เผยเอกชนตอบรับโครงการ “กักเก็บคาร์บอนภาคป่าไม้” เกินคาด

กรมป่าไม้เผยเอกชนแห่ตอบรับโครงการกักเก็บคาร์บอนภาคป่าไม้ ล่าสุดป่าบกมี 7 โครงการ พื้นที่เกือบ 70,000 ไร่ ขณะป่าเลนแจ้งความจำนงมากมากกว่า 550,000 ไร่ ทั้งที่วางเป้าไว้แค่ไม่ถึง 45,000 ไร่

ธัญพิชชา ลอยกลิ่น รายงานจากเวที “การประชุมภาคีการขับเคลื่อนการปฏิบัติงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย หรือ Thailand Climate Action Conference (TCAC )” 6 ส.ค. ที่ผ่านมา

(ภาพ: TCAC)

ตอบรับเกินเป้าปี 2565

เจ้าหน้าที่ระดับสูงกรมป่าไม้เปิดเผยถึงสถานการณ์ล่าสุดของการดำเนินการด้านการค้าคาร์บอน (Carbon Credit Trading) ภาคป่าไม้ว่า ได้รับความสนใจและให้การตอบรับจากภาคเอกชนเป็นอันมาก โดยโครงการป่าบกมี 7 หน่วยงานเสนอดำเนินการในพื้นที่เกือบ 70,000 ไร่ ขณะโครงการป่าชายเลนมีคนยื่นความจำนงเข้ามามากกว่า 550,000 ไร่ ทั้งที่วางเป้าไว้แค่ไม่ถึง 45,000 ไร่

“มาตราการ ระเบียบกรมป่าไม้ ว่าด้วยการแบ่งปันคาร์บอนเครดิต จากการการปลูก บำรุง อนุรักษ์ และฟื้นฟูป่าไม้ พ.ศ.2564 ได้รับความสนใจจากภาคเอกชนเป็นอย่างมากที่จะเข้ามามีส่วนร่วมกับกรมป่าไม้ 

รวมถึงโครงการความร่วมมือการฟื้นฟูระบบนิเวศปี 2565 ณ ปัจจุบันมีเอกชนเข้าร่วมโครงการแล้วจำนวน 7 หน่วยงาน เป็นพื้นที่ 67,187 ไร่ โดยเอกชนจะได้รับการแบ่งปันคาร์บอนเครดิต จากกรมป่าไม้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับมติของคณะกรรมการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของกรมป่าไม้ ในเบื้องต้นยังอยู่ระหว่างการพิจารณาการจัดสรรพื้นที่เพื่อความเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วน” 

ดร.คมสัน เรืองฤทธิ์สาระกุล ตัวแทนสำนักจัดการป่าชุมชน กรมป่าไม้กล่าวใน เสวนาย่อย หัวข้อ ป่าไม้และการกักเก็บคาร์บอน การประชุมภาคีการขับเคลื่อนการปฏิบัติงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย หรือ Thailand Climate Action Conference (TCAC ) ในวันที่ 6 สิงหาคม 2565

“โครงการของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง มีการออกระเบียบ 2 ฉบับระเบียบแรก คือการปลูกและบำรุงป่าไม้ชายเลนเพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิตจากบุคคลภายนอก พื้นที่เป้าหมายที่วางไว้ในปี 65 จำนวน 44,712.99 ไร่ 

หลังจากที่กรมประกาศเปิดออกมา มีคนสนใจเป็นจำนวนมาก มีคนยื่นความจำนงที่จะเข้าร่วมโครงการเบ็ดเสร็จแล้ว 550,000 กว่าไร่ ทุกหน่วยงานมีความตื่นตัวที่จะเข้ามาร่วมกันปลูกป่า เพิ่มพื้นที่ป่า ช่วยในการดำเนินการ” อภิชัย เอกวนากุล ตัวแทนกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าว

“ณ ปัจจุบันมีคนให้ความสนใจที่จะเข้ามาร่วมกับกรมป่าไม้ กรมอุทยาน กรมชายฝั่ง ในมาตราฐานนี้รับผิดชอบในส่วนของค่าใช้จ่ายที่พอดี แต่หากยกระดับค่าใช้จ่ายคาร์บอนเครดิตที่เป็นนานาชาติ ที่มีค่าใช่จ่ายสูงขึ้น ผู้ที่สนใจเข้าร่วม อาจจะไม่สนใจที่จะเข้ามาช่วยในภาคป่าไม้ ในการฟื้นฟูป่าก็เป็นได้ ซึ่งอาจจะไปให้ความสนใจในภาคอื่นแทน เช่น ภาคพลังงาน ภาคขนส่ง เพราะโอกาศที่ทางภาคป่าไม้จะได้เลือกรับเงิน หรืองบประมาณต่าง ๆ ที่จะนำมาสนับสนุน ฟื้นฟูป่าก็จะถูกจำกัดมากขึ้น นี่จึงเป็นข้อสังเกต” ดร.คมสันกล่าว

“แสดงให้เห็นถึงการตื่นตัวของภาคเอกชน ในการเข้ามามีส่วนร่วมกับโครงการการกักเก็บคาร์บอนพื่อประโยชน์จากการแบ่งปันคาร์บอนเครดิต” ตัวแทนจากทั้งสองหน่วยงานเห็นตรงกัน


(ภาพ: TCAC)

หนึ่งกลไก สู่เป้าความเป็นกลางทางคาร์บอนประเทศ 

“การประชุมภาคีการขับเคลื่อนการปฏิบัติงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย 

หรือ Thailand Climate Action Conference (TCAC ) ถือเป็นการจัดประชุมครั้งแรกว่าด้วยการสร้างพลังขับเคลื่อนการรับรู้และตระหนักถึงสถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมในทุกระดับ ซึ่งจะทำให้เกิดความชัดเจนในส่วนของการขับเคลื่อนของหน่วยงานภาครัฐ 

สู่เป้าหมายที่พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย ได้ประกาศเจตนารมณ์ของประเทศไทยในการมุ่งบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2050 และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net – zero GHG emission) ภายในปี ค.ศ. 2065 ในงาน COP26” วราวุธ ศิลปอาชารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าว

การค้าคาร์บอนเครดิต เป็นหนึ่งในกลไกที่จะนำไปสู่เป้าหมายประเทศดังกล่าว ผู้ร่วมเสวนา “ป่าไม้และการกักเก็บคาร์บอน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality)” ระบุ รวมถึงผู้แทนจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง อาทิ สุกัณฑ์ พึ่งกุล หัวหน้าส่วนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากศภาคป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช (อส.) ดร.คมสัน เรืองฤทธิ์สาระกุล สำนักจัดการป่าชุมชน กรมป่าไม้ อภิชัย เอกวนากุล รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) และนายถนอมศักดิ์ เฉียบแหลม รองผู้อำนวยการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.) เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ.2565

“ภาคป่าไม้มีหน้าที่สำคัญในการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นตัวแปรที่สำคัญต่อ การเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ ปริมาณคาร์บอนที่ถูกดูดซับโดยต้นไม้จะเพิ่มขึ้นตามการเจริญเติบโตของต้นไม้ เมื่อต้นไม้มีการเจริญเติบโต ก็จะสามารถดูดซับคาร์บอนได้มาก โดยต้นไม้ที่มีอายุมากคือหัวใจสำคัญในต่อระบบนิเวศ เพราะจะช่วยดูดซับคาร์บอนได้ในปริมาณมากทำให้ช่วยลดสภาวะโลกร้อนได้” เอกสารวิจัย “การกักเก็บคาร์บอนของต้นไม้” มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อธิบาย

“คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) คือ สินค้าที่ภาคอุตสาหกรรมสร้างขึ้นมาจากโครงการ ปลูกป่า หรือว่ารักษาสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ เพื่อแปลงมาเป็นคาร์บอนเครดิต และนำไปซื้อขายกันโดยบริษัทที่ซื้อขายคาร์บอนเครดิตไป ก็จะสามารถมีสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซได้มากขึ้น

โดยคาร์บอนเครดิตในที่นี้คือ ภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในทุก ๆ โรงงานมีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบบรยากาศ โดยปริมาณเหล่านี้มีหน่วยเป็นตัน และจะถูกแปลงเป็นค่าคาร์บอนเครดิต ปริมาณดังกล่าวก็จะเปรียบเสมือนสินค้าให้เรานำมาซื้อขายแรกเปลี่ยนกัน ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย และบุคคนอื่น ๆ ได้ด้วย

ซึ่งบริษัทต่าง ๆ ที่ได้ทำการปล่อยก๊าซที่เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากการผลิตไม่ไม่เพียงพอ  เราจึงต้องทำการไปขออนุญาตจาก องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. แต่เนื่องจากที่เกินปริมาณที่กำหนด เราจึงต้องหาซื้อ คาร์บอนเครดิต เพื่อจะได้มีสิทธ์ในการปล่อยก๊าซที่ได้มากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังนำไปใช้ ในในการรับสิทธิประโยขน์ต่าง ๆ เช่น การลดภาษี ได้อีกด้วย แต่ปัจจุบันตลาดคาร์บอนในประเทศไทยยังเป็นภาคสมัครใจอยู่” ส่วนหนึ่งของเนื้อหาว่าด้วยการค้าคาร์บอนที่มีการนำเสนอในเวที TCAC 

(ภาพ: GreenNews)

ศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนภาคป่าไม้ไทย

“แหล่งกักเก็บคาร์บอนหลักในพื้นที่ป่า โดยมีอยู่ทั้งหมด 5 แหล่ง ได้แก่ มวลชีวภาพเหนือพื้นดิน มวลชีวภาพใต้พื้นดิน ไม้ที่ถูกทำลายแล้ว ต้นไม้ใบไม้ที่ตาย และคาร์บอนอินทรีย์ใต้ดิน

แต่เนื่องด้วยข้อจำกัดในการศึกษาวิจัย จึงทำให้ทางกรมอุทยานได้ทำการกักเก็บคาร์บอนเฉพาะ มวลชีวภาพเหนือพื้นดิน (Above Ground biomass) และมวลชีวภาพใต้พื้นดิน (Below Ground biomass)  ในการวิจัยในครั้งนี้” สุกัณฑ์ พึ่งกุล หัวหน้าส่วนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภาคป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช อธิบาย

“จากข้อมูลทางกรมอุทยานได้จัดทำกับพื้นที่ ป่าผลัดใบและป่าไม่ผลัดใบ ได้ทำการจัดเก็บและนำมวลชีวภาพมาคำนวนการกักเก็บคาร์บอนแปลงเป็นหน่วยเป็นตัน

ในส่วนป่าผลัดใบ ได้ดูดคาร์บอนไดออกไซด์กลับ 826 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และป่าไม่ผลัดใบดูดคาร์บอนไดออกไซด์กลับ 1,510 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า  เฉพาะในพื้นที่อนุรักษ์ทั้งประเทศ เป็นปริมาณรวมของก๊าซคาบอนได้ออกไซต์ทั้งหมด ที่พื้นที่ป่าที่ดูดกลับไว้จนถึงปี 2560” ผู้แทนกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กล่าว

“จากรายงานข้อมูลระดับการปล่อยและระดับการดูดกลับคาร์บอน ภาคป่าไม้ของประเทศไทย ภายใต้โครงการ R-PP ทางภาคป่าไม้ได้มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์โดยเฉลี่ย 12 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

ในขณะเดียวกันทางภาคป่าไม้ก็ได้ทำการดูดคาร์บอนไดออกไซด์กลับ โดยเฉลี่ย 28  ล้านตัคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี เท่ากับว่าได้มีการดูดคาร์บอนไดออกไซด์กลับ 16 ล้านตันต่อปี โดยได้รับข้อมูลจากฐานอ้างอิง พ.ศ 2549-2559 ผ่านการประทางเทคนิคจาก UNFCC” ผู้แทนกรมป่าไม้ กล่าว

“สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง อ่านการแปลภาพถ่ายดาวเทียมพื้นที่ป่าชายเลนล่าสุด มีพื้นที่ป่าชายเลนที่สมบูรณ์คงสภาพอยู่ 1.73 ล้านไร่ ที่จะมารองรับการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยพื้นที่ป่าชายเลนได้ดูดคาร์บอนไดออกไซด์กลับ 17 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยมีเป้าหมายในการดำเนินงานเพิ่มพื้นที่ป่าชายเลนจำนวน 300,000 ไร่ จาก 23 จังหวัด ระยะเวลา 10 ปี เริ่มจากปี พ.ศ.2565 เป็นต้นไป” ผู้แทนกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าว