“บทเรียนเหมืองแร่” จากมุม “6 คนค้านเหมือง” และพันธมิตรนอกพื้นที่

แต่ละคนใช้ชีวิตไม่ต่ำกว่า 6 ปีที่ต้องแบ่งเวลาทำมาหากินและดูแลครอบครัวมา “คัดค้านเหมือง” หรือโครงการเหมืองที่จะเข้ามาส่งผลกระทบต่อชุมชน-บ้านเกิด 

“บทเรียนแบบไหนที่พวกเขาได้รับ” 

มุมมองว่าด้วย “เหมือง-ชาวบ้าน-การเมือง” จาก 6 ตัวแทนจากชาวบ้านจากพื้นที่ 6 เหมือง 6 จังหวัด และพันธมิตรจากนอกพื้นที่ ที่มารวมตัวกันในวาระ “2 ปี ปิดเหมือง (และโรงโม่) ดงมะไฟ” เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผ่านเวทีถอดบทเรียน ““2 ปีปิดเหมืองหิน “ดงมะไฟ” เรามาไกลแค่ไหนกับขบวนการเคลื่อนไหวของภาคประชาชน” 

(ภาพ : เครือข่ายเหมืองดงมะไฟ)

1. “สองมือ-เครือข่าย” คือคำตอบ-ต้องแก้กฏหมายแร่ : ดงมะไฟ 

บัวลอง นาทา ตัวแทนจาก “กลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได” อ.สุวรรณคูหา จ.หนองบัวลำภู ซึ่งคัดค้านโครงการเหมืองและโรงโม่หินปูนอุตสาหกรรม “เหมืองดงมะไฟ” ต่อเนื่องยาวนานถึง 28 ปี 

“ชัยชนะในสิทธิของเรา ผู้หญิงมีสิทธิปกป้องบ้านเมือง เรามุ่งมั่นที่จะพัฒนาด้วยสองแขนสิบมือของชาวบ้าน ดีใจที่พี่น้องไม่เคยทอดทิ้งกัน เราสู้ด้วยสิทธิของชาวบ้านเรามีสิทธิอย่างเต็มที่ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย พัฒนาพื้นที่ตรงนี้เพื่อลูกหลานของเราในอนาคต ซึ่งมีความภูมิใจที่เราเป็นผู้หญิงเราก็สามารถสู้ได้ 

ทั้งนี้ในความคิดของเรา จะต้องขับเคลื่อนเรื่องเอาเหมืองแร่ออกจากประเทศไทยให้ได้ อยากให้แก้กฎหมายให้ประชาชนมีสิทธิร่วมต่อสู้ คัดค้านหรือปรึกษาหารือกันร่วมกันได้ ไม่ใช่ตั้งกฎเกณฑ์ห้ามชุมนุม อยากให้ยกเลิกกรอบเหล่านี้ 

โดยเราต้องร่วมมือร่วมใจในเครือข่ายเหมืองแร่ไม่ทิ้งกัน เพื่อให้เกิดพลังทั่วประเทศและเกิดการต่อรองกับรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลชุดนี้ทำอะไรไม่เป็น เพราะเขาเป็นทหาร เขาไม่รู้ว่าสิ่งแวดล้อมทุ่งนาป่าไม้เราเป็นอย่างไร เขารักษาเป็นแต่ปืนของตัวเองเท่านั้น” บัวลอง กล่าว

(ภาพ : เครือข่ายเหมืองดงมะไฟ)

2. สู้กับทั้งรัฐและทุน-ต้องเลิกเหมืองทอง-ฟื้นฟูมลพิษ : รักษ์บ้านเกิด

รจนา กองแสน ตัวแทนจาก “กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด 6 หมู่บ้าน จ.เลย” อ.วังสะพุง จ.เลย ซึ่งคัดค้านโครงการเหมืองแร่ทองคำ ต่อเนื่องกว่า 10 ปี 

“ประเด็นเหมืองทอง จ.เลยต่อสู้มากว่า 10 ปีแล้ว โดยต้องต่อสู้ทั้งกับอำนาจรัฐและอำนาจทุนอย่างอยากลำบาก 

เราสร้างกำแพงปิด 3 ครั้งทางเข้าเหมืองไม่ให้รถยนต์เข้าเพราะไม่ต้องการไซยาไนต์แต่ก็ถูกทำลายลง จนกระทั่งใบประทานบัตรเหมืองหมดอายุไป เราไปสู้กันที่ อบต. รัฐก็ตรวจสอบเราเหมือนกัน อบต.ฝ่ายเขามีเยอะกว่าทำอย่างไรไม่ให้ผ่านสภา อบต. ให้แลกคดีกันก็ยอมแลกกับอะไรก็แลก สุดท้ายก็ปิดเหมืองได้ และมีการฟื้นฟู 

เราให้ดงมะไฟเป็นอาจารย์ของเรา การต่อสู้ของเราทำให้ถูกฟ้อง 27 คดี เรียกว่าเสียหายกว่า 300 ล้านบาท เป็นสิ่งที่เราต้องเผชิญ 

เรื่องเหมืองทองที่ประสบปัญหาตอนนี้คือเรื่องเดิมๆ คือผลกระทบที่ใครก็ไม่อยากลงไปช่วยเราแม้แต่หน่วยงานที่อนุญาตให้เกิดเหมือง 

เราอยากเสนอว่าให้ยกเลิกเหมืองทองในประเทศไม่ต้องมีแล้ว เพราะจากตัวเอง จากเหมืองพิจิตรผลกระทบก็ยังอยู่แต่ยังให้สร้างอีก ไม่ควรเอาเลือดเนื้อของเราไปแลกแค่เศษทอง การมีเหมืองทองเหมือนตายผ่อนส่ง ผลกระทบยังมีอยู่แต่บริษัทก็ปัดตูดหนีไปแล้ว  

จังหวัดเลยมีคำขวัญคือเมืองแห่งทะเลภูเขา สุดหนาวในสยาม เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สร้างรายได้มหาศาล แต่วันนี้ภูเขามีแต่สารพิษ เมืองทะเลภูเขา สุดหนาวมีแต่ไซยาไนด์ เพราะสารพิษเต็มไปหมดแล้ว” รจนากล่าว 

(ภาพ : เครือข่ายเหมืองดงมะไฟ)

3. เหมืองจ่อขอประทานบัตร-ทวงคืนผืนป่าเข้ามาซ้ำ : น้ำซับคำป่าหลาย 

สมัย พันธโคตร ตัวแทนจาก “กลุ่มอนุรักษ์น้ำซับคำป่าหลาย” อ.เมืองมุกดาหาร จ.มุกดาหาร ซึ่งคัดค้านโครงการเหมืองหินอุตสาหกรรม ต่อเนื่องกว่า 6 ปี

“ขณะนี้พื้นที่ของเรากำลังอยู่ระหว่างการขอใบประทานบัตร เราต่อสู้มาตั้งแต่ปี 59 โดยชื่อกลุ่มมาจากบริเวณทำเหมืองหินซึ่งเป็นแหล่งน้ำซับซึมที่ชาวบ้านใช้มาตลอด

นอกจากประเด็นเหมืองแล้วยังมีเรื่องทวงคืนผืนป่าเข้ามาซ้ำเติมอีก 

ชาวบ้านอยู่ดีๆ ก็ถูกไล่ที่ถูกตัดอ้อย ตัดมันทิ้ง แล้วเอาป่ามาปลูกทับ ทำให้ชาวบ้านเป็นหนี้สินและเดือดร้อน นายทุนทำเหมืองได้แต่ไม่ยอมให้พวกเราทำสวนทำไร่ แล้วเอาคดีมายัดใส่เรา แต่เราก็ต่อสู้จนป่าไม้ยอมคืนที่ดินให้และยืนยันว่าจะเข้าทำกินในที่เดิมภายในปีนี้  

เราจะสร้างกลุ่มของพวกให้เข้มแข็ง จะไม่ยอมและอ่อนข้อให้พวกเขาอีก ที่ไหนมีเครือข่ายเราจะไปจะไปร่วมต่อสู้ด้วยและไม่ยอมให้มีการประทานบัตรเกิดขึ้น รวมทั้งจะเดินหน้าต่อสู้ในเรื่องประเด็นทวงคืนผืนป่าด้วย”สมัย กล่าว

(ภาพ : เครือข่ายเหมืองดงมะไฟ)

4. ประทานบัตรหมดอายุ-กม.ห้ามต่อแต่ยื่นใหม่ได้-สส.อยู่ไหน : รักษ์วานรฯ 

กรรณิการ์ ไชยแสงราช ตัวแทนจาก “กลุ่มรักษ์อำเภอวานรนิวาส” อ.วานรนิวาส จ.สกลนคร ซึ่งคัดค้านโครงการเหมืองแร่โปแตสวานรนิวาส ต่อเนื่องกว่า 6 ปี 

“ปัญหาของเราคือบริษัทเหมืองแร่ เขาเข้าไปสำรวจเพื่อจะทำเหมืองใต้ดินในพื้นที่ 1.2 แสนไร่ เราต่อสู้คดีโดยชนะทุกคดี ยกเว้นคดีสุดท้ายคือคดีแพ่ง เขาเรียกค่าเสียหาย 3.6 ล้านบาท แต่ศาลสั่งจ่าย 4.5 หมื่นบาท เรียกว่าถึงแพ้ก็ชนะขาดอยู่ดี 

เมื่อปี 63 ใบประทานบัตรเหมืองหมดอายุ กฎหมายบอกว่าห้ามต่อแต่ให้ยื่นใหม่ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุเรศ และเราก็สู้ต่อโดยมีเหมืองแร่โปแตสที่อุดรเป็นต้นแบบ จากนี้จะไปยื่น 6 อบต.ว่าจะเอาอย่างไรกับเหมืองแร่วานรฯ และจะไปหา ส.ส.สกลนคร 

วันนี้จะเปิดปากเหมืองอยู่แล้วแต่ ส.ส.สกลนคร และอุดรธานียังไม่พูดเรื่องเหมืองแร่โปแตสเลย พูดแต่หาร 100 หาร 500 ล่มสภา ถ้า ส.ส. คนใด ขับเคลื่อนแต่เรื่องการเมืองและเก้าอี้ของตัวเองพวกตนไม่เลือกแน่นอน จำเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นพรรคยอดนิยมของภาคอีสานก็ตาม 

พรรคยอดนิยมเองที่ทำให้เกิดเหมืองวานรฯ ตั้งแต่ปี 45 เป็นต้นมา ต่อมาปี  47 ก็ให้จีนมายื่นขออนุญาต จากนั้น 49 ก็ถูกปฏิวัติ ต่อมาปี 58 รัฐบาลนี้ให้จีนมาขอใบอาชญาบัตรอีก 

ดังนั้นนักการเมืองไม่ว่าจะมาจากทหารหรือพลเรือนล้วนแต่สืบอำนาจและผลประโยชน์ พี่น้องจำเอาไว้ คนใดขับเคลื่อนแค่เก้าอี้ตัวเองอย่าไปเลือกมัน” กรรณิการ์กล่าว 

(ภาพ : เครือข่ายเหมืองดงมะไฟ)

5. ชนะคดีป่าไม้-ประทานบัตรล้ม-ยึดท้องถิ่น : บ้านแหง 

แววรินทร์ บัวเงิน ตัวแทนจาก “กลุ่มรักษ์บ้านแหง” อ.งาว จ.ลำปาง ซึ่งคัดค้านโครงการเหมืองลิกไนต์บ้านแหง ต่อเนื่องกว่า 6 ปี 

“เราใช้ดงมะไฟเป็นต้นแบบในการต่อสู้ของเรา แต่การต่อสู้ของเราต้องไม่มีคนเสียชีวิต ซึ่งเราต่อสู้จนได้ชัยชนะ 

เขาใช้คดีบังคับเรา เราก็ต้องตามกฎหมาย ทำกฎหมู่ให้เป็นกฎหมาย เขาได้ใบประทานบัตร แต่ไม่สามารถทำเหมืองได้ เพราะเราชนะคดีป่าไม้ เราสามารถทวงคืนป่าไม้ได้ เราไปกรมแผนที่ทหารบอกว่าตั้งหมู่บ้านก่อนที่จะมีการประกาศพื้นที่ป่าและชนะคดีนี้ทำให้การประทานบัตรล้มเป็นโดมิโน 

เราไม่รู้ว่าจะต่อสู้ไปถึงเมื่อไรและเหมืองจะเกิดขึ้นหรือไม่ ตอนนี้เราต้องบอกชนะทุกวันเพราะยังไม่มีเหมือง และขอขอบคุณทุกเครือข่ายที่เป็นต้นแบบในการต่อสู้ของเรา  

ทั้งนี้เราไม่หวังพึ่งนักการเมือง เราทำเอง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาอีก เราสามารถยึดท้องถิ่นได้ เข้าไปนั่งในสภาท้องถิ่นเองทำให้เราสามารถพลิกมติ อบต. ได้ เราคิดว่าเราเป็นเจ้าของพื้นที่ อย่าคิดว่าต้องไปขอคนอื่นตลอดเวลา 

การเมืองก็เช่นกันจากจุดเล็กๆ ของเราในพื้นที่ วันหนึ่งเราจะไปนั่งในสภา ไม่ใช่สภา อบต. แต่เป็นรัฐสภา เพราะไม่มีใครเล่าเรื่องของเราได้ดีเท่าเราเอง หวังว่าวันหนึ่ง จ.ลำปางจะมี ส.ส.จากกลุ่มรักษ์บ้านแหงเข้าไปนั่งในสภา ทั้งนี้หาก อยากได้พื้นที่ป่าร้อยละ 80 จากลำปาง กรุงเทพต้องคืนมาร้อยละ 50 และเราจะเดินลงถนนเพื่อกำหนดกฎหมายต่อไป” แววรินทร์กล่าว

(ภาพ : เครือข่ายเหมืองดงมะไฟ)

6. ได้แค่ชะลอโครงการ-ต้องแก้แผนแม่บท-รัฐธรรมนูญ : เขาคูหา 

เอกชัย อิสระทะ ตัวแทนจาก “สมาคมพิทักษ์สิทธิชุมชนเขาคูหา” อ.รัตภูมิ จ.สงขลา ที่คัดค้าน “โครงการเหมืองหินปูนอุตสาหกรรมเขาคูหา” ในพื้นที่ต่อเนื่องกว่า 13 ปี

“เขาคูหาเป็นเขาลูกโดดแบบที่นี่ เราถูกขีดวงจากหน่วยงานภาครัฐโดยประกาศพื้นที่แหล่งหิน โดยไม่มีประชาชนและชาวบ้านรับรู้เรื่องนี้ เขาประกาศเมื่อปี 2539 

เรื่องแรกที่ตนคิดว่าประชาชนได้บทเรียนและได้รับชัยชนะ คือเราสามารถขุดเอาความจริงที่เป็นข้อมูลออกมาให้สังคมได้รับรู้และสู้กับขบวนการที่ฉ้อฉลของรัฐ 

ในเรื่องการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่เราพบความฉ้อฉลมีการใช้เอกสารเท็จในการศึกษาผลกระทบเรื่องสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ซึ่งเรื่องนี้กลายเป็นโจทย์ใหญ่กว่าอีไอเอซึ่งเป็นเครื่องมือของรัฐในการกำกับดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นกระบวนการที่ใช้ไม่ได้และเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องคิดต่อไปว่าจะทำอย่างไร 

ทั้งนี้เรื่องการจัดการเหมืองแร่มีฐานความรู้และข้อมูลของคนที่ก้าวมาก่อนเรา มันไม่ได้เริ่มจากศูนย์และมีกระบวนการขั้นตอนที่จะเป็นบทเรียนให้คนรุ่นใหม่นำไปใช้ต่อไป ซึ่งในพื้นที่ภาคใต้เขาคูหาขอเป็นฐานหนึ่งของเหมืองหินและเราจะยืนเป็นพื้นให้เพื่อนๆ ที่มีปัญหาเดียวกันในการปกป้องพื้นที่ต่อไป 

ในอนาคตคิดว่ามีเรื่องที่ต้องทำใน 3 ระดับ คือ 

  1. การต่อสู้ 13 ปีของพวกเรา แค่ชะลอขอประทานบัตร แต่ในทางกฎหมายเรื่องการประทานบัตร และการขอประกาศแหล่งหินยังอยู่ ซึ่งต้องหยุดให้ได้ 
  2. ต้องคิดต่อว่าจะพัฒนาเรื่องแหล่งท่องเที่ยวอย่างไร ทั้งนี้ในเรื่องแผนแม่บทการจัดการแร่ไม่ได้ถูกทำให้เป็นแผนแม่บทอย่างแท้จริง เวลานี้กำลังจะเข้าสู่แผนฉบับที่ 2 เป็นแผนที่ไม่ได้ไปสู่ปฏิรูปให้พวกเรามีส่วนร่วมได้จริง ดังนั้นจะแก้ไขหรือยกเลิกแผนนี้อย่างไร ซึ่งเราจะมีการประชุมกันในเดือนนี้ และ 
  3. เห็นด้วยว่ารัฐธรรมนูญต้องเขียนใหม่ทั้งฉบับ เป็นภารกิจของประชาชนทั้งประเทศ” เอกชัยกล่าว
    (ภาพ : เครือข่ายเหมืองดงมะไฟ)

    (ภาพ : เครือข่ายเหมืองดงมะไฟ)

เสียงจากหลากพันธมิตรนอกพื้นที่เหมือง

“วันนี้เมื่อ 2 ปีที่แล้วเราได้เดินทางไปยังสำนักงานจังหวัดหนองบัวลำภู เพื่อยื่นข้อเสนอให้จังหวัดยกเลิกพื้นที่นี้จากการเป็นพื้นที่ทำเหมือง เพราะเราพบว่าเขาทำผิดกระบวนการขั้นตอนของกฎหมาย ซึ่งอยู่นอกเขตประทานบัตร เป็นพื้นที่แหล่งน้ำซับซึม และแหล่งโบราณวัตถุ 

โดยมีข้อเรียกร้อง 3 ข้อ คือ 1.ปิดเหมืองหินและโรงโม่ 2.ฟื้นฟูภูผาป่าไม้ 3.พัฒนาดงมะไฟเป็นแหล่งท่องเที่ยว  

แต่ทางจังหวัดไม่ได้สนใจใยดีต่อข้อเรียกร้องของเรา จนเรามานอนกลางดินกินกลางทรายที่นี่ ช่วงแรกก็มีครูมาสอนเรื่องกฎหมายสิ่งแวดล้อม วิชาความปลอดภัยทำให้ชาวบ้านมีความรู้ที่จะพูดคุยกับภาครัฐและคนข้างนอกได้รับรู้ 

เมื่อ 2 ก.ย.63 เราได้เสียน้ำตาแห่งความดีใจเมื่อรถโม่หินทั้ง 4 คันได้ถอยออกไป และใบอนุญาตใช้พื้นที่ป่าได้หมดลง ทำให้เราได้เข้าไปเหยียบพื้นที่ป่าที่ไม่เคยได้เข้าไปเหยียบมากว่า 30 ปี และคิดว่าจะฟื้นฟูภูเขาลูกนี้ให้เป็นของเราและต้องเป็นของเราไม่ใช่ของนายทุนคนใจบาปต่อไป 

ส่วนเราจะมีข้อเสนออะไรต่อรัฐบาลต่อไปนั้น  เราไม่ให้ความสำคัญกับรัฐบาลชุดนี้ และไม่ขอความช่วยเหลือจากเขา เราปิดเหมืองเอง ฟื้นฟูพัฒนาเอง และหวังว่ารัฐบาลชุดหน้าจะมีตัวแทนของเราเข้าไปยกเลิกเหมืองหิน แหล่งหิน และพัฒนาฟื้นฟูทุกพื้นที่เครือข่ายของเราด้วย” ไชยศรี สุพรรณิการ์ ตัวแทนจากกลุ่มโครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านทรัพยากรแร่ กล่าว

(ภาพ : เครือข่ายเหมืองดงมะไฟ)

“เริ่มต่อสู้ตั้งแต่ปี 51 ในเรื่องที่ดินทำกิน ซึ่งเป็นของบริษัทที่ได้สัมปทาน แต่หมดสัมปทานไปหลายปีแล้ว พื้นที่เอกชนทิ้งร้าง พื้นที่บริษัทบุกรุก 

เรามีอยู่ 4 ชุมชน การต่อสู้ของเรามีคนล้มหายตายจากไป 4 คน และเป็นผู้หญิง 2 คน แม้มีพยานเห็นแต่ก็ไม่สามารถจับมือใครดมได้ เป็นการต่อสู้กับอำนาจทุนและอำนาจรัฐทุน ที่โน่นเราเราไม่เชื่ออำนาจรัฐ  มันยิ่งกว่าโจร  จึงต้องมีเวรยามตรวจตราคนเข้าออกชุมชน ดังนั้นการทำงานเราจะโดดเดี่ยวไม่ได้ 

บทเรียนตรงนี้ทำให้เราตระหนักว่าเราต้องสร้างเครือข่ายและพี่น้องร่วมต่อสู้ไปด้วยกัน เพื่อเปลี่ยนแปลงนโยบายและกฎหมายตลอดจนรัฐธรรมนูญให้เป็นธรรม เรากำลังจะเสนอกับรัฐบาลหลังการเลือกตั้งใหม่ ถ้าคนไหน พรรคไหน รับเรื่องของเราไปปฏิบัติเราก็จะยอมรับพรรคนั้น” ชูศรี โอฬาร์กิจ ตัวแทนจากสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ กล่าว

(ภาพ : เครือข่ายเหมืองดงมะไฟ)

“พี่น้องดงมะไฟไม่มีผลประโยชน์เหมือนปากมูล ที่ต่อสู้แล้วได้ค่าชดเชย แต่เป็นการต่อสู้เพื่อชุมชน ซึ่งเป็นบทเรียนให้พื้นที่อื่นสร้างความเข้มแข็งต่อไปในอนาคต 

เรากำลังรณรงค์ในเรื่องประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญใหม่ เรากำลังเสนอกับนักการเมือง พรรคการเมือง หรือ ส.ส.ในอนาคต ว่ารัฐธรรมนูญใหม่ต้องแก้ทั้งหมด เพราะเห็นปัญหาแล้วว่าส่งผลกระทบต่อชุมชุน มาตราที่เราเคยได้รับตั้งแต่ปี 40 ก็ล้มหมด ดังนั้นต้องล้มรัฐธรรมนูญ 60 ทั้งกระดาน 

นอกจากนั้นในรัฐธรรมนูญต้องระบุว่าในระบบรัฐสวัสดิการต้องมีค่าตอบแทนแม่และคนทำงานผู้ดูแล เพราะผู้หญิงและคนทำงานดูแลต้องดูแลทั้งคนในครอบครัวหรือนักต่อสู้ทั้งหลาย เหมือนในบางประเทศที่รัฐบาลดูแลอย่างดี ดังนั้นงบที่จะนำไปซื้อเรือดำน้ำ หรืองบทหาร ก็ตัดมาดูแลช่วยเหลือพวกเราดีกว่า ควรผลักดันเรื่องนี้ให้เกิดขึ้นให้ได้ ทั้งรัฐธรรมนูญใหม่และกองทุนฯ ซึ่งอาจจะประมาณ 5,000 หรือ 3,000 ต่อคน ก็ไปพูดคุยกันต่อไป ซึ่งถ้าไม่ทำรัฐธรรมนูญใหม่เราก็ไม่เลือก” สมปอง เวียงจันทร์ ตัวแทนจากสมัชชาคนจนเขื่อนปากมูล กล่าว

(ภาพ : เครือข่ายเหมืองดงมะไฟ)

“เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินคำพูดคล้ายกันตั้งแต่เด็ก คือประเทศไทยอุดมสมบูรณ์มีทรัพยากรมากพอสามารถทำให้ทุกคนอยู่ดีกินดี แต่ที่เราพบคือ 1.2 ล้านคน มีปัญหาที่ดินทำกิน และพื้นที่  1.3 ล้านไร่ มีข้อพิพาททางกฎหมาย 

ดงมะไฟต่อสู้มา  28 ปีสังเวยชีวิตชาวบ้านไป 4 คน แต่ยังจับมือใครดมไม่ได้ จนคดีหมดอายุความ คำถามตนมีเพียงข้อเดียว ระหว่างที่เรารอจนคดีหมดอายุความ เจ้าหน้าที่รัฐทำอะไรอยู่ ซึ่งไม่ได้ทำอะไรและปล่อยให้ชาวบ้านสู้กับนายทุนและเจ้าหน้ารัฐที่เอื้อประโยชน์กัน 

ข้อเสนอของกลุ่มทะลุฟ้าที่เป็นรูปธรรมและประชาชนจะได้ประโยชน์เต็มที่ คือ 1. ไล่ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกไป เพื่อกำจัดองคาพยพทั้งหมด และเลือกตั้งใหม่ 2. เขียนรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ถ้าประเทศไทยมีประชาธิปไตยจริงต้องแก้ได้ทุกหมวดทุกมาตรา ไม่เว้นแม้แต่หมวดหมวด 2 และ 3. ยกเลิก มาตรา 112 เพื่อทำให้สามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้ในทุกเรื่อง และหาคำตอบได้ ว่าใครอยู่เบื้องหลังการถลุงทรัพยากรของประเทศอย่างแท้จริง” เป๋า ตัวแทนจากกลุ่มทะลุฟ้า กล่าว