9 ปี น้ำมันรั่วระยอง : บนทางสายหม่น ที่อาจ “พอ” มีหวัง

9 ปีผ่านไป คนระยองหลายร้อยคนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุน้ำมันดิบ 50,000 ลิตรของบริษัท PTTGC รั่วสู่ทะเลอ่าวไทยในปี 2556 “หนึ่งในเหตุน้ำมันรั่วครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศ” วิเคราะห์บทเรียน ย้อนมองความเดือดร้อนและการแก้ปัญหาที่ผ่านมาของตัวเองอย่างไร 

จริงไหมที่พวกเขาอยู่ในสภาพ “สิ้นหวัง” มาตลอด 9 ปี? อะไรที่ทำให้พวกเราเริ่มเห็น “จุดเริ่มต้นของความหวังครั้งใหม่” เกี่ยวไหม กับการเจอกันครั้งแรกของพวกเขากับ “ผู้ร่วมชะตากรรมที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายและโครงการรัฐบาล” จากสองพื้นที่ “เหมืองเลย และนิคมอุตสาหกรรมจะนะ” เมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา

นราวิชญ์ เชาวน์ดี เก็บตกประเด็นน่าสนใจติดตาม จากเวที “น้ำมันรั่วระยอง 9 ปี การเยียวยายังไม่แล้วเสร็จ” เมื่อ 27 ก.ค. 2565 ที่ผ่านมา

(ภาพ : GreenNews)

บทเรียนจากเหตุน้ำมันรั่ว 9 ปีก่อน

27 ก.ค. 2556 เกิดเหตุน้ำมันรั่ว กลางทะเลอ่าวไทยพื้นที่จังหวัดระยอง ส่งผลกระทบถึงพื้นที่ท่องเที่ยว อ่าวพร้าว ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่าเหตุดังกล่าวเกิดจากการรั่วไหลของท่อส่งน้ำมันดิบของบมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) 

สองวันต่อมา (29 ก.ค. 2556) บริษัทเปิดเผยต่อสาธารณะและตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอย่างเป็นทางการว่า เหตุดังกล่าวเกิดจากท่อน้ำมันของบริษัทจริง และปริมาณน้ำมันที่รั่วไหลออกสู่ทะเลคือ 50,000 ลิตร หรือ 50 ตัน พร้อมแจ้งมาตรการแก้ไขหลักว่า บริษัทได้เลือกใช้วิธีแก้ปัญหาคราบน้ำมันที่เกิดขึ้นด้วยวิธีใช้สารเคมี (Dispersant) เพื่อสลายคราบน้ำมันและทำให้น้ำมันดิบแตกตัวออกจับกับสารเคมีจนจมลงสู่ก้นทะเล 

ซึ่งวิธีดังกล่าว ถึงวันนี้เต็มไปด้วยคำถามถึงความถูกต้องเหมาะสม โดยเฉพาะในทางวิชาการ ไม่รวมถึงประสิทธิผลของการดำเนินการ และการดำเนินการของบริษัท

“บริษัทไม่ได้มีการเตรียมความพร้อมเท่าที่จำเป็นในการควบคุมน้ำมันดิบและไม่ได้อบรมเจ้าหน้าที่เพื่อให้แก้ปัญหาได้อย่างถูกต้อง ต่อมา ทางบริษัท จึงเลือกใช้วิธีการฉีดพ่นสารเคมี เพื่อสลายคราบน้ำมันซึ่งเป็นสารอันตรายและส่งผลเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรทางทะเล เพราะจะทำให้น้ำมันดิบแตกตัวออกแล้วจับตัวกับสารเคมีกลายเป็นตะกอนลงสู่ก้นทะเล” ดร. อาภา หวังเกียรติ อาจารย์ประจำ ภาควิชาวิศวกรรมพลังงานและสิ่งแวดล้อม ม.รังสิต กล่าวในงานเสวนา “น้ำมันรั่วระยอง 9 ปี การเยียวยายังไม่แล้วเสร็จ” ซึ่งจัดขึ้นโดยมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน เมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2565

“สารเคมีดังกล่าวมีองค์ประกอบที่เป็นวัตถุอันตรายหลายชนิด จึงต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขอย่างระมัดระวัง แต่ในกรณีนี้ ทางบริษัท มิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามข้อกำหนด และมีการใช้ในปริมาณสูงเกินกว่าเกณฑ์มาตรฐาน

ในการแก้ไขปัญหาจากการรั่วไหลของน้ำมันดิบ ทางบริษัทและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มุ่งความสนใจแค่เพียงการเก็บคราบน้ำมันดิบบริเวณผิวน้ำทะเล จึงไม่ได้มีมาตรการใด ๆ ที่จะใช้แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรทางทะเลให้ฟื้นฟูกลับมาเป็นเหมือนเดิม

จากทั้งกรณีน้ำมันดิบรั่วและการใช้สารเคมีในการแก้ปัญหาส่งผลให้สมดุลของระบบนิเวศทางทะเลได้รับความเสียหาย ทำให้สัตว์ทะเลได้รับสารพิษ ปริมาณออกซิเจนในน้ำลดลง 

ทำให้ชาวประมงพื้นบ้าน ชาวประมงอื่น กลุ่มแม่ค้าและผู้ประกอบอาชีพเกี่ยวกับการท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับทะเลได้รับผลกระทบ” เอกสารคู่มือติดตามการปรับใช้หลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ กรณีสิทธิชุมชน ทรัพยาการธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุ

“บริเวณอ่าวระยองเรียกได้ว่าเป็นธุรกิจอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน แต่หลังเกิดเหตุน้ำมันรั่ว ธุรกิจที่ดีที่สุดในอาเซียนไม่มีความพร้อมในเรื่องการรับมือกับอุบัติเหตุน้ำมันรั่วเลย

ณ ขณะนั้นมีเรือที่ใช้กำจัดคราบน้ำมัน 2 รำแต่ 2 รำนั้นอยู่ที่ภาคใต้ ทำให้ไม่สามารถนำเรือ 2 ลำนั้นมาช่วยกำจัดคราบน้ำมันได้ 

ไม่อยากเรียกว่าสารกำจัดคราบน้ำมัน แต่อยากเรียกว่าเป็นสารกระจายคราบน้ำมัน ที่มาฉีดพ่นให้น้ำมันตกลงไปสู่ทะเล ก็ต้องไปพึ่งบริษัทที่สิงคโปร์

เรื่องที่น่าตกใจเรื่องหนึ่งคือ การจัดการทั้งหมดเจ้าของบริษัทที่ทำให้เกิดน้ำมันรั่วเป็นคนจัดการทั้งหมด ทำให้ข้อมูลทั้งหมดที่ออกมาเป็นข้อมูลจากเอกชนว่าน้ำมันรั่วเท่าไหร่ ใช้สารกำจัดคราบน้ำมันไปเท่าไหร่

ถ้าเราคำนวนง่าย ๆ จากการใช้สารกระจายคราบน้ำมัน ขอไป 37,000 กว่าลิตร ตามหลักวิชาการถือเป็น 10 เท่า คิดได้ง่าย ๆ ว่าควรจะมีน้ำมันรั่วอย่างน้อย 375,000 ลิตร

ทางด้านเอกชนและหน่วยงานราชการเองมักออกมาพูดว่าสารกระจายคราบน้ำมันไม่มีอันตรายและสามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติความเป็นพิษของน้ำมันที่ถูกสารกดให้ลงไปอยู่ใต้ทะเลไม่ได้หายไปไหน ยังสามารถส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในทะเล และนี่เป็นแค่ผลกระทบจากตัวน้ำมันเท่านั้น

มีงานศึกษาว่าสารที่เป็นองค์ประกอบในสารกระจายคราบน้ำมันตัวหนึ่งมีผลต่อตัวอ่อนของประการัง ต่อเม่นทะเลและอื่น ๆ

แต่แทนที่หน่วยงานรัฐจะเป็นหลักในการศึกษาเรื่องผลกระทบของสารกระจายคราบน้ำมัน กลับเป็นเอกชนที่จ้างหน่วยงานราชการและนักวิชาการในการศึกษาเรื่องนี้”  ดร. อาภา กล่าว

“ทันทีที่น้ำมันดิบรั่วลงทะเล และ มีการฉีดสารที่เป็นพิษลงไปแล้ว ความเสียหายสูงสุดไม่ได้เกิดขึ้นทันที ความเสียหายทางทะเลสูงสุดเกิดขึ้นในช่วง 3-5 ปี” ชาญวิทย์ อร่ามฤทธิ์ ที่ปรึกษากลุ่มโบสถ์ญวนกล่าวเสริม

“ได้ทำการสำรวจหลังจากเกิดเหตุน้ำมันรั่วไปแล้ว 2 ปี โดยการเก็บตัวอย่างดินรอบ ๆ เกาะเสม็ดและจุดต่าง ๆ พบว่า แม้เวลาจะผ่านไป 2 ปี แต่ก็ยังพบสารตกค้าง “โพลีไซคลิก อะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน” ที่เป็นสารก่อมะเร็ง” งานวิจัยของ ศ.ดร.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการป้องกันและจัดการภัยพิบัติ คณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เปิดเผยในงานเสวนาออนไลน์ “ น้ำมันรั่วสู่ทะเล (อีกแล้ว) : ถึงเวลาที่จะต้องสร้างระบบใหม่เพื่อนิเวศที่เป็นธรรมและยั่งยืน” เมื่อ 1 ก.พ. 2565 ที่ผ่านมา

งานเสวนา “น้ำมันรั่วระยอง 9 ปี การเยียวยายังไม่แล้วเสร็จ” (ภาพ : GreenNews)

ข้อเรียกร้องจากผู้ได้รับผลกระทบ ที่ถูกรัฐมองว่ามากเกินไป

เหตุการณ์น้ำมันรั่วดังกล่าว ได้ส่งผลกระทบต่อชาวบ้านผู้ประกอบอาชีพที่ต้องเกี่ยวข้องกับทะเลหลากหลายกลุ่ม ทั้งชาวประมงพื้นบ้านที่ไม่สามารถทำการประมงได้ แม่ค้าและผู้ประกอบการเกี่ยวข้องในพื้นที่ซึ่งรวมถึงผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวด้วย

25 ก.ย. 2557 สมาคมประมงพื้นบ้านเรือเล็กระยอง ชาวประมงพื้นบ้านและกลุ่มแม่ค้าผู้ได้รับผลกระทบ 454 คน โดยความช่วยเหลือจากทนายความมูลนิธิข้อมูลชุมชนได้ตัดสินใจยื่นฟ้องบริษัท PTTGC ต่อศาลจังหวัดระยองในคดีแพ่ง 

สองข้อเรียกร้องสำคัญคือ ให้มีการชดใช้ค่าเสียหายจากการสูญเสียรายได้ในการประกอบอาชีพ และขอให้มีการจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติโดยให้ทาง PTTGC จัดสรรงบประมาณสู่กองทุนฯคิดเป็นร้อยละ 10 ของกำไรเฉลี่ยต่อปี ซึ่งในปี 2556 PTTGC มีกำไร 32,841 ล้านบาท

“หลักใหญ่สำคัญที่เราฟ้องคดีแพ่งเรื่องแรกคือ การฟื้นฟูทะเลระยองโดยการของให้มีการจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูและการบริหารกองทุนต้องเป็นไปโดยกระบวนการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชนเพื่อความเป็นธรรมกับชาวบ้าน เรื่องที่สองคือการเรียกค่าเสียหายส่วนตัวของผู้ได้รับผลกระทบ” วีรวัฒน์ อบโอ ทนายความ มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน กล่าวในงานเสวนา

(ภาพ : GreenNews)

9 ปีแห่งความพยายาม และยากจะมีหวัง

ศาลชั้นต้นตัดสินให้จ่ายชดเชยชาวประมงเพียงรายละ  90,000 บาท และ ผู้ประกอบการท่องเที่ยวรายละ 60,000 บาท เป็นระยะเวลา 3 เดือน ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบกว่า 400 ราย ตัดสินใจยื่นอุทธรณ์

1 ก.ย. 2563 ศาลแพ่งอุทธรณ์ตัดสินให้ PTTGC ชดเชยชาวประมงเพียงรายละ 1.5 แสนบาท และ ผู้ประกอบการท่องเที่ยวรายละ 1.2 แสนบาท เป็นระยะเวลา 3 เดือน ส่วนเรื่องการจัดตั้งกองทุนฟื้นฟู ศาลให้ความเห็นว่าไม่มีกฎหมายรองรับในการตั้งกองทุนขึ้นมา นอกจากนั้นยังมีชาวบ้านบางส่วนที่ได้รับผลกระทบแต่ไม่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มได้รับเงินชดเชยในช่วงแรกอีกด้วย

เดือนกรกฏาคม 2557 ชาวบ้านตัดสินใจเดินหน้าพึ่งกระบวนการศาลปกครอง ยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐและหน่วยงานรัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องในข้อหาละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร รวม 6 จำเลย คือ 1. ผู้ว่าฯ ระยองในขณะนั้น 2. คณะกรรมการป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมัน (กปน.) 3. กรมเจ้าท่า 4. กรมประมง 5. กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง 6. กรมควบคุมมลพิษ

เดือนกรกฏาคม 2563 ศาลปกครองระยองพิพากษายกฟ้อง เพราะมองว่าหน่วยงานทั้งหมดดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว

“หลังจากเกิดเหตุน้ำมันรั่วก็มีให้ไปลงทะเบียนเพื่อขอรับเงินชดเชยค่าเสียหาย แต่ก็มีบางคนที่ถูกปฏิเสธ อ้างว่าไม่เข้าข่าย อยู่นอกพื้นที่ทั้งที่จริง ๆ แล้วก็กระทบกันหมด ถึงจะมีบางรายได้ค่าชดเชยในตอนแรกแต่ในเอกสารรับเงินมีการลงท้ายไว้ว่า รับเงินแล้วจะไม่ติดใจเอาความ

เราพลาดที่ยอมรับการรับผิดชอบของบริษัทที่ทำให้เกิดมลพิษ ในเรื่องการรับเงินเยียวยา กังวลว่าจะไม่ได้ แต่เราลืมนึกถึงว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะมาหล่อเลี้ยงเราคือทะเล ทะเลที่สมบูรณ์ 

แต่หลายคนรับเงินมาแล้วก็จบ โอเคแล้ว ซึ่งจริง ๆ แล้วมันไม่ใช่” ” นวรัตน์ ธูปบูชา ตัวแทนแม่ค้าและอาชีพต่อเนื่องจากประมง กล่าวในงานเสวนาฯ

“ชาวบ้านมีแผนเสนอการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมแบบต่าง ๆ ทั้งเสนอให้มีการทำวิจัย มีมาตราการป้องกันมลพิษ กั้นเป็นเขตป้องกันมลพิษ ให้หน่วยงานลงมาประเมินพื้นที่อย่างจริงจังเพื่อหาว่าจะต้องใช้ระยะเวลาเท่าไหร่กันแน่ในการฟื้นฟู แต่ก็ไม่ได้รับผลตอบรับแต่อย่างใด

ชาวประมงอย่างเราวัน ๆ นึง ได้เงินวันละ 4-5 พัน แต่เราเอาแค่วันละ 2 พัน เป็นเวลา 2 เดือน วันนั้นเขาไม่ยอม ให้โหวตกัน สุดท้ายจบที่วันละพัน เวลา 1 เดือน คนยกเป็นทั้งหน่วยงานรัฐ เอกชน บริษัท มีเงินเดือนกันทั้งนั้น

หลังจากเกิดเหตุการณ์ในครั้งนั้นทางบริษัทที่เป็นต้นเหตุไม่ได้มีการกระทำอะไรเลยที่จะให้ความเชื่อมั่นต่อชาวบ้าน ชาวบ้านได้มีการเดินทางไปที่บริษัทเพื่อเรียกร้องให้เข้ามาพูดคุยเจรจาและเข้าไปยื่นหนังสือทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแต่ก็ไม่เป็นผล จนต้องมาพึ่งพิงสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) จนสรุปไ้ด้ว่าให้นัดเจรจาไกล่เกลี่ยกัน แต่ก็ไม่มีความคืบหน้าจนในที่สุดต้องพึ่งหน้าสู่กระบวนการยุติธรรม จนถึงตอนนี้เป็นเวลา 9 ปีกว่า แต่คดีก็ยังไม่เห็นทางจบ” บรรเจิด ล่วนพ้น รองนายกสมาคมประมงพื้นบ้านท้องถิ่นระยอง กล่าว

“นำมาสู่เรื่องของการฟื้นฟู มีการเสนอแผนฟื้นฟูต่อศาล ต่อบริษัทผลสุดท้ายทางบริษัทก็ปัดตกไป เหตุผลเพราะว่าแผนฟื้นฟูของชาวบ้านกว้างกว่าที่บริษัทจะรับผิดชอบได้ เพราะแผนนี้ไม่ได้มองแค่ชุมชมที่ได้รับผลกระทบแต่มองไปทั่วบริเวณอ่าวระยอง ทั้งระบบที่ได้รับผลกระทบ” ทนายวีรวัฒน์ กล่าวในเวทีเดียวกัน

“ผู้ได้รับผลกระทบหลาย ๆ คน สะท้อนออกมาว่าจำนวนเงินไม่กี่บาทที่จะได้รับในการฟื้นฟูนั้น เทียบไม่ได้เลยกับการที่ทำให้ทะเลระยองกลับมาเหมือนเดิม ไม่อย่างนั้นก็ต้องออกไปหาสัตว์ทะเลไกลขึ้น ลำบากขึ้น ผ่านมาเป็นเวลากว่า 10 ปี การเยียวยาที่แท้จริงก็ยังไม่เกิดขึ้น นอกจากนั้นทะเลระยองยังต้องพบกับมรสุมอีกครั้งกับน้ำมันรั่วเมื่อต้นปี” ส่วนหนึ่งของเสียงสะท้อนจากบทสนทนาในเวทีฯ 9 ปีน้ำมันรั่วระยอง

นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ (ภาพ : GreenNews)

จุดเริ่มต้นแห่งความหวังใหม่ ?

ภายหลังงานเสวนา 1 วัน (28 ก.ค. 2565) ได้มีการมีการเชิญชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการเหมืองแร่ทองที่จังหวัดเลยและชาวบ้านผู้ประท้วงการเข้ามาของนิคมอุตสาหกรรมจะนะ จังหวัดสงขลา เพื่อพูดคุยเรื่องผลกระทบที่แต่ละฝ่ายได้รับพร้อมหาแนวทางในการต่อสู้ที่มีแนวโน้มประสบความสำเร็จร่วมกันในอนาคต 

จากการแลกเปลี่ยนของทั้งสามเครือข่ายพบว่า ผลกระทบที่เกิดในแต่ละพื้นที่ของทั้ง 3 ฝ่าย ก็จะมีทั้งความเหมือนและต่าง สิ่งที่เหมือนกันก็คือ ในแต่ละพื้นที่ถ้ามีการตั้งโครงการขึ้นก็จะมีความแตกแยกของชาวบ้านที่ต้องการให้มีโครงการเกิดขึ้นและส่วนที่ไม่ต้องให้มีโครงการเกิดขึ้น ซึ่งมีบางส่วนที่ความแตกแยกนี้เกิดขึ้นภายในครอบครัว 

นอกจากนั้นก็มีการข่มขู่จากเจ้าหน้าที่รัฐ หรือจากคนของฝ่ายทุน 

สิ่งที่สำคัญจากผลกระทบที่เกิดขึ้นคือการรั่วไหลของสารเคมีที่ใช้ในโครงการ อย่างเช่นที่เหมืองทองก็มีคนในพื้นที่เล่าว่ามีการรั่วไหลของ “ไซยาไนต์” ที่ใช้ในกระบวนการแยกทอง 

นอกจากผลกระทบที่เกิดกับร่างกายแล้วก็ยังมีส่วนที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย ตัวอย่างที่เห็นก็เช่น การรั่วไหลของน้ำมันในอ่าวระยองที่ส่งผลให้สัตว์น้ำลดลง ชาวประมงก็ต้องออกเรือไปไกลขึ้น

การปกปิดข้อมูลของทางฝ่ายรัฐและกลุ่มทุนก็เป็นปัญหาเช่นเดียวกัน ปริมาณน้ำมันที่รั่วในทะเลระยองก็เป็นตัวเลขที่ออกมาจากฝั่งของผู้ก่อ ทั้งที่การเปิดเผยข้อมูลที่ถูกต้องควรจะเป็นหน้าที่ของรัฐ

การฟ้องร้องคดีชาวบ้านที่ออกมาเรียกร้องสิทธิของตนก็เป็นอีกหนึ่งความเหมือนของแต่ละพื้นที่ ทั้งจากชาวบ้านจากจะนะและเลย ดังนั้นความต้องการของชาวบ้านเรื่องหนึ่งคือ ต้องหยุดการดำเนินคดีกับชาวบ้านโดยทันที

เรื่องข้อสรุปร่วมกันที่ชาวบ้านต้องการก็คือการได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการตัดสินใจแนวทางในการฟื้นฟูธรรมชาติหลังจากที่ได้รับผลกระทบ อาทิ กรณีที่เกิดน้ำมันรั่วที่ระยองชาวประมงที่ได้รับผลกระทบและอาจเรียกได้ว่าเป็นผู้ที่มีข้อมูลเกี่ยวกับท้องทะเลมากที่สุดกลุ่มหนึ่งได้มีการเสนอแผนฟื้นฟูให้กับทางภาครัฐแต่ก็ถูกปัดตก ด้วยอาจจะเป็นเพราะว่ากลุ่มชาวบ้านถูกมองว่าไม่ใช่ที่ของพวกเขาที่จะต้องเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง ถูกมองข้าม ในเรื่องของการมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูสภาพแวดล้อม 

ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลของทั้ง 3 ฝ่าย ยังช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลเรื่องการต่อสู้ของแต่ละฝ่าย การประสบความสำเร็จในการปิดเหมืองของกรณีเหมืองแร่เมืองเลย แต่จากการที่บริษัทเจ้าของเหมืองถูกตัดสินล้มละลาย ทำให้การเยียวยาไม่มีความคืบหน้า 

หลังจากการประชุมถึงสิ่งที่ชาวบ้านต้องการให้ภาครัฐดำเนินการก็ได้ข้อสรุปว่า เมื่อมีเหตุบริษัททำละเมิดต่อชาวบ้านรัฐต้องเข้ามาดำเนินการเป็นหลักไม่ใช่ให้ให้ฝ่ายบริษัทเข้ามาเป็นผู้ดำเนินการหาข้อสรุป โดยให้รัฐจัดกองทุนที่มีหน้าที่เยียวยาโดยประกอบไปด้วยคนจากทั้ง 3 ฝ่าย ทั้งภาครัฐ ทุนและประชาชน 

ชาวบ้านจากทั้ง 3 ฝ่ายเห็นตรงกันว่าการสร้างความร่วมมือระหว่างพื้นที่เป็นเรื่องสำคัญไม่ใช่แค่จาก 3 พื้นที่แต่ต้องมีหลายพื้นที่ให้มากที่สุด 

การเยียวยาที่เป็นอีกประเด็นสำคัญในงานเสวนา หลังจากผ่านมา 9 ปี ฝ่ายหนึ่งที่มีส่วนสำคัญมากก็คือฝ่ายที่ก่อให้เกิดความเสียหาย หรือผู้ก่อมลพิษ “บริษัท PTTGC” ต้องรับผิดชอบ

“ทำยังไงถึงจะสร้างอำนาจที่พัฒนายกลำดับขึ้นของชาวบ้านให้เข้าสู่กระบวนการเจรจาตอบโต้กับกลุ่มทุนและรัฐได้อย่างเท่าเทียมกัน กระบานการอย่างนี้ถ้าจะจัดกันในรัฐสภาก็คงจะฝันไป แต่ถ้าเริ่มจากคนในพื้นที่มันจะเป็นไปได้ไหม

สร้างความเข้มแข็งจากภายใน ขับเคลื่อนออกสู่ภายนอก เป็นทิศทางในระยะเริ่มต้นของการก่อรูปร่างของขบวนภาคประชาชนของชาวบ้านในแต่ละพื้นที่

สิ่งที่พี่น้องพูดคุยกันในวันนี้มันก้าวเลยของคำว่าเยียวยาไปด้วยซ้ำ แต่อยากจะให้ไม่มีปัญหาที่ต้องมาเยียวยากันอีก” แสงชัย รัตนเสรีวงษ์ ทนายที่ยื่นฟ้องคดีให้ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุน้ำมันรั่วในปี 2556 กล่าวให้ความเห็นในงานพบปะพี่น้องจาก 3 พื้นที่

ถึงวันนี้ยังคงไม่มีการรายงานต่อสาธารณะว่า สิ่งที่บริษัทประกาศจะดำเนินการ ทั้งมาตรการระยะสั้น-กลาง-ยาว เพื่อแสดงความรับผิดชอบ ตั้งแต่ 1 ส.ค. 2556 (ราว 5 วันหลังเกิดเหตุน้ำมันรั่ว) มีความคืบหน้าอย่างไร เช่นเดียวกับไม่มีการรายงานว่าหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบได้ติดตามสอบถามความคืบหน้าดังกล่าวหรือไม่

(ภาพ : GreenNews)