จำคุก 2 ปี 8 เดือน – ปรับ 3 แสน ชาวกะเหรี่ยงวัย 58 – ชี้ “เหยื่อทวงคืนผืนป่า”

ศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 2 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา ปรับ 3.1 แสนบาท “วันเสาร์ ภุงาม” หญิงกะเหรี่ยงวัย 58 ชาวหนองหญ้าปล้อง อ.แก่งกระจาน เพชรบุรี ข้อหารุกป่าในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน 

จำเลยยันทำกินในที่มรดก ไม่ได้รุกป่า เพื่อนบ้านชี้แผนที่ใหม่ทำให้กลายเป็นรุกป่า ด้านพีมูฟชี้ “1 ในกว่า 34,000 คดีชาวบ้านในเขตป่า – เหยื่อนโยบายทวงคืนผืนป่า”

(ภาพ : พีมูฟ)

คำพิพากษาศาลฏีกา

รายงานข่าวจากเพชรบุรีเปิดเผยว่า วันนี้ (27 ก.ค. 2565) เมื่อเวลา 09.00 น. ศาลจังหวัดเพชรบุรีได้มีการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีที่พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรีเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นางวันเสาร์ ภุงาม อายุ 58 ปี ชาวบ้านท่าเสลา ต.ยางน้ำกลัดเหนือ อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี เรื่องความผิดต่อพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ ความผิดต่อพระราชบัญญัติป่าไม้ ความผิดต่อพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ 

สืบเนื่องจากกรณีที่เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานพบว่า นางวันเสาร์ ภุงาม บุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครอง ก่นสร้าง แผ้วถาง และทำประโยชน์ในที่ป่ายางน้ำกลัดเหนือและป่ายางน้ำกลัดใต้บริเวณบ้านท่าเสลา หมู่ที่ 4 ต.ยางน้ำกลัดเหนือ อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี เนื้อที่ 31 ไร่ 1 งาน 15 ตารางวา อยู่ภายในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานและป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือได้รับการยกเว้นตามกฎหมาย 

โดยก่อนหน้านี้ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยจำคุก 3 ปี 8 เดือน และชดใช้ค่าเสียหายแก่รัฐเป็น 2,124,060 บาท 

ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาให้ยกฟ้อง

“จำคุก 2 ปี 8 เดือน ให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่รัฐเป็นเงิน 3.1 แสนบาท ไม่รอลงอาญา รวมถึงให้รื้อถอนบ้านและสิ่งปลูกสร้างออกจากพื้นที่เกิดเหตุ และให้ออกจากอุทยานแห่งชาติและป่าสงวนแห่งชาติ” คำพิพากษาศาลฏีการะบุ

รุกป่า ตามนโยบายทวงคืนผืนป่า

คำพิพากษาศาลฎีกา ระบุเนื้อหาสำคัญของคดีว่า 

“เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2561 หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายร่วมกันตรวจสอบพื้นที่ถูกบุกรุกป่ายางน้ำกลัดเหนือและป่ายางน้ำกลัดใต้ และเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 64/2557 เรื่อง การปราบปรามและหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ 

พบมีบุคคลครอบครองที่ดินเนื้อที่ 31 ไร่ 1 งาน 15 ตาราวาง บริเวณป่าบ้านท่าเสลา หมู่ 4 ตำบลยางน้ำกลัดเหนือ อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี ซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติและเขตอุทยานแห่งชาติ โดยปลูกต้นยูคาลิปตัส และปลูกสร้างบ้านคอนกรีตชั้นเดียว 1 หลัง หลังเก็บของ 1 หลัง และโรงรถ 1 หลัง 

จึงทำการตรวจยึดและเข้าร้องทุกต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรหนองหญ้าปล้อง ให้ดำเนินคดีกับผู้บุกรุกในข้อหาว่ากระทำความผิดฐานก่นสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการทำลายป่า ยึดถือหรือครอบครองเพื่อตนเองหรือผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต 

โดยทางเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานได้ใช้หลักฐานภาพถ่ายทางอากาศโธสีเชิงเลข พ.ศ. 2545 และ แผนที่ภาพถ่ายดาวเทียม World View พ.ศ. 2557 บริเวณพิกัดเดียวกัน ยืนยันได้ว่า พื้นที่ตรวจยึดอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ประกอบกับพื้นที่ตรวจยึดไม่ปรากฏว่ามีผู้ครอบครองมาแจ้งว่าได้รับการผ่อนผันให้เข้าทำกินในที่ดินตามมติคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2541 

ขณะที่หลักฐานของจำเลยนำสืบว่า เดิมพื้นที่เกิดเหตุไม่ได้อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน 

แต่ต่อมาคณะรักษาความสงบแห่งชาติมีนโยบายเพิ่มพื้นที่ป่าอนุรักษ์ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จึงมีคำสั่งที่ 97/2558 ลงวันที่ 16 มกราคม 2558  ขยายแนวเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานจากแนวเดิมเส้นสีดำ ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านท่าเสลา ประมาณ 2 กิโลเมตร มาเป็นเส้นสีฟ้า หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “เส้น 97/2558” ไม่ได้ยึดถือแนวเขตอุทยานแห่งชาติตามแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกา ปี 2524 

ซึ่งหากยึดแนวเส้นตามคำสั่งที่ 97/2558 ที่ดินของจำเลยจะถูกรวมเข้าไปอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ การขยายเขตอุทยานแห่งชาติตามคำสั่งดังกล่าว ทำให้ราษฎรหมู่ที่ 4 บ้านท่าเสลา และหมู่ที่ 5 บ้านพุน้ำร้อน ต.ยางน้ำกลัดเหนือจำนวนมากเดือนร้อน  

ทั้งนี้ศาลวินิจฉัยเห็นว่า ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 3 บัญญัติว่า บุคคลย่อมมีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ในกรณีต่อไปนี้ 

(1) การได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ตามบทกฎหมายก่อนวันที่ประมวลกฎหมายนี้ใช้บังคับ หรือได้มาซึ่งโฉนดที่ดินตามบทแห่งประมวลกฎหมายนี้ 

(2) ข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบจำเลยว่า จำเลยครอบครองทำประโยชน์ที่ดินในที่เกิดเหตุ ก่อสร้างบ้าน โรงรถ และห้องเก็บของมาประมาณ 11 ปีแล้ว ปลูกต้นยูคาลิปตัสบนพื้นที่ 20 ไร่ ตัดขายมาประมาณ 10 ปี ก่อนหน้านี้ปลูกข้าวและสับปะรด โดยที่ดินไม่มีเอกสิทธิ์ 

และได้ความจากคำเบิกความของจำเลยว่า เดิมที่ดินที่เกิดเหตุมารดาของจำเลยเข้าเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์โดยการปลูกข้าว เมื่อจำเลยอายุ 7 ปี มารดาเคยพามาที่เกิดเหตุ เมื่อมารดาถึงแก่ความตาย จำเลยจึงครอบครองทำประโยชน์ต่อมา โดยไม่ปรากฏว่ามารดาของจำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในพื้นที่ตั้งแต่เมื่อใด 

ขณะที่เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานพยานฝ่ายโจทก์เบิกความประกอบแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ แผนที่ 1 และแผ่นที่ 2 ว่าจากภาพถ่ายจะเห็นว่าเมื่อปี พ.ศ. 2545 ยังไม่พบร่องรอยแผ้วถางทำประโยชน์ ส่วนภาพถ่ายทางอากาศในปี พ.ศ. 2557 ปรากฏว่ามีการแผ้วถางป่า และขณะตรวจยึดพบว่ามีการทำประโยชน์เต็มพื้นที่ 

ดังนั้นที่จำเลยเบิกความว่า มารดาของจำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินมาก่อนที่จำเลยจะเข้ามาทำประโยชน์เต็มพื้นที่ในปี พ.ศ. 2540 จึงเป็นคำเบิกความลอย ๆ ไม่มีเอกสารหลักฐานสนับสนุนยืนยัน จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง 

และเมื่อพิจารณาจากหลักเขตตามภาพหมายเลข ล1 ซึ่งได้ความว่าอยู่ห่างจากที่ดินที่เกิดเหตุเพียง 800 เมตร ทั้งยังมีการปิดประกาศสำเนากฎกระทรวงฉบับที่ 101 ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 กำหนดให้ป่ายางน้ำกลัดเหนือและป่ายางน้ำกลัดใต้ เป็นป่าสงวนแห่งชาติไว้ที่ว่าการอำเภอหนองหญ้าปล้อง และที่ว่าการกำนันตำบลยางน้ำกลัดเหนือ ยิ่งทำให้น่าเชื่อว่า จำเลยทราบดีว่าที่ดินที่เกิดเหตุที่จำเลยครอบครองทำประโยชน์อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติและเขตอุทยานแห่งชาติ 

การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามฟ้อง ศาลพิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 

การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 

จำคุก 4 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน ให้จำเลยรื้อถอนบ้านและสิ่งปลูกสร้างออกไปจากพื้นที่เกิดเหตุ และให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวาร ออกไปจากเขตอุทยานแห่งชาติและเขตป่าสงวนแห่งชาติตามฟ้อง กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่รัฐเป็นเงิน 310,000 บาท” คำพิพากษาระบุ

(ภาพ : เพชรภูมิ)

“ทำกินในที่มรดก – ไม่ได้รุกป่า” จำเลยยัน

นางวันเสาร์ ภุงาม ชาวบ้านท่าเสลา อ.หนองหญ้าปล้อง กล่าวกับผู้สื่อข่าวก่อนเข้ารับฟังคำพิพากษาว่า ตนยืนยันว่าที่ดินที่เกิดเหตุนั้นเป็นที่ดินทำกินดั้งเดิมเป็นมรดกที่ได้รับจากมารดา ไม่ได้บุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติและอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานแต่อย่างใด ขณะที่พื้นที่ใกล้เคียงมีการออกเอกสารสิทธิ์ นส.3ก ขณะที่มารดาและตนไม่ได้ทำเรื่องยืนขอการใช้ประโยชน์ที่ดินกับทางราชการจึงไม่มีเอกสารหรือหนังสือการใช้ประโยชน์ที่ดินจากราชการแสดงเป็นหลักฐาน

“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ขอให้คนข้างหลังสู้ต่อ อย่าได้ถอดใจ พวกเราก็อยู่มาก่อนการประกาศเขตอุทยาน ถ้าเราไม่ลุกขึ้นมาต่อสู้บ้าง อีกไม่ช้าก็คงจะไม่มีที่อยู่ ไม่มีวิถีชีวิตของชาวกะเหรี่ยง ไม่มีป่าใช้สอย ไม่หลงเหลืออะไรอีกแล้ว เราสู้ในข้อกฎหมายที่เรามีสิทธิในที่ดินทำกินดั้งเดิมที่บรรพบุรุษสร้างให้มา ทุกวันนี้จะไม่เหลืออยู่แล้ว พื้นที่น้อยลง เพราะฉะนั้นก็อย่าถอดใจ ถ้าหลุดก็ดี ถ้าติดก็ต้องยอมรับในคำตัดสินของศาล” นางวันเสาร์ ภุงาม กล่าวก่อนที่จะเข้ารับฟังคำพิพากษาศาลฎีกา

“แผนที่ใหม่ ทำให้กลายเป็นรุกป่า” มุมมองจากชาวบ้าน

“อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานประกาศเมื่อปี 2524 เส้นแนวเขตในพระราชกฤษฎีกาที่ประกาศไว้ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 98 ตอนที่ 92 วันที่ 12 มิถุนายน 2524 คือเส้นที่วันเสาร์และชาวบ้านท่าเสลารับรู้ทั่วกัน และไม่เคยรุกล้ำเข้าไป 

แต่ต่อมากรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ลากเส้นแนวเขตใหม่ โดยอ้างว่าในปี 2558 คณะรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มีมติเห็นชอบให้ดำเนินการปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า โครงการ ‘One Map’ เพื่อให้หน่วยงานราชการใช้แผนที่เดียวกันในการทำงาน อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานจึงยึดเอาเส้นแนวเขตที่ถูกขีดขึ้นใหม่เป็นเส้นทางการ และเส้นแนวเขตใหม่นี้เองได้รวมเอาพื้นที่ของวันเสาร์เข้าไปอยู่ในเขตอุทยานฯ ด้วย” ชาวกะเหรี่ยงบ้านท่าเสลาคนหนึ่ง กล่าวอธิบาย ท่ามกลางบรรยากาศความโศกเศร้าชาวกะเหรี่ยง อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี ที่มาร่วมให้กำลังใจในวันนี้

“1 ในกว่า 30,000 คดีคนในเขตป่า – ผลพวงนโยบายทวงคืนผืนป่า” พีมูฟเผย

“การดำเนินการจับกุมและดำเนินคดีดังกล่าวนั้น เจ้าหน้าที่อ้างอำนาจตามคำสั่ง คสช. ที่ 64/2557 เรื่อง การปราบปรามและหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ หรือ นโยบายทวงคืนผืนป่า

ข้อมูลจากคณะทำงานศึกษาร่างกฎหมายว่าด้วยการนิรโทษกรรมแก่ราษฎร ซึ่งได้รับความเสียหายหรือได้รับผลกระทบจากการดำเนินการตามนโยบายของรัฐ ชี้ว่าตั้งแต่ในระยะเวลา 8 ปี ตั้งแต่ 2557-2565 มีคดีความที่เกี่ยวข้องกับการบุกรุกพื้นที่ป่าไม้ในพื้นที่ของกรมป่าไม้ และกรมอุทยานฯ รวมกันอย่างน้อย 34,692 คดี” ”  ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือ พีมูฟ เปิดเผย