จับตาทิศคดี“เหมืองทองพิจิตรฯ” หลังตุลาการมีความเห็น “ยกฟ้อง” 

ตุลาการผู้แถลงคดีมีความเห็น “ยกฟ้อง” คดีชาวบ้านเหมืองทองพิจิตร-เพชรบูรณ์ยื่นฟ้อง 5 บุคคล/หน่วยงานภาครัฐ ให้เพิกถอนประทานบัตร 5 แปลงที่ออกโดยมิชอบ ซึ่งถือว่าเป็นการกลับคำตัดสินศาลปกครองชั้นต้น

“ยังไม่ใช่คำพิพากษา-คาใจ-จะเดินหน้าสู้ต่อ” เสียงจากเครือข่ายผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ทองคำพิจิตร-เพชรบูรณ์ เผยได้ยื่น 4 คำขอท้ายคำฟ้อง

“ยังหวังว่าคำพิพากษาจะสั่งเพิกถอน สร้างบรรทัดฐานธุรกิจ-สิทธิมนุษยชนใหม่” ทนายสิทธิฯ กล่าว

(ภาพ : MCOT)

“ยกฟ้อง” ความเห็นตุลาการ

“การกระทำของผู้ที่ถูกฟ้องเป็นการกระทำตามขั้นตอนการขอออกประทานบัตรแล้ว และบริษัทที่พิพาทได้จัดทำรายงานการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพแล้ว จึงมีความเห็นว่า พิพากษายกฟ้อง” ตุลาการผู้แถลงคดี มีความเห็นโดยสรุปเมื่อ 26 ก.ค. 65 ที่ผ่านมา ณ ศาลปกครองสูงสุด ต่อคดี  “เหมืองทองพิจิตร-เพชรบูรณ์”

พริมสินี สินทรธรรมธัช ตัวแทนเครือข่ายฯ ได้ยื่นฟ้อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ คณะกรรมการเหมืองแร่ อธิบดีกรมป่าไม้ และองค์การบริหารส่วนตำบลเขาเจ็ดลูก ให้เพิกถอนประทานบัตรทั้ง 5 แปลง ที่ออกโดยมิชอบ 

ซึ่งเป็นคดีที่พิพาทเกี่ยวกับการทำงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตาม พรบ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาศาลปกครอง พ.ศ. 2542 

คดีได้มีการยื่นฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้นที่จังหวัดพิษณุโลกเมื่อวันที่ 10 พ.ย. 2533 โดยมีบริษัทอัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) หรือ บริษัทอัครา ไมนิ่ง จำกัด ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียต่อการพิจารณาในครั้งนี้เข้ามาเป็นคู่กรณีเพิ่มเติม ภายหลังจากคดีเข้าสู่การพิจารณาของศาลปกครองแล้ว 

จนทำมาสู่การยื่นอุทธรณ์ของผู้ที่ถูกฟ้องและต้องเข้าสู่การพิจารณาคดีของศาลปกครองสูงสุดที่ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานครในวันที่ 26 ก.ค. 65 ที่ผ่านมานี้

ศาลปกครองสูงสุดได้กำหนดนัดพิจารณาคดีนี้เป็นครั้งแรก พริมสินี ได้ยื่นคำแถลงต่อศาลเป็นหนังสือและแถลงด้วยวาจา พร้อมกับรับฟังการแถลงความเห็นของตุลาการผู้ให้ความเห็นในคดี 

(ภาพ : เครือข่ายเหมืองทองพิจิตร-เพชรบูรณ์)

กลับคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้น – ยังไม่ใช่คำพิพากษา

“เป็นการกลับคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น ที่ระบุว่าให้แปลงประทานบัตรจำนวน 5 แปลงที่ถูกเครือข่ายฟ้องคดีต้องดำเนินการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ภายใน 1 ปี ให้เรียบร้อยก่อน เพราะถือว่าเหมืองแร่ทองคำเป็นโครงการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรงตามมาตรา 67 กฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ถ้าภายใน 1 ปี หากบริษัทไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จก็ให้เพิกถอนประทานบัตรทั้ง 5 แปลง

ตามหลักการพิจารณคดีความเห็นของตุลาการดังกล่าวยังไม่ใช่คำพิพากษาแต่อย่างไร  โดยเมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการในครั้งแล้ว ศาลปกครองสูงสุดจะนัดฟังคำพิพากษาต่อไปที่ศาลปกครองจังหวัดพิษณุโลก” เครือข่ายอธิบาย

(ภาพ : เครือข่ายเหมืองทองพิจิตร-เพชรบูรณ์)

คาใจ แต่จะเดินหน้าสู้ต่อ 

“วันนี้ทางเครือข่ายคาดหวังว่า ตุลาการผู้แถลงคดีจะมีความเห็นที่ยืนตามศาลปกครองชั้นต้น เพราะแนวทางในการต่อสู้คดีของเรา เราได้ชี้แจงต่อศาลว่าบริษัทเอกชนที่เป็นคู่พิพาทไม่ได้จัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ( EHIA) ตามที่กฎหมายกำหนด จนส่งผลกระทบให้การประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำไม่มีมาตรการป้องกันทางด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ  จนสร้างความเสียหายให้แก่พวกเรา 

แม้ว่าบริษัทพิพาทจะอ้างว่าได้จัดทำรายงาน EHIA แล้ว แต่เราได้มีข้อโต้แย้งซึ่งเป็นคำแถลงที่ยื่นต่อศาลว่า รายงานฉบับดังกล่าวไม่ใช่รายงาน EHIA แต่เป็นรายงานที่ตั้งชื่อให้คล้ายคลึงเท่านั้น ซึ่งในรายงานที่บริษัทกล่าวอ้างว่าเป็นรายงาน EHIA ยังมีเนื้อหาที่ไม่ครบถ้วนตามกระบวนการรายงานของ EHIA 

เมื่อเรามาดูกันแล้วมันเหมือนไม่ใช่รายงาน EHIA ที่ต้องทำตามขั้นตอน  เราก็มีความหวังว่าศาลจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอนประทานบัตรตามศาลปกครองชั้นต้น  

แต่พอตุลาการผู้แถลงคดีของศาลปกครองสูงสุดมีความเห็นว่าการออกประทานบัตรเป็นการกระทำโดยชอบและยกฟ้องผู้ที่ถูกฟ้องทั้งหมด  ซึ่งเป็นการกลับคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นพวกเราก็เลยคาใจ 

แม้ว่าผลของคำพิพากษาจะออกมาเช่นไร เราและพี่น้องเครือข่ายฯก็ยืดหยัดที่จะสู้ต่อไปและก็ยังมีความหวังที่จะต่อสู้ในคดีอื่น ๆ อีก” พริมสินีกล่าว

“การฟ้องคดีในครั้งนี้สืบเนื่องมาจากบริเวณพื้นที่เหมืองทองพิจิตร ที่กินพื้นที่หลายจังหวัด อาทิ พิจิตร เพรชบูรณ์ พิษณุโลก และสร้างผลกระทบให้เกิดขึ้นในพื้นที่บริเวณรอบๆเหมืองที่มีการแพร่กระจายของสารโลหะหนักซึ่งเป็นสารพิษที่เกิดจาการกระบวนการทำเหมืองแร่และแต่งแร่ เช่น สารหนู แมงกานีส เหล็ก ตะกั่ว ปรอท เป็นต้น 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูฝนยังเกิดการชะล้างสารโลหะหนักที่ปนเปื้อนอยู่ในกองดินและหินทิ้งไหลลงสู่พื้นที่ราบไปทั่ว ซึ่งสารพิษดังกล่าวได้แพร่กระจายเข้าสู่พื้นที่เกษตรกรรม ปนเปื้อนไปบนพื้นดินและไหลลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะที่ผู้ฟ้องคดีและชาวบ้านใช้อาศัยอยู่และใช้ประโยชน์ทางการเกษตร  นอกจากนี้ชาวบ้านยังได้รับผลกระทบในการดำรงชีวิต เกิดเหตุความเดือดร้อนรำคาญเกินสมควรและได้รับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย สุขภาพอนามัย และจิตใจ” ตัวแทนเครือข่ายกล่าวย้ำ

(ภาพ : เครือข่ายเหมืองทองพิจิตร-เพชรบูรณ์)

4 คำขอท้ายคำฟ้อง

นอกจากนี้ เครือข่ายผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ทองคำพิจิตร-เพชรบูรณ์ ได้ขอให้ศาลพิจารณาพิพากษาตามคำขอท้ายคำฟ้องดังต่อไปนี้

  1. ขอให้สั่งเพิกถอน ประทานบัตรเลขที่ 26917/15804 , 26922/15805 , 26921/15806 , 26920/15807 และ 26923/15808 และขอให้ระงับการดำเนินการใดๆในพื้นที่ประทานบัตรทั้ง 5 แปลง
  2. ขอให้ศาลสั่งเพิกถอนมติสภาองค์การบริหารส่วนตำบลเขาเจ็ดลูก ลงวันที่ 3 มิถุนายน 2548
  3. ขอให้สั่งเพิกถอนการที่กรมป่าไม้อนุญาตให้ผู้ร้องสอด (บริษัทเอกชนพิพาท) เข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าไม้เพื่อทำเหมืองแร่ทองคำและเงิน
  4. ขอให้ระงับการดำเนินการใดๆในเขตพื้นที่ประทานบัตร เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเสียหายเป็นการชั่วคราว

 

(ภาพ : เครือข่ายเหมืองทองพิจิตร-เพชรบูรณ์)

“หวังคำพิพากษาเพิกถอน สร้างบรรทัดฐานธุรกิจ-สิทธิมนุษยชนใหม่” ทนายสิทธิฯ

เฉลิมศรี ประเสริฐศรี ทนายความสิทธิมนุษยชนจากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน กล่าวว่า วันนี้ถือเป็นโอกาสเดียวในขั้นตอนการพิจารณาคดีในศาลปกครองสูงสุด ที่ตัวแทนเครือข่ายฯที่ได้รับผลกระทบจากเหมืองทองพิจิตรจะได้มาชี้แจงต่อศาลและบอกเล่าถึงผลกระทบ ความทุกข์ระทมที่ได้เขารับจากการทำเหมือง เพราะหากมีการนัดฟังคำพิพากษาแล้วคดีก็จะเป็นที่สิ้นสุด  

“คดีนี้ บริษัทพิพาทฯ แม้ว่าจดทะเบียนในไทยมีกรรมการเป็นคนไทยแต่เราก็รู้กันดีว่า บริษัทนี้เป็นตัวตายตัวแทนของบริษัทต่างชาติที่เข้ามาดำเนินการเหมืองทองคำในไทย เท่ากับว่าต่างชาติเข้ามาเอาทองของเรา โดยที่เราไม่ได้ซื้อทองได้ในราคาถูกลงเลย ราคาทองคำขึ้นอยู่กับราคาตลาดทองคำโลกนั้นเท่ากับว่าเราได้รับผลกระทบทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อมและยังต้องสูญเสียทองคำซึ่งเป็นทรัพย์สินของคนทั้งประเทศ 

จึงอยากให้การพิจารณาคดีในครั้งนี้มีคำพิพากษาเพิกถอนประทานบัตรและคุ้มครองชุมชนรวมถึงนักปกป้องสิทธิที่เขาได้รับผลกระทบ

กรณีนี้ก็เป็นเรื่องธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับสิทธิมนุษยชน  ซึ่งตามแนวทางหลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ และแผนปฏิบัติการชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชนที่รัฐบาลไทยได้ประกาศใช้เมื่อปี 2559 

ที่กำหนดเสาที่หนึ่ง การคุ้มครอง เสาที่สอง การเคารพ ที่รัฐจะต้องทำให้ภาคเอกชนต้องประกอบธุรกิจด้วยการเคารพต่อหลักการสิทธิมนุษยชน และศาลเป็นเสาหลักส่วนที่ 3 คือ การเยียวยา ที่เป็นองค์กรประกอบสำคัญในการก่อให้เกิดการคุ้มครอง เคารพ และเยียวยาอย่างแท้จริง เพื่อเป็นการปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม และคำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชน” ทนายมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน กล่าว