“พร้อมหนุนเสริม อปท.จัดการวิกฤตโขงผันผวน” สำนักนายกฯ

“หากมีภารกิจใดที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่นครพนมจะต้องได้รับอำนาจ หน้าที่ งบประมาณอุดหนุน เป็นพิเศษ เป็นการเฉพาะ ขอเรียนว่า คณะกรรมการฯ สามารถหนุนเสริมท่านได้ ตามมาตรา 16 และ 17 แห่ง พ.ร.บ.กระจายอำนาจ พ.ศ. 2542” 

ดร.มงคลชัย สมอุดร รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “บทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดนครพนม กับปัญหาการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศน์แม่น้ำโขง” 12 ส.ค. 2565 ที่ผ่านมา โดยมีคำกล่าวเปิดฉบับเต็มดังนี้

(ภาพ : RFA Lao Service)

โขงผันผวน วิกฤตจริง ปัญหาใหญ่-ซับซ้อน

“เรียน ท่านนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ท่านนายกเทศมนตรี ท่านนายกองค์การบริหารส่วนตำบลในพื้นที่จังหวัดนครพนม ทั้ง ๑๐๔ ท่าน ท่านท้องถิ่นจังหวัด ท่านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด ท่านประมงจังหวัด ท่านหัวหน้าส่วนราชการ ท่านวิทยากร และพี่น้องประชาชนทุกท่านครับ

ผมขอชื่นชมท่านผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดนครพนมทุกท่านที่เห็นความสำคัญของปัญหาการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่มาก มีความสลับซับซ้อน แน่นอนว่าส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่ของทุกท่านอย่างแน่นอน จำเป็นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องมาร่วมกัน เข้าถึงปัญหา เข้าใจปัญหา เพื่อนำมาแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน

ขอเรียนว่า ปัจจุบันประเทศของเราประสบปัญหาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำของแม่น้ำโขงอย่างรวดเร็ว ไม่เป็นไปตามช่วงเวลาปกติ ทำให้ระบบนิเวศน์แม่น้ำโขงซึ่งครอบคลุมพื้นที่ ๘ จังหวัด ประกอบด้วย เชียงราย เลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตที่ผ่านมาเป็นอย่างมาก ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนวิถีชีวิตของพี่น้องประชาชนที่พึ่งพาแม่น้ำโขง สืบทอดกันมายาวนานหลายชั่วคน เช่น การเพาะปลูกริมแม่น้ำ การทำประมง การเลี้ยงปลา การกัดเซาะตลิ่ง การส่งเสริมการท่องเที่ยว การส่งเสริมกิจกรรมทางวัฒนธรรม รวมถึงการบริหารจัดการน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค” 

“โลกร้อน-โครงการพัฒนาขนาดใหญ่” สาเหตุสำคัญ

“การเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศน์แม่น้ำโขงที่ผมได้กล่าวมาแล้ว สาเหตุหลักที่เราต้องยอมรับ คือ เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ Climate Change หรือศัพท์ทางการ คือ “ภาวะโลกร้อน” ที่ทุกท่านคงเคยได้ยินได้ฟัง

นอกจากสาเหตุหลัก คือ ภาวะโลกร้อน แล้ว ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นนอกพรมแดนประเทศไทยแต่ส่งผลกระทบต่อพี่น้องคนไทยริมสายน้ำโขงก็คือ มิตรประเทศของเราทั้ง จีน และลาว มีโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ หรือการสร้างเขื่อน ทั้งบนแม่น้ำโขงสายหลัก และบนลำน้ำสาขา ทำให้สภาพการไหล ปริมาณน้ำในแต่ละช่วงเวลา เกิดการเปลี่ยนแปลงไปจากสภาพแม่น้ำโขงตามธรรมชาติที่พี่น้องของเราคุ้นเคย เคยชินกันมายาวนาน

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และส่งผลกระทบต่อผู้คน วิถีชีวิต ทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ปลา พันธุ์ไม้น้ำต่าง ๆ ที่เคยได้พึ่งพาอาศัยหล่อเลี้ยงชีวิต ครั้งนี้จึงเป็นความท้าทายต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกประเภทเป็นอย่างมากว่า จะมีบทบาทอย่างไรในการจัดการภัยพิบัติ และจะมีบทบาทอย่างไรในการเผชิญปัญหาใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น เช่น การกัดเซาะตลิ่ง เกิดการสูญเสียที่ดิน การเกิดที่งอกใหม่ในพื้นที่แม่น้ำ และการบริหารจัดการน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค สายน้ำโขงเป็นแม่น้ำข้ามพรมแดน จากจีน เมียนมาก ลาว ไทย กัมพูชา เวียดนาม ความยาวร่วม ๔,๘๘๐ กิโลเมตร เฉพาะที่ผ่านภาคอีสานของเรา ๘๐๐ กิโลเมตร และทำหน้าที่เป็นเส้นเขตแดนไทยและ สปป.ลาว ตามสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส อีกด้วย

ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นกับแม่น้ำโขง จึงมีมิติต่าง ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องมากกว่าแม่น้ำโดยทั่วไปที่เราคุ้นเคย โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ที่ต้องถ้อยทีถ้อยอาศัยพึ่งพาร่วมมือกัน เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนร่วมกัน”

(ภาพ : คสข.)

นครพนม จังหวัดยุทธศาสตร์

“ผมได้เรียนทุกท่านไปแล้วว่า ในภาคอีสานของเรามี ๗ จังหวัดที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขงและจะขอเรียนเพิ่มเติมต่อว่า ใน ๗ จังหวัดนั้น นครพนม มีความแตกต่างจากอีก ๖ จังหวัดหลายด้าน ทำให้นครพนมเป็นพื้นที่พิเศษ ที่รัฐบาลให้ความสำคัญมาก ซึ่งผมขอขยายความบางประการ พอเข้าใจกันง่าย ๆ ดังนี้ครับ

๑. ด้านประวัติศาสตร์ 

นครพนมมีเรื่องราวเป็นจุดเชื่อมโยงเชิงวิถีชีวิต วัฒนธรรม ความเชื่อ ข้ามพรมแดน จากตำนานอุรังคธาตุ หรือพระธาตุพนม อันเป็นที่เคารพสักการะของประชาชนทั้งสองฝั่งโขง นอกจากนั้นยังเชื่อมโยงกับประเทศเวียดนามในขณะที่ช่วงเวลาหนึ่งบุคคลสำคัญของเวียดนาม ท่าน โฮ จิ มินห์ ได้เคยมาพำนักอาศัย เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงกันเช่นนี้ คนรุ่นใหม่เรียกว่า มี Content หรือ Story ที่ “ว้าว” ส่งผลให้นครพนมเป็นพื้นที่เชื่อมโยงทางเศรษฐกิจข้ามแดน ๓ ประเทศเสมือนไม่มีเส้นพรมแดนขวางกั้น

๒. ด้านโครงสร้างพื้นฐาน 

ด้วย Story ทางประวัติศาสตร์ข้างต้น ทำให้เศรษฐกิจนครพนมมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเพื่อนบ้านเป็นระยะเวลายาวนาน รัฐบาลได้เห็นถึงโอกาสที่จะยกระดับเศรษฐกิจนครพนมให้เจริญเติบโตมากขึ้นไปอีก จึงได้ประกาศให้นครพนมเป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ตั้งแต่ ๒๔ เมษายน ๒๕๕๘ โดยลงทุนปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และเพิ่มขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ ซึ่งทุกท่านสัมผัสได้แล้วจากการพัฒนาท่าอากาศยาน การก่อสร้างรถไฟรางคู่ บ้านไผ่ – นครพนม การปรับปรุงขยายถนนให้กว้างขวาง แข็งแรงระดับมาตรฐานสากล สำหรับการเดินทางคมนาคม ขนส่งที่เพิ่มมากขึ้น รองรับการขยายตัวทางการค้า การลงทุนอุตสาหกรรม การสถาปนามหาวิทยาลัยนครพนมให้เป็นศูนย์รวมทางวิชาการและวิทยาการระดับสูงในพื้นที่

๓. ด้านเศรษฐกิจท้องถิ่น

เขตเศรษฐกิจพิเศษนครพนมมิได้มีเพียงมิติการค้า การลงทุนอุตสาหกรรม เพียงอย่างเดียว แต่ต้องกระจายความอยู่ดีกินดีให้ถึงพี่น้องประชาชนอย่างกว้างขวางด้วยการพัฒนาให้ “นครพนมเมืองแห่งคุณภาพชีวิตที่ดี” จึงดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นจังหวัดเดียวที่มีเส้นทางเดินเท้า เส้นทางปั่นจักรยาน เลียบแม่น้ำโขงยาวกว่า ๕๐ กิโลเมตร ซึ่งยาวที่สุดในประเทศไทย ต่อยอดความโดดเด่นจากทุนทางประวัติศาสตร์ที่มีอยู่แล้ว ให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นไปอีก นครพนมกลายเป็นหมุดหมายการเดินทางมาเยือนจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย ชาวต่างประเทศ เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในท้องถิ่นอย่างกระจายตัวและกว้างขวาง”

“นิเวศแม่โขง-เขตเศรษฐกิจพิเศษ” ความท้าทาย

“ทั้ง ๓ ประการย่อ ๆ ที่ผมกล่าวมานั้น จึงเป็นความท้าทายต่อท่านนายกฯ ทุกท่านว่า ในพื้นที่พิเศษนครพนม บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของแต่ละท่าน จะดำเนินการต่อไปอย่างไร ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงใหญ่ที่เผชิญอยู่ สัมผัสได้แล้ว ๒ ประการ คือ 

  1. การเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศน์แม่น้ำโขง ต้นทุนทางทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เราพึ่งพาอาศัยกันมาหลายชั่วอายุคน
  2. การเป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษที่มีความโดดเด่นจากภูมิศาสตร์ติดแม่น้ำโขง เชื่อมโยงวิถีชีวิต วัฒนธรรม และเศรษฐกิจข้ามพรมแดน”

พร้อมหนุนเสริม “บทบาท อปท. จัดการโขงผันผวน”

ผมทราบว่า ที่ผ่านมาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่นครพนม มีการประชุมหารือ มีเวที มีแผนงาน มีโครงการที่รองรับความเปลี่ยนแปลงประการที่ ๒ อยู่มากมาย แต่บทบาทกับความเปลี่ยนแปลงประการที่ ๑ อันเป็นสิ่งที่ไม่สามารถทดแทนได้ และส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางถึงความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ยังไม่เคยมีเวที มีพื้นที่ ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้มา รับทราบข้อมูล วิเคราะห์และประเมินสถานการณ์ ร่วมกันระดมความคิดเห็น เพื่อ “บริหารจัดการความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น” มาก่อน

คณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยท่านรองนายกรัฐมนตรี ดร.วิษณุ เครืองาม ท่านปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ดร.ธีรภัทร ประยูรสิทธิ ได้มอบหมายให้ผม และ รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกระจายอำนาจฯ และประธานอนุกรรมการกระจายอำนาจด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้กับองค์กรปกครองท้องถิ่นในพื้นที่พิเศษ จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ขึ้น 

เพื่อสร้างความตระหนักรับรู้ และวิเคราะห์สถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำโขงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน จุดประกายให้เกิดแผนงาน โครงการ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่นครพนม ในการบริหารจัดการความเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศน์แม่น้ำโขงเพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวนครพนม 

โดยหากมีภารกิจใดที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่นครพนมจะต้องได้รับอำนาจ หน้าที่ งบประมาณอุดหนุน เป็นพิเศษ เป็นการเฉพาะ ขอเรียนว่า คณะกรรมการฯ สามารถหนุนเสริมท่านได้ ตามมาตรา ๑๖ และ ๑๗ แห่ง พ.ร.บ.กระจายอำนาจ พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นการเพิ่มศักยภาพให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่นครพนม ให้สามารถดูแลพี่น้องประชาชนได้อย่างดีมากยิ่งขึ้นไปอีก 

การประชุมเชิงปฏิบัติการที่ดำเนินการในวันนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญของท่านนายกฯ ทุกท่าน ที่จะช่วยกันระดมความคิดเห็นให้เกิดแนวทาง ข้อเสนอ อย่างเป็นรูปธรรม ต่อคณะกรรมการฯ ในการขับเคลื่อนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทำภารกิจได้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ 

ผมขอขอบคุณ กระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ จังหวัดนครพนม องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล และเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง ๗ จังหวัดภาคอีสาน ตลอดจนคณาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการทุกท่าน ที่มาร่วมแบ่งปันข้อมูล แลกเปลี่ยนประสบการณ์ กับท่านผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่งพื้นที่นครพนม ในวันนี้ 

ขอให้งานที่พวกเราจะร่วมกันทำต่อจากนี้ไป สามารถเผชิญความท้าทายและความเปลี่ยนแปลงที่อยู่รอบตัวพี่น้องชาวนครพนมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยืดหยุ่น คล่องตัว เพื่อความยั่งยืน ความสมดุลในการพัฒนาและรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้กับลูกหลานเราต่อไป” 

หมายเหตุ งานนี้จัดโดย คณะอนุกรรมการในคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมกับมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และสมาคมเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง ๗ จังหวัดภาคอีสาน วันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๖๕ เวลา ๐๘.๓๐ – ๑๕.๓๐ น.