ปลูกป่าทางอากาศ

GreenJust : เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล

(ภาพ : khaosod)

1.

ในช่วงเทศกาลปลูกป่า (ระหว่างช่วงเดือนกรกฎกาคมถึงสิงหาคม) เรามักจะได้เห็นหน่วยงานรัฐปลูกป่า หรือทำอะไรก็ตามโดยอ้างว่าเพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าด้วยวิธีการแปลกๆ บางทีก็เรียกได้ว่าเป็นความคิดสร้างสรรค์ แต่บางทีก็ชวนให้สงสัยว่าใช่หรือ โดยเฉพาะหากมีการทำพิธีการโดยมีผู้ใหญ่ (ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองหรือข้าราชการ) มาร่วมปลูกด้วยแล้ว มักจะมีการทำอะไรเพื่อให้ดูอลังการด้วยเสมอ ส่วนปลูกไปแล้วจะได้ป่าหรือไม่นั้นอีกเรื่องหนึ่ง

ล่าสุดเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2565 มีการเผยแพร่ข่าวว่ากองทัพบกได้ทำการปลูกป่าทางอากาศ ซึ่งสำนักข่าวแห่งหนึ่งพาดหัวข้อข่าวว่า “มิติใหม่แห่งการปลูกป่า ทัพบกโยนเมล็ดจากฟากฟ้า คนแห่แชร์คึกคัก” สำหรับกองทัพแล้ว เขาก็คงอยากแสดงให้สังคมเห็นว่าพวกเขาทำงาน และทำด้วยความอลังการ หากแต่สังคมไม่ได้คิดแบบนั้น จึงกลับกลายเป็นว่าแทนที่จะได้รับคำชมกลับถูกด่ามากกว่า

(ภาพ : khaosod)

2.

ผมคิดว่าทุกวันนี้เวลามีกิจกรรมปลูกป่าในวันสำคัญ มีพิธีการใหญ่โตโดยมีบุคคลสำคัญมาเป็นประธาน หรือมีโครงการใหญ่ๆ อย่างเช่นโครงการปลูกป่าหนึ่งแสนหรือหนึ่งล้านต้นเพื่อคนโน้นคนนี้ คนอย่างเราๆ มักจะเกิดความคิดเหมือนกันว่า “ละลายงบ” อีกแล้ว มากกว่าที่จะจินตนาการเห็นพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้น 

ดังนั้น เวลาชาวบ้านถูกเกณฑ์ไปทำกิจกรรมปลูกป่า คนก็จะไปด้วยความรู้สึกว่า ก็แค่ไปร่วมถ่ายรูปให้พวกเขาเคลียร์งบ ถึงเวลาปลูกจริงก็สักแต่ว่าปลูกๆ ไป คนละห้าต้นสิบต้น บางทีเอากล้าลงหลุมกลบทั้งที่ยังไม่ได้เอาถุงดำออกด้วยซ้ำ ไม่ใช่เพราะคนเห็นว่าการปลูกป่าไม่สำคัญ แต่เพราะคนเอือมระอากับการความไม่เอาไหนของการปลูกป่าของทางราชการมากกว่า

(ภาพ : topnews)

3.

ตามข่าวบอกว่าการกองทัพบกได้ปลูกป่าโดยโปรยเมล็ดพันธุ์ลูกหว้า โดยใช้ดินเหนียวปั้นเป็นลูกกลม จำนวน 2,000 เมล็ดโยนลงไป ในพื้นที่ป่าของอุทยานแห่งชาติสาละวิน ทั้งนี้เป็นการดำเนินการตามโครงการ “ปลูกป่าทางอากาศ” ผมคิดว่ากรณีนี้มีข้อสังเกตสองประการคือ

ประการแรก ป่าสาละวิน เป็นผืนป่ากว้างใหญ่ที่มีสภาพอุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะพื้นที่ป่าต้นน้ำ ซึ่งไม่มีความจำเป็นจะต้องปลูกเพิ่มแต่อย่างใด สำหรับพื้นที่เสื่อมโทรมภายในเขตอุยานดังกล่าวนั้นไม่มีอยู่แล้ว หากสังเกตจากจากภาพผืนป่าที่อยู่เบื้องล่างเฮลิคอปเตอร์ จะเห็นว่าเป็นป่าธรรมชาติที่มีเขียวขจี มีต้นไม้ธรรมชาติขึ้นอยู่หนาแน่น

ประการที่สอง ภายในเขตอุทยานแห่งชาติ กฎหมายห้ามมิให้หน่วยงานใดหรือบุคคลใด เข้าไปดำเนินการใดๆ ซึ่งตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มาตรา 19 บัญญัติไว้สรุปความได้ว่า ภายในอุทยานแห่งชาติ ห้ามมิให้บุคคลใดยึดถือหรือครอบครองที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง เผาป่า หรือกระทาด้วยประการใด ๆ ให้เสื่อมสภาพหรือเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ไปจากเดิม 

รวมทั้งห้ามกระทำด้วยประการใด ๆ ให้เป็นอันตรายหรือทำให้ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยกเว้นการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าอุทยานแห่งชาติหรือเมื่อได้อนุญาตจากหัวหน้าเขตอุทยานแห่งชาตินั้นแล้วเท่านั้น

แต่ตามข่าวปรากฏว่ามีการโปรยเมล็ดกระถินยักษ์ ซึ่งถือว่าเป็นพืชเอเลี่ยนที่สามารถทำลายระบบนิเวศน์ธรรมชาติของป่าได้ลงไปในพื้นที่ป่าต้นน้ำที่มีสภาพอุดมสมบูรณ์ด้วย ดังนั้น การปลูกป่าทางอากาศของกองทัพในครั้งนี้จึงน่าจะมีปัญหาเรื่องความชอบด้วยกฎหมายด้วย

จากข่าวเรื่องปลูกป่าทางอากาศ ผมคิดว่าทำให้เรามองเห็นอะไรหลายอย่าง คือ

หนึ่ง สิ่งที่กองทัพมักจะทำเพื่อสร้างความชอบธรรมในการใช้อำนาจหรือปฏิบัติการบางอย่างเกี่ยวกับป่า คือ การสร้างสถานการณ์ว่าผืนป่าถูกคุกคาม โดยเฉพาะหลังการรัฐประหารเมื่อปี พ.ศ. 2557 กองทัพได้อ้างว่ามีการบุกรุกทำลายป่า นำมาสู่การออกคำสั่ง คสช. ที่ 64/2557 เรื่องทวงคืนผืนป่า ที่ให้อำนาจกองทัพตรวจยึดและจับกุมดำเนินคดี ถึงที่สุดแล้วปรากฏว่ามีแต่ชาวบ้านธรรมดาที่ถูกยึดที่และถูกดำเนินคดี สำหรับนายทุนหรือผู้มีอิทธิพลที่ทำลายป่าจริง ไม่ถูกดำเนินการแต่อย่างใด การสร้างสถานการณ์เช่นนี้ทำให้กองทัพขยายอำนาจไปเกี่ยวข้องกับป่าด้วย ซึ่งจะเห็นว่าช่วงหลังรัฐประหารกองทัพได้พยายามเข้าไปมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน หรือจัดทำโครงการใหญ่ๆ เกี่ยวกับป่าหลายกรณี ทั้งๆ ที่มีหน่วยงานรับผิดชอบเป็นการเฉพาะอยู่แล้ว   

สอง การแสวงหาผลประโยชน์ในกิจกรรมปลูกป่าของหน่วยงานรัฐ ตลอดดระยะเวลาที่ผ่านมา โครงการปลูกป่าหรืออนุรักษ์รักษาป่า ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายการเมืองหรือราชการประจำ เป็นกิจกรรมที่แทบไม่เคยมีการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณ แม้จะเคยมีกรณีที่ ปปช. เข้าไปตรวจสอบ เช่น โครงการจัดทำแนวกันไฟที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่มีความยาวรวมกันทั้งหมด 2,408 กิโลเมตร ระยะทางเท่ากับภาคเหนือสุดจรดภาคใต้สุดของประเทศไทย ซึ่งใช้งบประมาณรวม 46 ล้านบาทเศษ แต่กลับไม่มีการตรวจสอบเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

สำหรับโครงการปลูกป่า เป็นหนึ่งในโครงการของหน่วยงานรัฐที่มีความคลุมเครือมากที่สุด และไม่เคยมีการตรวจสอบ ที่น่าสังเกตคือ โครงการปลูกป่าส่วนใหญ่ของหน่วยงานรัฐโดยเฉพาะกองทัพ มักจะอิงอยู่กับสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นโครงการประเภทที่หน่วยงานที่มีอำนาจตรวจสอบไม่อยากเข้าไปขุดคุ้ย สำหรับการปลูกป่าทางอากาศ กองทัพก็เปิดเผยว่าเป็นการทำตามโครงการ ซึ่งหมายความว่ามีแผนงานและงบประมาณดำเนินการ แต่ก็จะกลายเป็นโครงการที่ไม่มีใครสามารถเข้าไปตรวจสอบได้ 

สาม ทัศนคติในการทำงานของหน่วยงานรัฐ ที่เน้นการสร้างกิจกรรมที่มีพิธีการ โดยเฉพาะพิธีที่ทำให้ดูยิ่งใหญ่ อลังการ เพื่อให้สามารถออกสื่อได้อย่างเกรียวกราว หรือเป็นกิจกรรมที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้ประชาชน เช่น โครงการปลูกป่าทางอากาศ เป็นต้น ซึ่งเมื่อทำกิจกรรมเสร็จก็ถือว่างานเสร็จแล้ว โดยไม่มีใครสนใจผลลัพท์จริงๆ ว่าจะบรรลุผลได้หรือไม่  

(ภาพ : naewna)

4.

ปกติแล้วกองทัพมักจะอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์เพื่อดำเนินการต่างๆ เสมอ แต่โครงการปลูกป่าทางอากาศครั้งนี้ ดูเหมือนจะสวนทางกับข้อความคิดของในหลวงรัชการที่ 9 ที่เคยพระราชทานพระราชดำรัสเกี่ยวกับการปลูกป่า เรื่อง “ปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก” เอาไว้เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2537 ความว่า “…ทิ้งป่าไม้นั้นไว้ 4 ปี ตรงนั้น ไม่ต้องทำอะไรเลย แต่ป่าเจริญเติบโตเป็นป่าสมบูรณ์ โดยไม่ต้องปลูกสักต้นเดียว… คือว่าการปลูกนั้น สำหรับอยู่ที่ปล่อยให้เขาขึ้นเอง…” 

หากพิจารณาระบบนิเวศน์ของผืนป่าสาละวิน มีทั้งส่วนที่เป็นป่าเต็งรัง และป่าดิบเขา ซึ่งป่าสองประเภทนี้หากไม่ถูกรบกวนจนเกินไป ก็จะสามารถเติบโตและขยายพันธุ์ตามธรรมชาติได้เอง โดยไม่จำเป็นต้องปลูกแต่อย่างใด 

ดังนั้น หากกองทัพอยากมีส่วนร่วมดูแลป่าจริงๆ ก็ควรถอยตัวเองออกจากภาระกิจด้านป่าไม้ ปล่อยให้กรมป่าไม้และกรมอุทยานทำหน้าที่ของเขาไปตามปกติ แล้วไม่ต้องพยายามไปทำโครงการปลูกป่าแบบแปลกๆ แต่เพียงแค่ช่วยเฝ้าระวังไม่ให้ใครเข้าไปบุกรุกทำลายก็พอ แล้วระบบนิเวศน์ของป่า จะสร้างป่าที่อุดมสมบูรณ์ขึ้นมาเอง