีผลกระทบกับด้านประมงเราเยอะมาก” ทศพล แก้วงาม หัวหน้ากลุ่มบริหารจัดการด้านการประมง สำนักงานประมงจังหวัดนครพนม ให้ความเห็นสนับสนุนเพิ่มเติม

(ภาพ : สมาคมเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน)

ทำไมต้อง อปท.

“องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นองค์กรที่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด และ ประชาชนสามารถเข้าถึงได้รวดเร็วที่สุด” ดร.มงคลชัย สมอุดร รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดงานประชุมเชิงปฏิบัติการ

โดยที่ภายใต้พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ได้มีการออกแบบให้มีองค์กรขับเคลื่อน 3 ระดับ ซึ่ง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะเข้ามามีบทบาทในระดับลุ่มน้ำ ซึ่ง ณ ขณะนี้มี 22 ลุ่มน้ำ ในคณะกรรมการลุ่มน้ำจะมีหน้าท่ีกำกับและขับเคลื่อน บริหารทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำ จัดทำแผนแม่บทการใช้ การพัฒนา การบริหารจัดการ การบำรุงรักษา การฟื้นฟู และการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำ จัดทำแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำแล้ง แผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วม เสนอคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เพื่อให้ความเห็นชอบ พิจารณาปริมาณการใช้น้ำการจัดสรรน้ำและจัดลำดับความสำคัญในการใช้น้ำในเขตลุ่มน้ำ ควบคุมการใช้น้ำให้เป็นไปตามกรอบหลักเกณฑ์และแนวทางที่ กนช. กำหนด เสนอความเห็นต่อ กนช. เกี่ยวกับแผนงานและโครงการ ในการดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำ ซึ่งมี กรรมการโดยตำแหน่งซึ่งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดและมีกรรมการลุ่มน้ำผู้แทน อปท. จังหวัดละ 1 คน 

ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นก็มีการสนับสนุนเบื้องต้นจาก อบจ. ที่เข้ามาช่วยชาวบ้านด้านเครื่องมือในการปรับปรุงหนองน้ำเพื่อทำเขตอนุรักษ์พันธุ์ปลา พันธุ์พืช ดร.มงคลชัยกล่าว

“กรมทรัพยากรน้ำดูแลร่วมกับรัฐ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นในส่วนที่อยู่นอกเขตกรมชลประทาน ในส่วนของแม่น้ำโขงจะดูแลอยู่ 2 เรื่องคือ แจ้งเตือนปริมาณน้ำและดูแลคุณภาพน้ำ” ชัชวาล เอื้อสุวรรณ ผู้อํานวยการสํานักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จังหวัดนครพนม ให้ความเห็น

“กรมทรัพยากรน้ำมีโครงการจัดหาน้ำบาดาลเพื่อการอุปโภค บริโภคที่มาจากงบของกรมทรัพยากรน้ำหลังจากนั้นจะมีการมอบการบริหารจัดการให้สู่ท้องถิ่นเพื่อให้เกิดการยั่งยืน นอกจากเพือการบริโภคและอุปโภคแล้วทางกรมทรัพยากรยังมีโครงการเพื่อการเกษตร การจัดการน้ำเสีย เป็นตัวอย่างการร่วมมือระหว่างกรมทรัพยากรน้ำกับองค์ปกครองส่วนท้องถิ่น” ชัชวาลกล่าว

“ในด้านการอนุรักษ์พันธุ์ปลา ในภารกิจของแหล่งน้ำกรมประมงได้ถ่ายโอนอำนาจไปให้ท้องถิ่นสามารถจัดซื้อเพื่อดำเนินการปล่อยในชุมชนได้เลย” หัวหน้ากลุ่มบริหารจัดการด้านการประมง นครพนม กล่าวเสริม

รศ.ดร. กนกวรรณ มะโนรมย์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (ภาพ : สมาคมเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน)

อปท. ที่ยังมีข้อจำกัด

“จากที่ฟังมาและจากการที่ร่วมงานกับ อปท.หลายที่ พบว่าอำนาจของอปท. ในการจัดการบริหารน้ำมีน้อยและจำกัด งบประมาณในการจัดการก็มีน้อย ส่วนมากจะเป็นงบก่อสร้างขนาดเล็ก และการซ่อมแซม” รศ.ดร. กนกวรรณ มะโนรมย์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี 

“การที่มีงบจำกัดทำให้การดูแลรักษาหรือซ่อมแซมสถานีสูบน้ำหรือคลองส่งน้ำที่ได้รับมอบหมายมาเป็นไปได้ยาก ซึ่งเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้เป็นข้อจำกัดไม่ให้อปท. ทำงานได้อย่างเต็มที่

กรมเจ้าท่า กรมชลประทานในพื้นที่ก็ยังมีอำนาจเหนือ อปท. ในการจัดการดูแลทรัพยากรน้ำในพื้นที่ แม้ว่าจะมีการบูรณาการกันภายใต้ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กรมทรัพยากรน้ำก็ตาม ทำอย่างไรอปท. จะมีบทบาทมากขั้น เน้นการประสานงานมากขั้น ลดการซ้อนทับกันระหว่างหน่วยงานมากขึ้น ถ้าสิ่งเหล่านี้ถูกแก้ไขจะทำให้การจัดการทรัพยากรน้ำบริเวณลุ่มแม่น้ำโขงมีประสิทธิภาพมากขึ้น” รศ.ดร. กนกวรรณ กล่าว

“องค์กรส่วนท้องถิ่นเองก็คงยังไม่รู้ว่าเราต้องดูแลในส่วนของทรัพยากรธรรมชาติตรงไหนบ้าง อำนาจมันซ้อนกันอยู่ เราเองก็อยากจะทำ แต่เราก็ไม่ได้มีพนักงานที่เชี่ยวชาญในเรื่องนั้น ๆ และมันก็ไม่ใช่ภารกิจทางตรงของเรา

ส่วนของอบจ. เองก็อะไรที่เราเข้าไปช่วยได้เราก็จะเข้าไปช่วย อย่างที่เราประสานรถแมคโครไปช่วยขุดร่องในแหล่งน้ำ แต่เราก็ยังตอบไม่ได้ว่าแหล่งน้ำนั้นเป็นของใคร เทศบาล กระทรวงทรัพฯ กรมพัฒนาที่ดิน หรือเป็นของใคร มันทับซ้อนกันอยู่มาก” จิรวัฒน์ เวียงด้าน รองนายกอบจ.นครพนม กล่าว 

(ภาพ : สมาคมเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน)

ข้อเสนอ-ความเป็นไปได้ “บทบาทอปท.จัดการวิกฤตโขง”

“การสร้างองค์ความรู้ขึ้นมาเป็นของตัวเองก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ อปท. ต้องพัฒนาขึ้นมาเพราะตอนนี้องค์ความรู้ต่าง ๆ ไปอยู่ที่ สทนช. งานศึกษาที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศแม่น้ำโขงที่ส่งผลกระทบต่อชาวบ้านในด้านความเสียหายต่อบุคล การเปลี่ยนแปลงอาชีพ 

ในอนาคตงานศึกษานี้จะเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยในเรื่องการเยียวยาความเสียหาย การสร้างระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ อปท. ควรจะสร้างให้เกิดขึ้นเพราะระบบเตือนภัยในตอนนี้ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ข้อแนะนำจากนักวิชาการสิ่งแวดล้อม

วันนี้เรายังขาดเรื่องการเตือนภัยแล้วก็การอพยพหนีภัย ก็อยากจะฝากอปท. ในจุดนี้” อำนาจ ประธานคสข. กล่าวระหว่างแลกเปลี่ยนในเวที

“ปัญหาเรื่องการกระจายอำนาจ แผ่อำนาจก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ทำให้ส่วนท้องถิ่นทำงานได้ยาก รองนายก อบจ. เสนอว่า ถ้ากระจายอำนาจก็ควรลดบทบาทของส่วนกลางลง ไม่ใช่แผ่อำนาจลงมาเพราะจะทำให้เกิดการทับซ้อนกันให้ทำงานยากขึ้น

ถ้าอปท. จะทำอะไรก็ตามในเรื่องการจัดการทรัพยากรน้ำจะต้องเชื่อมโยงกับ 3 อย่างนี้คือ 1. ต้องพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน ชุนชนจะต้องได้รับประโยชน์จากการจัดการทรัพยากรน้ำของอปท. 2. จะต้องมีการฟื้นฟูรักษาระบบนิเวศ โดยการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน 3. ต้องคำนึกถึงความเป็นธรรม เท่าเทียมทุกกลุ่มคน เพราะกลุ่มคนใช้น้ำมีความหลากหลาย” รศ.ดร กนกวรรณ กล่าว

“แม่น้ำโขงมีการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่การสร้างเขื่อนที่จีนแล้วมาเขื่อนไซยะบุรีมาจนถึงเขื่อนดอนสะโฮงและเขื่อนต่าง ๆ ที่มีแผนที่จะสร้าง บรรดาเขื่อนเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อแม่น้ำโขงแน่นอน นอกจากนั้นแล้วยังมีปัญหาเรื่องเขื่อนทับตะลิ่ง การดูดทราย การเปลี่ยนแปลงของเขื่อนเกิดขั้นจากหลาย ๆ เหตุผลที่มีความซับซ้อน แล้วอปท. จะอยู่ตรงไหนในการแก้ไขปัญหานี้ 

ในขณะที่อปท. เป็นหน่วยที่ใกล้ชิดกับคนใช้แหล่งน้ำมากที่สุด แต่มีตัวแทนของอปท. แค่ 1 คนต่อหนึ่งจังหวัดในคณะกรรมการลุ่มน้ำ ซึ่งไม่พอ ปัญหาก็คือตัวแทนไม่พอ งบประมาณก็จำกัด นโยบายก็ไม่ชัดเจน เกิดการทับซ้อนกัน มันต้องมีการแก้ปัญหาแล้ว ไม่อย่างนั้นจะจัดการทรัพยากรแม่น้ำโขงได้ยาก และขาดซึ่งพลัง” รศ.ดร กนวรรณ ให้ความเห็น

รศ.ดร กนกวรรณยังเสนอทางให้กับอปท. เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 4 ทาง ซึ่งก็คือ 

  1. การเพิ่มจำนวนของอปท. ในคณะกรรมการลุ่มน้ำ ซึ่ง รศ.ดร. คิดว่ามีความเป็นไปได้ในอนาคต 
  1. อปท. ควรจะแบ่งขอบเขตการทำงานของตนตามทรัพยากรน้ำ เน้นที่ระบบลุ่มน้ำ ซึ่งก่อนอื่นต้องมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับน้ำที่มากขึ้น ทั้งระดับน้ำ คุณภาพน้ำและทรัพยากรน้ำ การแบ่งขอบเขตแบบนี้ทาง รศ.ดร คิดว่ามีประสิทธิภาพในการจัดการทรัพยากรน้ำจากกว่าการแบ่งเขตแบบเดิมที่เน้นพื้นที่ที่เป็นตำบล จังหวัด 
  1. สิทธิในน้ำ ซึ่งก็คือสิทธิในการใช้ เข้าถึง อนุรักษ์ทรัพยากรแม่น้ำทั้งสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตในน้ำ ข้อสุดท้ายคือ 
  1. จะต้องเน้นการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ ที่จะต้องเข้ามาร่วมออกแบบ เชื่อมประสานกับภาควิชาการ เพราะงานในเรื่องน้ำไม่ใช้งานวิชาการด้านใดด้านหนึ่งแต่เป็นเรื่องที่มีหลาย ๆ ฝ่ายเข้ามาช่วยกัน

“การจัดการทรัพยากรน้ำจะมีประสิทธิภาพได้ก็ต่อเมื่อมีข้อมูลที่ชัดเจน ข้อมูลที่มาจากหน่วยงานราชการอื่น ๆ ซึ่งทำงานเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน ที่อปท.สามารถเข้าถึงได้และมีอำนาจในการเข้าถึงข้อมูล” รศ.ดร กนกวรรณ กล่าว

ดร. กฤษฎา บุญชัย นักวิชาการสิ่งแวดล้อมและหัวหน้าโครงการพัฒนาศักยภาพ ชุมชนและเครือข่ายลุ่มน้ําโขงจัดการทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อความมั่นคงทางอาหาร เสนอว่า ในความเป็นจริง อปท. สามารถมีบทบาทในเรื่องนี้ได้ไม่ต่ำกว่า 6 ด้าน คือ 

  1. จัดทำแผนของ อปท. ต่อการส่งเสริมชุมชนแม่น้ำโขงทั้งด้านทรัพยากร ความมั่นคงทางด้านอาหาร เศรษฐกิจ การศึกษา โดยมีงบประมาณสนับสนุนต่อเนื่อง 
  1. ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐอื่นเพื่อให้สอดคล้องกับแผนของชุมชน 
  1. ประสานเครือข่ายของ อปท. ให้กว้างขวาง 
  1. จัดทำระบบข้อมูล การเตือนภัย ที่มีประสิทธิภาพและทันสถานการณ์ 
  1. เข้าถึงกลไกต่าง ๆ ของรัฐ 
  1. เชื่อมโยงกับเครือข่ายชุมชนทั้งในและต่างประเทศ

“เรายังมีความหวังที่จะกอบกู้ได้ แต่ชุมชนอย่างเดียวไม่พอ รัฐส่วนกลางก็ไม่ไหวและไม่เข้าถึงชุมชนนั้น ๆ เพราะเหตุนี้ อปท. จึงมีความหมายอย่างยิ่ง” ดร. กฤษฎา กล่าวปิดท้าย 

(ภาพ : สมาคมเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน)