10 ปี 10 วัน เดินสู่จุดไหน? “คดีเขื่อนไซยะบุรี” ศาลปกครอง

วาร์ปดูเส้นทาง 10 ปี 10 วันของ “คดีเขื่อนไซยะบุรี” ที่ศาลปกครองสูงสุดนัดอ่านคำพิพากษาการอุทธรณ์ของ “เครือข่ายคนลุ่มโขง 8 จังหวัด” ที่ยื่นฟ้อง 5 หน่วยงานรัฐ เกี่ยวกับ “สัญญาซื้อไฟจากเขื่อนลาวของไทย – ผลกระทบสังคม-สิ่งแวดล้อมข้ามแดน” พร้อมทบทวนอีกที “เขื่อนไซยะบุรี-ผลกระทบ-ความเสี่ยง”

เพื่อประกอบการทำความเข้าใจว่า “คำพิพากษา” พรุ่งนี้ (17 ส.ค.2565) น่าจะแปลว่าอะไรได้บ้าง โดยเฉพาะต่อ “นโยบาย-ระบบการจัดการผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามแดน” จากโครงการพัฒนาที่แม้ไม่ได้อยู่ในประเทศ แต่ก็ลงทุนโดยนักลงทุนไทย และที่สำคัญไทยเป็นคู่ค้าซื้อไฟฟ้าจากโครงการด้วย

ภาพ : IEEE Power and Energy Society – Thailand

“3 ยก” บนเส้นทาง 10 ปี 10 วัน

ภาพ : mymekong.org

ภาพ : IEEE Power and Energy Society – Thailand
ที่มา : mymekong.org

 

ภาพ : mymekong.org

ทบทวนอีกที “เขื่อนไซยะบุรี-ผลกระทบ-ความเสี่ยง”

  1. เขื่อนไซยะบุรี Xayaburi Dam 
  • กั้นแม่น้ำโขง ที่เมืองไซยะบุรี แขวงไซยะบุรี สปป.ลาว ณ บริเวณท้ายน้ำลงมาจากเมืองหลวงพระบางราว 80 กม. และห่างจากพรมแดนไทย ที่อ.เชียงคาน จ.เลย ราว 200 กม. 
  • เป็นเขื่อนคอนกรีตเสริมเหล็ก มีความยาว 810 เมตร มีกำลังผลิตติดตั้งไฟฟ้า 1,285 เมกะวัตต์ 
  • มูลค่าการลงทุนประมาณ 1.5 แสนล้านบาท 
  • ลงทุนโดยกลุ่มบริษัท ช.การช่าง (CK Power) และบริษัทไซยะบุรีพาวเวอร์ ด้วยสินเชื่อจาก 6 ธนาคารไทย คือ ธนาคารไทยพานิชย์ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้า (Exim) ธนาคารกรุงเทพ และธนาคารทิสโก้
  • ไทยรับซื้อไฟฟ้าผลิตจากเขื่อนไซยะบุรีถึง 95% โดยมีการทำสัญญาขายไฟฟ้า (Power Purchase Agreement-PPA) ให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย 1,220 เมกะวัตต์ ผูกพันการรับซื้อไฟฟ้าเป็นเวลา 29 ปี (และต่อมาได้ขายเพิ่มเป็น 31 ปี) ผ่านสายส่งไฟฟ้าแรงสูงสู่เข้าประเทศไทย ที่ชายแดน อ.ท่าลี่ จ.เลย และส่งไปยังสถานีไฟฟ้าหลักที่ จ.ขอนแก่น
  • เริ่มก่อสร้างในปี 2555 ทดลองเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าในเดือน ก.ค. 2562 และเริ่มผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์อย่างเป็นทางการ ในเดือน ต.ค. 2562
  1. ผลกระทบ

ระหว่างที่มีการทดลองผลิตไฟฟ้าดังกล่าว ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำโขงพบว่าระดับน้ำโขงทางท้ายน้ำของเขื่อนไซยะบุรีลดลงระดับอย่างรุนแรง กว่า 3-4 เมตร ภายสัปดาห์เดียว ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อระบบนิเวศแม่น้ำโขง โดยเฉพาะการอพยพของปลา เนื่องจากเป็นฤดูที่มีการอพยพของปลาเป็นจำนวนมาก

ชาวบ้านริมฝั่งโขงพบว่าต้นไคร้น้ำ ที่ขึ้นตามเกาะแก่ง แห้งตายเป็นจำนวนมาก ตลอดระยะทางตั้งแต่อำเภอเชียงคาน-ปากชม จ.เลย ลงไปถึง อ.สังคม จ.หนองคาย

ความผันผวนของระดับน้ำโขงจากเหตุการณ์ดังกล่าว มีรายงานว่าต่อมาวันที่ 19 กรกฎาคม 2562  สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ได้ส่งหนังสือถือรัฐบาลลาว ขอให้มีการชะลอการผลิตไฟฟ้าเพื่อบรรเทาผลกระทบจากภาวะน้ำโขงลดระดับอย่างรุนแรง การอพยพของปลา

ในช่วงนั้นพบว่าชาวบ้านจับปลาได้จำนวนมาก พบปลาและสัตว์น้ำขนาดเล็กตายอยู่ตามริมฝั่งน้ำโขง เนื่องจากระดับน้ำโขงลดลงอย่างรวดเร็ว ปลาและสัตว์น้ำบางส่วนไม่สามารถว่ายลงไปตามระดับน้ำได้ทัน นอกจากนี้ยังพบลูกปลา กุ้ง หอยขนาดเล็กที่ตกค้างอยู่ตามแอ่งน้ำ เป็นปรากฎการณ์ที่คนลุ่มน้ำโขงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ไม่เคยเห็นแม่น้ำโขงเป็นแบบนี้มาก่อนในชีวิต”

นับตั้งแต่วันที่เขื่อนไซยะบุรีเปิดทำการผลิตไฟฟ้าอย่างเป็นทางการ พบว่าเกิดผลกระทบอย่างต่อเนื่องยาวนาน ตั้งแต่เดือนตุลาคม และเดือนพฤศจิกายน 2562 เกิดปรากฎการณ์น้ำโขงกลายเป็นสีฟ้า นับตั้งแต่ช่วงที่แม่น้ำโขงไหลผ่านตั้งแต่เขตจังหวัดนครพนม เป็นต้นไป ซึ่งนักวิขาการระบุว่า เป็นปรากฎการณ์ “หิวตะกอน” ของแม่น้ำ หรือภาวะที่แม่น้ำไร้ตะกอนในฤดูน้ำหลากที่ผ่านมา

หนึ่งในคำถามสำคัญต่อโครงการเขื่อนไซยะบุรีคือ ประสิทธิภาพทางปลาผ่านและการระบายตะกอนที่ทางบริษัทได้ออกแบบและก่อสร้างขึ้นนั้น มีประสิทธิภาพอย่างไร มีการระบายน้ำของเขื่อนไซยะ และผลผลิตของไฟฟ้าได้มากน้อยเพียงใด

อีกคำถาม คือด้านความรับผิดชอบและมาตรการการบรรเทาผลกระทบข้ามพรมแดนด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมของบริษัทเจ้าของโครงการและธนาคารผู้ปล่อยสินเชื่อให้กับเขื่อนไซยะบุร ที่ยังไม่มีความชัดเจน ขณะที่ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมนั้นเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่วันที่มีการผลิตไฟฟ้าอย่างเป็นทางการแล้ว

(ภาพ : กฟผ.)
  1. ความเสี่ยง

3.1 แผ่นดินไหว

21 พฤศจิกายน 2562 เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 6.2 ริกเตอร์ในเขตแขวงไซยะบุรี แรงสั่นสะเทือนรับรู้ได้ถึงหลายจังหวัดในประเทศไทย รวมถึงกรุงเทพฯมหานคร อาคารโรงพยาบาลในจังหวัดเลย เกิดรอยร้าวและตึกสูงในตัวเมืองฮานอย ประเทศเวียดนามก็ยังรับรู้แรงสั่นสะเทือนได้

ผลกระทบจากแผ่นดินไหว ทำให้โรงไฟฟ้าหงสา ที่ตั้งอยู่ในแขวงไซยะบุรี ได้รับความเสียหายบางส่วน ทำให้ต้องมีการแจ้งหยุดชั่วคราวเพื่อผลิตไฟฟ้า เพื่อตรวจสอบความเสียหาย

เขื่อนไซยะบุรี ซึ่งอยู่ห่างจากจุดแผ่นดินไหวประมาณ 70 กิโลเมตร ได้ออกประกาศว่าตัวเขื่อนไม่ได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหวครั้งนั้น อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่และในเขตประเทศไทยก็ยังมีความหวาดหวั่นวิตกต่อกรณีการเกิดแผ่นดินไหวและภัยพิบัติที่อาจจะเกิดจากเขื่อน เมื่อปี 2561 ชาวบ้านเครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง ได้ส่งจดหมายไปถึงบริษัทไซยะบุรีพาวเวอร์ เพื่อขอให้เปิดเผยแผนบรรเทาอุทกภัยและรับมือกับภัยพิบัติฉุกเฉิน แต่ไม่ได้การชี้แจงจากทางบริษัทแต่อย่างใด

3.2 ค่าไฟแพง

วันที่ 29 ตุลาคม 2562 คือวันครบรอบ 8 ปีของการลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่าง กฟผ. กับ บริษัทไซยะบุรี พาวเวอร์จำกัด และเป็นวันที่เขื่อนไซยะบุรีจะเริ่มจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ให้แก่ กฟผ. จำนวน 1,220 เมกะวัตต์ และต่อเนื่องตามอายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้าไปอีก 31 ปี 

โดย กฟผ. ได้ประกันการรับซื้อพลังงานไฟฟ้าไว้รวม 5,709 ล้านหน่วยต่อปี  หรือคิดเป็นเงินที่จะต้องจ่ายเป็นค่าไฟฟ้าประมาณ 13,257 ล้านบาทต่อปี หรือตลอดอายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้า 31 ปี รวม 410,967 ล้านบาท 

สัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยและบริษัทไซยะบุรีพาวเวอร์ จำกัดดังกล่าว เป็นสัญญาแบบเอาไปใช้ หรือจ่ายเงิน (Take or Pay) โดยหากโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำไซยะบุรีสามารถปั่นไฟฟ้าได้ตามที่กำหนด ไม่ว่า กฟผ.จะใช้ไฟฟ้าเหล่านั้นหรือไม่ก็ตาม จะต้องจ่ายเงินขั้นต่ำ ราว 13,000 ล้านบาทต่อปี

สัญญาในลักษณะดังกล่าว ทำให้นักลงทุนไม่ว่าจะเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทไซยะบุรีพาวเวอร์ จำกัดหรือ ธนาคารผู้ปล่อยสินเชื่อเผชิญกับความเสี่ยงด้านรายได้ค่อนข้างต่ำ เว้นแต่ว่า โรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี พาวเวอร์จำกัด จะไม่สามารถปั่นไฟฟ้าได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ เช่น เผชิญกับภาวะน้ำในแม่น้ำโขงไม่เพียงพอต่อการปั่นไฟ

ค่าใช้จ่ายจากสัญญานี้ จะถูกผลักเป็นต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของไทย และผลักต่อให้เป็นภาระของผู้บริโภค ผ่านค่า FT ในบิลไฟฟ้าผู้ใช้ไฟทั้งประเทศ หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ต้องมีการขึ้นค่าไฟฟ้า