จำคุกคดีหนองหญ้าปล้อง สะท้อนการแย่งชิงทรัพยากรอย่างเป็นระบบ

GreenJust : เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล

(ภาพ : นิยม คนเที่ยวไพร)

1. 

ไม่กี่วันก่อนหน้านี้ พี่คนหนึ่งจากพีมูฟ ส่งสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาคดีนางวันเสาร์ ภุงาม ชาวกะเหรี่ยงที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานมาให้ผมอ่าน ผมเปิดอ่านอย่างจดจ่อจนจบทั้ง 21 หน้า 

เนื้อหาในคำพิพากษาก็คล้ายๆ กับคดีอีกจำนวนมากที่ผมอ่านหรือแม้แต่คดีที่ผมทำเอง ที่รัฐและประชาชนมองสิทธิในที่ดินจากคนละมุม แต่ในที่สุดศาลฎีกาก็พิพากษาให้ลงโทษจำคุก 2 ปี 8 เดือน โดยไม่รอลงอาญา พร้อมสั่งให้รื้อถอนบ้านและสิ่งปลูกสร้างออกจากที่เกิดเหตุ และชดใช้ค่าเสียหาย 310,000 บาท

หากเป็นกรณีจำเลยเข้าไปบุกรุกแผ้วถางป่าใหม่จริง แล้วถูกจับกุมดำเนินคดี และศาลมีคำพิพากษาออกมาอย่างนี้ ก็คงไม่มีใครวิพากษ์วิจารณ์อะไร 

หากแต่เรื่องนี้มีข้อเท็จจริงที่ซับซ้อนมากกว่าเรื่องราวที่อยู่ในสำนวนคดี

(ภาพ : เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล)

2. 

หลักคิดที่ศาลฎีกายึดเป็นหัวใจในการวินิจฉัยคดีนี้คือ ตีความกฎหมายตรงตามตัวบท ถ้าหากที่พิพาทอยู่ภายในแนวเขตที่ถูกประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติก็ถือว่าผิดกฎหมาย ซึ่งในคดีนี้ศาลฎีกายึดเส้นแนวเขตในแผนที่ที่เจ้าหน้าที่อุทยานนำมาแสดง และเห็นว่าที่พิพาทอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ จึงพิพากษาว่ามีความผิด

ความจริงนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 เป็นต้นมา แนวคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีบุกรุกป่า ไม่ว่าจะเป็นป่าสงวนแห่งชาติ หรืออุทยานแห่งชาติ ถ้าหากที่พิพาทตั้งอยู่ในเขตที่ถูกประกาศเป็นเขตป่าแล้ว แม้จำเลยจะพิสูจน์ได้ว่าอยู่มานานเพียงใด ศาลมีแนวโน้มถือว่าเป็นการบุกรุกป่า และพิพากษาว่ามีความผิด 

เพียงแต่บางคดีหากมีพยานหลักฐานชัดเจนว่าจำเลยอยู่มาก่อน และเขตป่าถูกประกาศทับในภายหลัง และจำเลยไม่รู้แนวเขต ศาลก็อาจจะพิพากษาว่าขาดเจตนาบุกรุก แต่ก็สั่งให้ยึดที่พิพาทให้ตกเป็นของรัฐ หรือพูดง่ายๆ คือ ถือว่าผิดกฎหมาย แต่ยังไม่สมควรเอาโทษแค่นั้นเอง 

(ภาพ : นิยม คนเที่ยวไพร)

3. 

แกนของข้อโต้แย้งในคดีนี้คือ ใครมีสิทธิ์ในพื้นที่พิพาทดีกว่า 

โดยฝ่ายรัฐคืออุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อ้างว่าอุทยานฯ มีสิทธิ์ดีกว่า เนื่องจากพื้นที่เกิดเหตุถูกประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติแล้ว โดยไม่จำเป็นต้องไปพิจารณาเรื่องอื่น ๆ 

ในขณะที่ฝ่ายจำเลย คือนางวันเสาร์ ภุงาม อ้างว่าพ่อแม่ของตนเองอยู่มาก่อนเป็นเวลานานแล้ว และเพิ่งจะถูกประกาศเป็นอุทยานฯ ทับในภายหลัง ซึ่งการประกาศเขตอุทยานฯ ทับที่ชาวบ้านเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม

คดีลักษณะนี้เกิดขึ้นทั่วไปในสังคมไทย และศาลก็มักจะมีคำพิพากษาออกมาในลักษณะนี้ ผมคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในคดีนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญที่เจ้าหน้าที่ไปตรวจพบว่าจำเลยบุกรุกเขตป่า แล้วเอากฎหมายมากางเพื่อตัดสินถูกผิด หากแต่เป็นร่องรอยที่เผยให้เห็นปฏิบัติการแย่งชิงและผูกขาดทรัพยากร เพื่อจัดสรรผลประโยชน์ในหมู่ผู้มีอำนาจ โดยใช้กฎหมายและนโยบายเป็นเครื่องมือ โดยที่ผลของคำพิพากษาศาลถูกใช้เป็นเครื่องมือหรือตรายางรับรองความถูกต้องให้แก่การใช้อำนาจนั้น 

สำหรับประชาชนทั่วไป พื้นที่ป่าคือทรัพยากรของส่วนรวม การอนุรักษ์ไว้ก็ด้วยเหตุผลแบบมาตรฐาน คือ รักษาสมดุลของระบบนิเวศน์ ความสวยงาม เป็นแหล่งต้นน้ำ แต่สำหรับผู้มีอำนาจแล้ว พื้นที่ป่าให้ผลประโยชน์ โดยเฉพาะผลประโยชน์ที่เป็นทรัพย์สินให้แก่เขาได้มหาศาล 

ดังนั้น ตลอดเวลาที่ผ่านมาผู้มีอำนาจจึงต้องการผูกขาดอำนาจในการจัดการพื้นที่ป่าให้ได้มากที่สุด ผ่านกระบวนการ “แย่งชิงทรัพยากรอย่างเป็นระบบ” โดยใช้อำนาจรัฐเป็นเครื่องมือ พวกเขาทำตั้งแต่ใส่ความคิดในแบบที่เขาต้องการให้แก่คนในสังคม ออกกฎหมายและนโยบายควบคุมประชาชน แต่ให้สิทธิ์แก่อภิสิทธิ์ชนบางกลุ่ม ปราบปรามคนที่ฝ่าฝืนหรือคุดคามผลประโยชน์ของพวกเขา ดังรายละเอียดต่อไปนี้คือ  

ประการแรก การใส่ความคิดให้แก่คนในสังคม ผ่านวาทะกรรม “อนุรักษ์ป่า” ให้คนเชื่อตามเขาและไม่หันกลับมาตั้งคำถามกับเขา เพื่อให้เขาสามารถเอาผลประโยชน์จากป่าได้อย่างชอบธรรม 

ความคิดที่คนทั่วไปคุ้นชินคือ การครอบครองที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์มีผลเท่ากับการบุกรุกป่าในทุกกรณี ความเชื่อนี้ถูกตอกย้ำตลอดเวลาผ่านระบบการศึกษา ตั้งแต่ประถมถึงมหาวิทยาลัย และสื่อก็ทำหน้าที่ผลิตช้ำ ตอกย้ำและส่งต่อ ทั้งโดยทางตรงและทางอ้อมอยู่เสมอ

การแสวงหาผลประโยชน์ในทรัพยากรจากป่านั้น ในอดีตไม่ได้ซับซ้อนมากนัก เช่น สัมปทานป่า ทำเหมืองแร่ เช่าพื้นที่ขนาดใหญ่ แต่ปัจจุบันรูปแบบการแสวงหาผลประโยชน์จากป่าของผู้มีอำนาจมีความซับซ้อนมาก เช่น การทุจริตในโครงการต่างๆ ที่ดำเนินการตามระเบียบกฎหมายทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นปลูกป่า การท่องเที่ยว การบริหารงบประมาณ การสัมปทาน หรือการเรียกรับเงินจากการผู้ประกอบการอื่นๆ แม้กระทั่งชาวบ้านธรรมดาทั่วไป อีกนัยยะหนึ่งคือ การขยายพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เท่ากับขยายอิทธิพลเหนือพื้นที่ป่าของผู้มีอำนาจ

ประการที่สอง กฎหมายและนโยบายของรัฐ มีรูปแบบที่ถือว่าพื้นที่และทรัพยากรในเขตป่าเป็นของหน่วยงานรัฐทั้งหมด ประชาชนไม่มีสิทธิใช้ประโยชน์ใดๆ และไม่มีข้อยกเว้นด้วย หากจะใช้ประโยชน์ต้องได้รับอนุญาตเท่านั้น 

คือ “เครื่องมือจัดสรรผลประโยชน์ในทรัพยากรจากป่า” ของบรรดาผู้มีอำนาจ ที่มีลักษณะผูกขาด ผู้ที่อยู่ในโครงสร้างอำนาจที่ว่านี้มีทั้งคนที่มีอำนาจในระบบราชการ นักการเมือง และคนที่มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลังข้าราชการและนักการเมือง 

กล่าวคือ ตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14 บัญญัติห้ามประชาชนกระทำทุกอย่างในเขตป่า แม้กระทั่งให้ถือว่าคนที่อยู่มาก่อนก็มีความผิด แต่มาตรา 16 กลับอนุญาตให้นายทุนได้รับสิทธิ์เข้าไปทำเหมืองแร่ หรือทำประโยชนอย่างอื่นในเขตป่าได้ ในขณะเดียวกันทั้งสองมาตรานี้กลับเป็นเครื่องมือเรียกรับผลประโยชน์จากประชาชนของเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจ 

สำหรับบทบัญญัติตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 นอกจากเป็นเครื่องมืออนุรักษ์รักษาป่าแล้ว ยังถือว่าเป็นเครื่องมือแสวงผลประโยชน์ให้กับผู้มีอำนาจในกิจการอนุรักษ์ป่า ชึ่งในแต่ละปีกรมอุทยานฯ และหน่วยงานรัฐอื่นๆ อีกจำนวนมาก ตั้งงบประมาณทำกิจกรรมเกี่ยวกับป่าจำนวนมหาศาล แต่แทบไม่เคยมีการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณของหน่วยงานรัฐในกิจกรรมหรือโครงการเกี่ยวกับป่าเลย

ประการที่สาม การปราบปรามผู้กระทำความผิด ด้านหนึ่งคือปราบปรามคนที่คุกคามทรัพยากรของส่วนร่วม แต่อีกด้านหนึ่งก็คือปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจ 

ชึ่งในกรณีหลังมักจะเกิดใน 2 สถานการณ์ คือ การทำตามยอดคดีที่ได้รับคำสั่งลงมาจากข้างบน ชึ่งมีทั้งยอดจากฝ่ายการเมืองหรือยอดจากฝ่ายราชการประจำระดับสูง คำสั่งให้ทำยอดคดีมักจะเกิดเมื่อมีเหตุการณ์บางอย่าง เช่น มีข่าวลักลอยตัดไม้ที่คนมีสีอยู่เบื้องหลังจำนวนมากและไม่สามารถจับได้ เกิดน้ำท่วมหนัก เกิดไฟป่าลุกลามหนัก รวมทั้งกรณีการทวงคืนผืนป่าเพื่อสร้างความชอบธรรมในหมู่ชนชั้นกลางให้แก่การรัฐประการของ คสช. นอกจากนี้ยังพบบ่อยครั้งว่าชาวบ้านหรือแกนนำมักจะถูกดำเนินคดี เมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่รัฐ 

ประการที่สี่ คำพิพากษาของศาล ที่มีแนวโน้มตีความกฎหมายและวินิจฉัยคดีไปตามความนโยบายของผู้มีอำนาจหรือตามข้อกล่าวหาของโจทก์ 

โดยเฉพาะคำพิพากษาที่ตั้งอยู่บนฐานคิดที่มุ่งคุ้มครองบทบัญญัติกฎหมายเป็นหลัก ถูกผู้มีอำนาจใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความชอบธรรมให้แก่กระบวนการแย่งชิงทรัพยากรของพวกเขา หรือพูดง่ายๆ คือ ผู้มีอำนาจใช้คำพิพากษาของศาลเป็นตรายางจัดการกับชาวบ้าน ชึ่งพวกเขาประสบความสำเร็จมาโดยตลอด

(ภาพ : นิยม คนเที่ยวไพร)

4.

ไม่รู้ว่าทุกครั้งที่ทำคำพิพากษา ศาลจะได้ตระหนักหรือเปล่าว่า ผลการปฏิบัติหน้าที่อันศักดิ์ของพวกเขา ถูกผู้มีอำนาจใช้เป็นเครื่องมือสร้างความถูกต้องชอบธรรมให้แก่การแย่งชิงและผูกขาดผลประโยชน์ในพื้นที่ป่า โดยถ้อยคำประเภทอนุรักษ์รักษาป่า ปราบปรามผู้กระทำความผิดกฎหมาย จะถูกหยิบยกขึ้นมาบังหน้าผลประโยชน์ที่พวกเขาแบ่งกันอยู่หลังฉาก  

เป็นเรื่องยากที่เราเอาหลักฐานที่เป็นรูปธรรมมาแสดงให้เป็นที่ประจักษ์ ผมจะขอยกกรณีตัวอย่างผลประโยชน์จากงบประมาณรัฐให้ทุกท่านได้คิดเอาเอง นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 เป็นต้นมา กรมป่าไม้และกรมอุทยานฯ ได้รับงบประมาณเฉลี่ยปีละประมาณ 10,000 ล้านบาท รวม 15 ปี บริหารงบประมาณแผ่นดินไปแล้วกว่า 150,000 ล้านบาท แย่งยึดที่ดินและจับกุมดำเนินคดีชาวบ้านไปมากกว่า 50,00 คดี แต่ปรากฏว่าช่วงเวลานี้พื้นที่ป่าลดลง 5.03 ล้านไร่

ผมคงมิบังอาจแนะนำศาลจะต้องถอยกลับมาตั้งคำถามว่าจะปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนจริงๆ หรือยอมตนให้ถูกใช้เป็นตรายางปกป้องผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจเพียงบางกลุ่มต่อไป แต่ผมขอแนะนำให้ประชาชนอย่างเราๆ ช่วยกันตั้งคำถามต่อระบบกฎหมายและนโยบายที่มุ่งกดหัวประชาชน แต่เอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้มีอำนาจ